ดุลยภาพดุลพินิจ : น่าน:เมืองปลอดภัยโดยชุมชนเพื่อชุมชน
ถ้าเลือกได้ ท่านผู้อ่านอยากเลือกอยู่เมืองไหนในประเทศไทยคะ ผู้เขียนขอเสนอจังหวัดน่าน
น่านเป็นจังหวัดที่ได้รับความนิยมและชื่อเสียงในระดับนานาชาติ โดยคว้ารางวัลเมืองสะอาด อันดับหนึ่งใน ASEAN ในปี 2551 ล่าสุดน่านได้รับเลือกเป็นเมืองอัจฉริยะและเป็นเทศบาลแรกในประเทศไทยที่มีถนน 3 ดาว ตามมาตรฐานระดับสากล เทศบาลเมืองน่านนำโดยนายกเทศมนตรีสุรพล เธียรสูตร เป็นผู้มีวิสัยทัศน์และมีเป้าหมายให้เมืองน่านเป็น “เมืองน่าอยู่” และ “เมืองแห่งคนอายุยืน” คือ คนน่านไม่ตายด้วยอุบัติเหตุก่อนวัยอันควร
โครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ปลอดภัย ภายใต้การสนับสนุนของ สสส.จึงได้คัดเลือกเทศบาลเมืองน่าน ซึ่งมีความสนใจด้านความปลอดภัยบนท้องถนนให้ได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งชุมชนต้นแบบผู้ใช้ จยย.ปลอดภัยร่วมกับการสนับสนุนจากเครือข่ายของ สสส. ซึ่งมีการดำเนินงานสรุปได้ดังต่อไปนี้
(1) ถนน 3 ดาว เทศบาลเมืองน่านได้ทุ่มงบประมาณ 1 ล้านบาทปรับปรุงถนนสุริยพงษ์ ถนน 3 ดาวเพื่อรถทุกคนและคนเดินเท้าโดยได้รับความร่วมมือจาก รศ.ดร.เกษม ชูจารุกุล จาก Thai-RAP (Thailand Road Assessment Programme) เริ่มต้นจากสี่แยกวัดศรีพันต้นจนถึง 3 แยกกาดแลง ทั้งนี้ ทางเทศบาลได้รับการประสานเสริมพลังเชิงวิชาการจากโครงการขับเคลื่อนที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผู้บริหารเกิดความมั่นใจเพียงพอที่จะลงทุนและมีผลลัพธ์ที่มีความสัมฤทธิผลในที่สุด

(2) ความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม เทศบาลได้ปรับปรุงองค์ประกอบเมืองให้มีความปลอดภัยจากการใช้ถนนให้มีเครื่องหมายจราจรและนำไปตั้งในจุดเสี่ยงที่สำรวจให้เพียงพอ โดยปรับปรุงทาสีสัญลักษณ์จราจร รื้อสิ่งกีดขวางที่บดบังมุมมองทางแยก ปรับรั้วทึบริมทางแยก และทางเลี้ยวให้เป็นรั้วโปร่ง
(3) โรงเรียนปลอดภัย คนไทยเกิดและดำรงชีวิตท่ามกลางความปล่อยปละละเลยด้านความปลอดภัยจนกลายเป็นวัฒนธรรม แต่การปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยจะต้องทำตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้น เด็กๆ ทั้งในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนในเขตเทศบาลจังหวัดน่านจึงได้รับการอบรมให้ความรู้ให้รู้จักลดความเสี่ยงของการใช้รถ จยย. และการใช้ถนน โดยให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงจากประสบการณ์ของตน รณรงค์ให้นักเรียนสวมหมวกนิรภัยร้อยละ 100 กลยุทธ์ที่สำคัญคือ จัดนิทรรศการภาพถ่ายจุดเสี่ยงให้นักเรียนถ่ายรูปจุดเสี่ยง
ต่างๆ มาเสนอแล้วช่วยกันคัดเลือกพื้นที่หรือจุดเสี่ยงในเมืองที่อันตรายที่สุด โดยภาพที่อันตรายที่นักเรียนอยากแก้ไขคือ “แผงขายของอันตราย” กดดันให้พ่อค้าแม่ค้าต้องย้ายออกไป หลังจากนั้น เด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู สมาชิกจิตอาสา อปท. ร่วมกันปรับปรุงสภาพแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย เช่น ทาสีทางข้ามถนน ช่วยเหลือ ตักเตือน ให้โอกาส เอื้ออาทร แบ่งปันและความสามัคคีเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งเป็นกลไกไปสู่การเป็นชุมชนปลอดภัย
