โจ ไบเดน VS โดนัลด์ ทรัมป์
ไบเดน‘ไปต่อ’ลำบากทรัมป์‘ระเบิดเวลา’
พรรคเดโมแครตเปลี่ยนขุนพลก่อนออกศึกยังไม่สาย
ก ารโต้วาทีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐรอบแรก โจ ไบเดน พูดจาติดขัด ผลงานไม่ดี ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ พูดจาคล่องแคล่ว กลายเป็นจุดสนใจของสังคม แม้การเลือกตั้งยังเหลือเวลาอีก 4 เดือนกว่า สถานการณ์ยังมีการเปลี่ยนแปลง แต่เรื่องที่ประจักษ์ต่อสายตาของผู้มีสิทธิลงคะแนน คือ ความชราภาพของไบเดนที่ปรากฏเด่นชัด จึงเป็นความสงสัยคลางแคลงใจและมีคำถามว่า ไบเดนควรถอนตัวออกจากแคนดิเดตหรือไม่
ส่วนนักวิเคราะห์ล้วนมีความเห็นว่า ไบเดนควรต้องถอนตัว และเมื่อเปรียบเทียบกับทรัมป์ แม้ว่าทรัมป์พูดจาคล่องแคล่ว แต่คำพูดส่วนใหญ่ปราศจากพยานหลักฐานมานำสืบ
การโต้วาทีครั้งแรก ไบเดนเริ่มต้นเสียคะแนนด้วยลีลาการพูดที่เฉื่อย พูดถูกพูดผิดคละเคล้ากันไป เสียงแหบแห้ง ซ้ำมีอาการเหม่อลอย โอกาสที่จะไปต่อคงยากและลำบาก เพราะอเมริกันชนขาดความเชื่อมั่นเกี่ยวกับความสามารถที่จะบริหารประเทศต่อไป การที่จะป้องกันตำแหน่งได้สำเร็จ ความหวังริบหรี่ เพราะเป็นเส้นทางขรุขระที่มากด้วยขวากหนาม จึงไม่อยู่ในวิสัยที่ท่านผู้เฒ่าจะไปถึงทำเนียบขาวอีกวาระหนึ่ง
หากว่าตามประเพณีการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐจะจัดขึ้นในเดือนกันยายนและตุลาคม และปฏิบัติเช่นนี้มาตลอดเป็นเวลากว่า 30 ปี แต่ครั้งนี้จัดเร็วขึ้นน่าจะเกิดจากค่ายเดโมแครต
ประเมินถึงจุดอ่อนของไบเดนซึ่งมีเยอะอยู่ อันอาจทำให้คะแนนความนิยมลดน้อยลงไป จึงฉวยโอกาสที่กระแสเลือกตั้งยังต่ำอยู่ชิงจัดโต้วาทีก่อน หากไบเดนเพลี่ยงพล้ำไป ยังมีเวลาให้แก้ตัว ถือเป็นยุทธศาสตร์ในรูปแบบ “ซื้อประกัน”
การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการแข่งขันของ “ผู้เฒ่าอายุสูงสุด” ในประวัติศาสตร์อเมริกัน คือทรัมป์ 78 ไบเดน 81 แต่ทรัมป์พยายามรังสรรค์ “ลักษณ์” ของตนให้เป็นคนหนุ่ม จึงเป็นต่อไบเดน
แม้ทรัมป์จะเป็นต่อ แต่ความชราก็เป็นเรื่องที่ขจัดมิได้ กอปรกับการพูดจาหุนหันพลันแล่น เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่เขา และพฤติกรรมอันขาดไร้จริยธรรม จึงเป็นเหตุให้ผู้มีสิทธิต้องคิดหนัก
ผลสำรวจปรากฏว่า ทั้งไบเดนและทรัมป์มิใช่เป็นผู้ที่อเมริกันชนนิยม เพราะถูกเกลียดชังทั้งความแก่และพฤติกรรม เรียกกันว่า double-haters จำนวนคนมากขึ้นต่อเนื่องสูงถึง 1/4 ทั้งไบเดนและทรัมป์ต่างมีฐานเสียงถาวร การแพ้ชนะ จึงขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงที่ Swing States คือมิใช่ฐานเสียงของพรรคหนึ่งพรรคใด
