มิชชันนารีฝรั่งเศส…บันทึกเรื่องเมืองสยาม
เรื่องจริง ใกล้เคียง หรือว่า ไม่จริง
สภาพสังคมไทยในอดีต ในยุคในหลวง ร.5 ที่คณะมิชชันนารีฝรั่งเศสเข้ามาทำงานในสยาม มีการเขียนบันทึกเชิงวิเคราะห์สังคมไทยอย่างละเอียด ตีพิมพ์ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหนังสือชื่อ Siam et les Missionnaires Francais โดยบาทหลวง Adrien Launay เมื่อ พ.ศ.2389
บาทหลวงคณะนี้ พำนักอยู่ในเมืองไทยยาวนาน ใช้ชีวิตอยู่กับราชสำนัก ขุนนางผู้ใหญ่ตลอดจนคนสามัญธรรมดาและพลเมืองผู้ยากไร้ ใส่ใจสังคมไทยแม้กระทั่ง เรื่องภูต ผี ปีศาจ พ่อมด หมอผีที่ชาวสยามฝักใฝ่บูชา ทุกถ้อยคำที่บันทึก เป็นการเฝ้ามองจากสายตาของชาวตะวันตกที่มีคุณค่า …โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
บันทึกนี้ ถูกแปลเป็นภาษาไทยอย่างสละสลวย ถ้อยคำกินใจทุกประเด็น โดย ผศ.ประทุมรัตน์ วงศ์ดนตรี จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2528
ผู้เขียนไปค้นมาจากกองหนังสือเก่าบนฟุตปาธฝุ่นเขรอะ หยิบขึ้นมาอ่านแล้ววางไม่ลง เป็นตายยังไงก็ต้องซื้อมาครอบครอง จึงขอนำบางช่วง บางตอน มาบอกเล่าครับ…
มิชชันนารีฝรั่งเศสบันทึกว่า….ศาสนาประจำชาติสยาม คือ ศาสนาพุทธ ชาวสยามมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าดวงวิญญาณเคลื่อนย้ายไปได้
ตามความเชื่อของชาวสยาม เมื่อตายไปแล้วผลกรรมจะติดตามผู้กระทำ มีการเปรียบเทียบระหว่างความดีกับความเลว ถ้าผู้นั้นกระทำแต่ความดี ก็จะได้รับความสุขในชาติหน้าและเกิดใหม่ในสรวงสวรรค์ตอบแทนความดีนั้น แต่ในไม่ช้าความดีนั้นกับการตอบแทนที่ได้รับจะสมดุลกันและไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ในสวรรค์อีกต่อไป
ดวงวิญญาณ ลงมาในนรกหรือกลับมาบนโลก สิงอยู่ในกายของมนุษย์คนใหม่ ผู้กระทำชั่วจะ
ได้รับโทษทัณฑ์ในความทุกข์ทรมาน ผลกรรมนั้นก็ได้รับการตอบแทนเช่นกัน คือ มีชีวิตใหม่แต่ในรูปของเปรตหรืออสุรกาย หรืออย่างน้อยก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
ความไม่แตกดับของวิญญาณซึ่งเรียกว่า เวียนเกิด (เกิดใหม่เพื่อตาย) และเวียนตาย (ตายเพื่อเกิดใหม่) นี้ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปถึงพันครั้ง ในการทำให้มนุษย์ก้าวข้ามคุณความดี 8 ชั้นก่อนที่จะบรรลุจุดหมายสูงสุด ซึ่งเรียกว่าการสูญสลายอย่างสมบูรณ์ ขั้นท้ายที่สุดของศาสนาพุทธหรือความบรมสุขนั้นคือ ความว่างเปล่า
ชาวสยามให้ความนับถือพ่อมดหมอผีมาก ซึ่งพวกนี้มีชีวิตเร่ร่อนและผจญภัยคล้ายกับพวกยิปซีของประเทศตะวันตก พวกเขาให้คำทำนายอนาคตและบอกโชคลาภแก่นักการพนัน รวมทั้งค้นหาของซึ่งถูกขโมยหรือสูญหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถบอกวันสิริมงคลสำหรับงานสำคัญๆ อาทิ งานแต่งงาน งานโกนจุก เป็นต้น