(4) ธรรมนูญชุมชน เทศบาลเมืองน่านมีชุมชนที่สนใจและเข้าร่วมโครงการธรรมนูญชุมชน ได้แก่ ชุมชนน้ำล้อมที่เป็นทีมชุมชนต้นแบบ ชุมชนบ้านน้ำล้อม มีพื้นที่ 45 ไร่ มีประชากร 632 คน 182 หลังคาเรือน เป็นชุมชนที่อยู่กลางใจเมืองแต่ไม่มีรถโดยสารสาธารณะ การเดินทางส่วนใหญ่ใช้รถจักรยานยนต์ ในชุมชนไม่มีรถตู้รับส่งนักเรียน
ชุมชนน้ำล้อมได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลกให้เป็นชุมชนปลอดภัยระดับโลกเมื่อปี 2556 เป็นลำดับที่ 316 ของโลก และเป็นที่ 3 ของประเทศที่มีการป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยชุมชนนี้ได้มีธรรมนูญชุมชนซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันเพื่อสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ได้แก่
1.สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์
2.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับและโดยสารรถยนต์
3.ไม่ขับรถเร็วเกินกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชน
4.ไม่ขับขี่ยานพาหนะทุกชนิดขณะมึนเมาสุรา
5.ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ยานพาหนะทุกชนิด
6.ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์
หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของธรรมนูญฉบับนี้ มีบทกำหนดโทษ ดังนี้
1.ฝ่าฝืนครั้งแรก ให้คณะกรรมการชุมชนบ้านน้ำล้อมว่ากล่าวตักเตือน
2.ฝ่าฝืนครั้งที่ 2 ให้ทำงานบริการสังคมตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร (เช่น กวาดลานวัด/ทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ/ตัดหญ้า)
3.หากฝ่าฝืนธรรมนูญครั้งที่ 3 จะถูกพิจารณาตัดสิทธิและผลประโยชน์ที่ควรได้รับจากชุมชนบ้านน้ำล้อมเป็นเวลา 1 ปี เช่น ทุนการศึกษา การกู้เงินจากกองทุนหมู่บ้าน การได้รับสิ่งของสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก หรือตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร และชุมชนได้รับการสนับสนุนหมวกนิรภัยจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจำนวน 50 ใบและจากนายกเทศมนตรีจำนวน 20 ใบ ซึ่งจะมีทั้งแบบให้ยืมและแจก มีนวัตกรรมเช็กการสวมหมวกนิรภัยด้วยวิธีสแกน QR Code ขึ้นในโรงเรียนต้นแบบ มีฝ่ายเฝ้าระวังของชุมชนตั้งด่านตรวจวันพุธ หากใครออกจากบ้านโดยไม่สวมหมวกนิรภัยจะถูกให้กลับบ้าน นอกจากนี้ มีการสำรวจเก็บข้อมูลพื้นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนรถจักรยานยนต์ และการสำรวจการสวมหมวกนิรภัยจากฝ่ายวิชาการของเทศบาล เท่าที่ผ่านมายังไม่ต้องบังคับใช้มาตรการลงโทษ แต่มีการตักเตือนเท่านั้น
ผลของการมีธรรมนูญหมู่บ้านของชุมชนน้ำล้อม และการตั้งด่านตรวจเดือนละครั้งร่วมกับตำรวจพบว่า อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22 เป็นร้อยละ 91 ภายใน 6 เดือน ไม่มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีขับขี่รถจักรยานยนต์และจำนวนผู้บาดเจ็บเปรียบเทียบลดลงได้ถึงร้อยละ 75 เทศบาลจึงมีแผนจะขยายการทำธรรมนูญในไปในพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ ชุมชนเชียงแข็ง ชุมชนมหาโพธิ และชุมชนเวียงเหนือ
ผู้ที่สนใจลองไปเที่ยวน่านดูค่ะ อาจจะอยากมาอยู่น่านนานๆ หลังเกษียณก็ได้