หากพ้นวิสัยที่จะแย่งชิงคะแนนให้แก่ตนได้ แต่ถ้าสามารถทำให้คู่ต่อสู้สูญเสียคะแนนการสนับสนุน ย่อมต้องถือว่าได้รับความสำเร็จ การโต้วาทีครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ทำให้เห็นถึงจุดอ่อนของคู่ต่อสู้
การโต้ตอบมีอยู่ตอนหนึ่งโดยไบเดนกล่าวว่า ไม่สามารถให้ทรัมป์ขึ้นมาทำลายประชาธิปไตยของสหรัฐ การตอบโต้ของทรัมป์เป็นสไตล์เดิมๆ คือ คำพูดพรั่งพรูคล่องแคล่ว เช่น โจมตีเดโมแครตในการสนับสนุนเรื่องทำแท้ง ไม่สอดคล้องกับความจริง ขัดต่อหลักของตรรกะ ในขณะที่ไบเดนพูดจาติดขัด สื่อความหมายขาดความชัดเจน โดยเฉพาะการพูดถึงประเด็นรักษาพยาบาลนั้น ไบเดนตอบว่า ในที่สุดเราทำให้โครงการของรัฐบาลล้มเหลวไปแล้ว เข้าทำนองหัวมังกุท้ายมังกร อีกทั้งเป็นการเตะลูกเข้าประตูตัวเอง ตามภาษาฟุตบอลที่ว่า Own Goal จึงทำให้คนฟังมองว่าไบเดน เข้าข่าย “Senility” เป็นแน่แท้ แท้ที่หน้าตาซีดเผือก แม้พยายามยิ้มแต่ก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนความชรา คะแนนนิยมตกอยู่แล้วจึงตกมากขึ้น เมื่อการประชันวิวาทะจบลง คณะทำงานของไบเดน กระเหี้ยนกระหือรือติดต่อผู้สื่อข่าวและพูดทำนองแก้เกี้ยวว่า หลายวันที่ผ่านมา ไบเดนไม่ค่อยสบาย
ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไร ก็ไม่อาจล้มล้างภาพที่ไบเดนปรากฏต่อสาธารณะ คือ ความเลอะเลือนซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ ใหญ่ที่อเมริกันชนกังวลถึงความสามารถในการเป็นผู้นำ ความเชื่อมั่นจึงลดลงอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ตามหลักทฤษฎี พรรคเดโมแครตมีสิทธิละเลยผลการเลือกตั้งรอบแรก (primary vote) และเมื่อถึงวาระการประชุมผู้แทนพรรคทั่วประเทศ เสนอบุคคลที่เหมาะสมคนใหม่ ให้เป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งแทน เพื่อให้ไบเดนถอยออกแบบรักษาหน้าตาเอาไว้ แต่ประเด็นมีอยู่ว่า ปัจจุบันพรรคเดโมแครตยังไม่มีผู้ใดที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทน
หากพินิจให้ดี ไบเดนในวัย 81 จะเป็นเจ้าของทำเนียบขาวต่อไปอีก 4 ปีนั้นละหรือ จึงเป็นความกังวลในดวงหทัยของอเมริกันชน หากจะกล่าวกับสหรัฐตลอดจนประเทศทั่วโลก ทรัมป์ก็น่าจะถือว่าเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ไม่มีเวลา ถ้าให้เข้าประจำทำเนียบขาว ก็อาจจะสร้างความปั่นป่วนสับสนให้แก่บรรดาข้าราชการมิใช่น้อย
และต้องไม่ลืมว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐไม่เพียงมีผลต่อสหรัฐ หากยังมีต่อประเทศทั่วโลกด้วย
ปฏิเสธมิได้ว่า สถานการณ์ของไบเดนและพรรคเดโมแครตวันนี้ ละม้ายกับการอยู่บนหลังเสือ เดินหน้าลำบาก ถอยหลังก็ลำบาก อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าคะแนนนิยมของไบเดนลดลงแบบหิมะถล่ม การที่พรรคเดโมแครตจะทำการเปลี่ยนขุนพลก่อนออกศึก ก็มิใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