ชาวสยามจะไม่เคยจัดพิธีใดเลยโดยไม่ปรึกษาพวกหมอผี ซึ่งพวกนี้จะให้คำปรึกษาก็ต่อเมื่อได้รับเงินเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
เสน่ห์ยาแฝดและยันต์มีราคาแพงมาก และพวกที่ขายยาเหล่านี้เปรียบได้กับพวกอวดอ้างหรือนักเล่นกลฝีมือดีแต่ไร้ศีลธรรม พวกนี้สามารถซ่อนยาพิษร้ายแรงไว้ใต้เล็บที่ยาวของเขา ซึ่งผลของยานี้จะยิ่งเพิ่มความศรัทธาในความมีอำนาจของเขาได้
ชาวสยามมีความเชื่อในเรื่องของอิทธิฤทธิ์หรือการยิงไม่ออกฟันไม่เข้า อีกอย่างหนึ่งตามทรรศนะของพวกเขา ปรอทแข็งตัวมีฤทธิ์พิเศษในเรื่องนี้ และผู้ใช้เกือบทุกคนมักจะผูกเชือกซ่อนตะกุดทำด้วยปรอทหรือของขลังทำด้วยกระดูก ไม้ งา เขี้ยวหรือเล็บสัตว์ไว้ที่เข็มขัด นอกจากนี้ เศษหัวผักบางชนิด (น่าจะเป็น ว่าน) หรือมันฝรั่งที่ฝังอยู่ในผิวเนื้อก็เชื่อกันว่าทำให้หนังเหนียวได้
หากเรา (หมายถึงมิชชันนารีฝรั่งเศส : ผู้เขียน) พยายามต่อต้านความเชื่อเหล่านี้และพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระด้วยการแสดงบาดแผลตามตัวที่ค้นพบได้ คำตอบที่ได้ไปก็คือ ผู้ถืออาวุธที่ทำให้พวกเขาบาดเจ็บนั้นเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์มากกว่า
มิชชันนารีฝรั่งเศสบันทึก เรื่องพระสงฆ์ชาวสยาม…ความว่า…
พระ หรือพระภิกษุชาวสยาม ได้รับเกียรติในชื่อของพระ หมายถึงผู้มีอำนาจและผู้วิเศษ ชาวยุโรปกลับให้ฉายาว่า ตาลปวง มาจากคำว่า ตาลปัตรเป็นพัดทำด้วยใบปาล์ม ซึ่งพระภิกษุมักถือติดมืออยู่เสมอแม้ในระหว่างทำพิธีสวดมนต์ ตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นธรรมดาที่ตาลปวงนั้นไม่ชอบถูกเรียกว่า ตาลปวง
เครื่องนุ่งห่มของพระภิกษุนั้นเป็นสีเหลืองทั้งหมด ประกอบด้วยลังกูติ ลักษณะเฉพาะคล้ายเสื้อคลุมสมัยโบราณตัวใหญ่และกึ่งสั้นกึ่งยาวลังกูตินี้อาจเหน็บไว้ด้านหลังได้คล้ายผ้าของชาวสยาม ของคนอื่นๆ ช่วงบนจะมีเสื้อคลุมตัวใหญ่ (จีวร) พันรอบสีข้างขวา และเกี่ยวไว้ใต้แขนซ้ายซึ่งเปลือยเปล่า สำหรับงานพิธีหรือในการเยี่ยมเยียนงานพิธีใหญ่โต พระภิกษุจะมีผ้าแถบ (สังฆาฏิ) พาดไว้บนไหล่ด้านขวาเพิ่มขึ้นด้วย
พระภิกษุต้องโกนผมบนศีรษะและคิ้วจนเกลี้ยง โดยทั่วไปเดินเท้าเปล่าแต่ก็มีผ่อนผันให้ใส่รองเท้าแตะได้ พวกเขาเป็นเสมือนขอทานเร่ร่อนโดยอาชีพ ซึ่งกระเดียดหม้อเหล็ก (บาตรพระ) เรียวใบใหญ่ไว้ที่เอว และใส่ไว้ในถุงสะพายไว้และคล้องไว้กับไหล่ขวาที่ปกปิดด้วยเสื้อคลุม ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้ท่าทางและลีลาการเดินแข็งขันและถือตัว
ตามหลักแล้วหม้อใบนี้ต้องล้างและขัดให้มันอย่างระมัดระวังแต่โดยทั่วไปพระภิกษุมักไม่เอาใจใส่
ส่วนใหญ่พระภิกษุมีลักษณะถ่อมตัว สุภาพและเคร่งครัด เวลาเดินไปตามท้องถนนจะเดินอย่างช้าๆ และระมัดระวังตน ตามองเบื้องต่ำ และหลบอยู่หลังพัดหรือตาลปัตร วัดจะมีอยู่มากมายและพระภิกษุมีจำนวนนับไม่ถ้วน เพราะชายสยามทุกคนต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 2-3 ปี บวชในบวรพระพุทธศาสนา
วัดทั่วไปหรือแม้แต่วัดหลวง ไม่มีเอกลักษณ์ในด้านสถาปัตยกรรมเลย แต่ละวัดจะมีกุฏิชั้นเดียวลักษณะคล้ายคลึงเรียงรายอยู่ แต่บางครั้งก็รวมกันเป็นกลุ่ม อาณาบริเวณของวัดกว้างใหญ่เท่ากับหมู่บ้านหนึ่ง เครื่องเรือน ประกอบด้วย เตียงเตี้ยๆ ม้านั่ง หีบบรรจุหนังสือศาสนาวางอยู่เกะกะ นอกจากนี้ ก็มีของอีกหลายอย่างที่ไม่มีคุณค่าถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาดรอบๆ กุฏิ มีเชือกขึงอยู่สำหรับตากผ้าขี้ริ้วสกปรกหรือเครื่องนุ่งห่มของพระภิกษุ
จากลักษณะภายนอกซึ่งดูยากจนและถ่อมตน เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพระภิกษุเหล่านี้ร่ำรวยอย่างง่ายดาย เนื่องจากมีข้อบัญญัติห้ามพระภิกษุทำงาน เพราะการทำงานนั้นไม่สมกับเกียรติและฐานะ
นอกจากนั้น ยังมีการห้ามพระภิกษุตัดต้นไม้เพราะถือว่าต้นไม้มีชีวิตและห้ามพรวนดินด้วยเกรงว่าจะฆ่าแมลงตัวเล็กๆ ส่วนอาชีพอื่นๆ ถือว่าทำให้พระภิกษุเสื่อมเสียเกียรติ ดังนั้น พระภิกษุจึงต้องอาศัยเมตตาจากชาวสยามที่เลื่อมใสศรัทธามากในการดำรงชีวิตอยู่
ถ้าจะบรรยายชีวิตที่อยู่เปล่าๆ ของพระภิกษุโดยสังเขปก็ คือ กินดื่ม นอน รับของและสวดมนต์ เป็นไปอย่างอัตโนมัติในภาษาที่ตัวเองก็ไม่อาจเข้าใจได้ นอกจากนี้ ยังมีพระภิกษุหลายองค์เดินทางรอนแรมหลายเดือนไกลจากวัดโดยไม่ทำอะไรเลย
เราต้องยอมรับว่าพวกเขาถูกบังคับให้ถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัดแต่ในช่วงเวลาที่สวมเครื่องนุ่งห่มสีเหลืองเท่านั้น และถ้ารู้สึกว่าความโสดทำให้ทนทุกข์ทรมานพวกเขาก็มีสิทธิจะแต่งงานได้ (หมายถึงสึกออกไปแต่งงาน) ส่วนใหญ่ความสุขสบายดูจะเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้ดำรงความเป็นพระไว้พระภิกษุเหล่านี้มักดูถูกประชาชนเฉื่อยชา เฉยเมย และไม่สนใจอะไรเลย ไม่เคยคิดที่จะดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในศาสนา เพราะคิดว่าความเป็นผู้ทรงศีลนั้นเป็นสิทธิเฉพาะของพวกตน อย่างมากก็อ่านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ประชาชนฟังโดยไม่สนใจว่าจะอธิบายหรือแปลให้ประชาชนเข้าใจยิ่งกว่านั้น ไม่มีการชักชวนให้ปฏิบัติตามคำสอนนั้น
พระภิกษุ จะตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ของตนก็ต่อเมื่อมีบุคคลสำคัญหรือร่ำรวยมานิมนต์ไปในงานพิธีหรืองานของครอบครัว พวกเขาจะกระวีกระวาดเสแสร้งและเรียกค่าตอบแทนในราคาสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบูชาหรือเครื่องนุ่งห่มโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงิน
อย่างไรก็ดี การนิมนต์พระภิกษุนั้นมักทำกันบ่อยๆ ในเมืองใหญ่ ซึ่งมีผลให้ ตาลปวง เหล่านี้มีชีวิตสุขสบายมากขึ้นเรื่อยๆ พิสูจน์ให้เห็นตามสุภาษิตที่ว่า ความมั่งมีเกิดขึ้นได้ในขณะที่นอนหลับ
ในเรื่องการศึกษาและการแต่งงาน
เด็กหญิงชายชาวสยามมักใช้เวลากับการเล่น การเที่ยว การนอน และการกินอย่างมีอิสระจนกระทั่งย่างเข้าวัยรุ่น การใช้อำนาจหน้าที่ของบิดามารดาไม่เด็ดขาด ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ หละหลวม เนื่องจากมีความกังวลใจกับความเป็นอยู่ ความประพฤติและการพูดจาของลูกน้อยเกินไป ไม่ใส่ใจอบรมศีลธรรมจรรยาและให้ความรู้กับลูก
น่าเสียดาย ผู้ที่จะมีคุณสมบัติของนักอบรมที่แท้จริงนั้น ต้องเข้าถือศาสนาคริสต์ ต้องศึกษาและปฏิบัติตามหลักสำคัญๆ ของศาสนาคริสต์ซึ่งนำไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องของดวงวิญญาณที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบให้
เมื่อสู่วัยรุ่น ชายหนุ่มสยามทุกคนแม้แต่องค์รัชทายาทจะถูกนำตัวไปอยู่ที่วัดกับพระภิกษุ คอยรับใช้ ตักน้ำ แบกของหนักและทำงานต่ำๆ มากมาย นี่แหละคือ งานอดิเรกและหน้าที่ของพวกเขา
น้อยครั้งที่พระภิกษุจะฝึกฝนให้เด็กเหล่านี้อ่านหรือเขียน 5-6 ปีผ่านไป เด็กๆ เหล่านี้มากกว่า 20%
โดยเฉลี่ย จะออกจากวัดไปในลักษณะที่โง่เขลาเหมือนกับตอนเข้ามาอยู่ในวัดครั้งแรก แต่จิตใจของพวกเขานั้นเสื่อมลงและสติปัญญาก็ยังคงเต็มไปด้วยนิทานไร้สาระ
พวกเขาจะเคยชินอยู่กับนิสัยเลวร้ายหรือความเกียจคร้านที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต เมื่อออกจากวัดแล้วชายหนุ่มก็เริ่มทำงาน ชาวสยามมีความเชื่อว่า ความสามารถเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ ลูกทุกคนจะถูกบังคับให้เจริญรอยตามบิดา อาทิ เป็นหมอ ทหาร หรือชาวนา เขาจะต้องเป็นเหมือนบิดา อาชีพบางอย่างซึ่งบิดาทำ ลูกจะต้องยึดถือไว้ตลอดชีวิต และขณะเดียวกันก็เตรียมตัวพร้อมอยู่เสมอที่จะละทิ้งอาชีพของตนตอบสนองการเรียกร้องจากเบื้องบนและถูกเกณฑ์แรงงานรับราชการงานหลวง
ทางออกเดียวที่อาจหลีกเลี่ยงความเชื่อนี้ได้และสามารถทำสิ่งที่ตนพอใจก็คือ ขอบวชเป็นพระ…..
ขอเรียนย้ำท่านผู้อ่านที่เคารพว่า ในช่วงเวลานั้น เป็นการทำงานหนักของบาทหลวงทั้งหลาย เพื่อเผยแพร่คริสต์ศาสนา มุมมอง เรื่องที่บันทึกคงเป็นไปตามอารมณ์ของมนุษย์ปุถุชน

