หน้าแรก คอลัมนิสต์ เลือกตั้งประธ...

เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ กระทบความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

9.07.24 | 12:10 น.

เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ กระทบความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

จีนคงไม่เอาชะตาของประเทศไปฝากไว้กับโจ ไบเดน หรือโดนัลด์ ทรัมป์ หากเจริญรอยตามและบรรลุผลสำเร็จตามอรรถบทแห่งแนวรบของ “เหมา เจ๋อตง” คือ “ท่านรบตามแนวทางของท่านไป ข้าพเจ้าก็รบไปตามแนวทางของข้าพเจ้าไป” เพื่อช่วงชิงแนวรบในเชิงรุกอย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นการยกระดับการแข่งขันของประเทศ โดยใช้แนวคิดใหม่เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือช่วงชิงตลาดโลกใต้และตะวันออกกลาง อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังแห่ง locomotive effect ซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งไปเกื้อกูลอีกประเทศหนึ่ง กรณีละม้ายคล้ายคลึงกับหัวรถจักร ลากรถไฟอีกขบวนหนึ่งให้ไปพร้อมกัน

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเหลือเวลาไม่ถึงครึ่งปี จากการสำรวจประชามติ ล้วนไม่เป็นผลดีต่อไบเดนทุกครั้งและมากขึ้นทุกขณะ ส่วนประธานาธิบดีในวัยชรา 82 ยืนยันจะไปต่ออีก 4 ปี แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้มีสิทธิลงคะแนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมกลุ่มประเทศ G7 เมื่อไม่นานมานี้ ไบเดนถูกถ่ายภาพที่มีอาการงุนงง ความชราภาพปรากฎขึ้นโดยพลัน อันเป็นประโยชน์ต่อทรัมป์ และทรัมป์ได้ทีก็ตีซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ก็ถูกตั้งคำถามว่า อายุอ่อนกว่าเพียง 4 ปีเท่านั้น กรณีเป็นการบ่งบอกถึงความโทมนัสของการเมืองคนชรา ซึ่งเป็นความผิดหวังของอเมริกันชน

สังคมเริ่มให้ความสนใจกับโดนัลด์ ทรัมป์ หากเขาได้รับเลือกตั้งน่าจะมีประโยชน์ต่อจีน เพราะว่า ทรัมป์พูดหลายครั้งแล้วว่า เขาเป็นคนไม่ชอบสงคราม เวลา 4 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง โลกมีแต่สันติภาพ ซึ่งตรงกันข้ามกับไบเดน เพราะควันปืนรอบด้าน ทรัมป์ถูกมองว่ามีนิสัยพ่อค้า อันเปี่ยมด้วยประสบการณ์ในการคำนวณต้นทุนและผลกำไร เพราะเขาถือว่าสงคราม คือ การซื้อขายที่มีแต่ขาดทุน เขาพูดตั้งแต่ยังไม่โหมโรงว่า ถ้าเขาได้รับเลือก สงครามยูเครนจะต้องยุติภายใน 24 ชั่วโมง

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่ทรัมป์มีต่อจีนยังไม่ชัดเจน เพราะเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ในการประชุมภายในของนายทุนที่สนับสนุนเงินทุนในการเลือกตั้ง ทรัมป์กล่าวว่า ถ้าจีนโจมตีไต้หวัน เขาจะสั่งบอมปักกิ่งทันที แม้ดูจะเป็นการข่มขู่ แต่ก็เป็นการแสดงออกถึงซึ่งความไม่แน่นอนในด้านนโยบาย อีกประการหนึ่ง ทรัมป์เป็นคนที่มีอาการลุ่มๆ ดอนๆ หุนหันพลันแล่น เช่น เมื่อเร็วๆ นี้เขากล่าวว่าจะเรียกเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากจีน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ความจริงยังไม่มีการนำเข้า คำพูดของทรัมป์จึงนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์มาก มากที่สังคมมองว่า นี่คือความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจเสรีของสหรัฐ ล้มเหลวเพราะเป็นการข่มขู่ในประเด็นกำแพงภาษีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า อันเป็นการทำลายสิทธิและประโยชน์ของผู้บริโภค และยังเป็นการกระทำละเมิดต่อข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความยโสโอหังของโดนัลด์ ทรัมป์อย่างชัดเจน

ในด้านการทูต สมัยทรัมป์ได้สั่งปิดสถานกงสุลจีนที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ว่ากันว่า เป็นพฤติการณ์ที่บ้าบิ่นยิ่ง จีนก็ตอบโต้ด้วยการสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐที่เฉิงตูของจีน จึงกลายเป็นที่วิพากษ์ของสังคมว่า ไม่ชอบสงคราม แต่ชอบนำเอาชะตาของสหรัฐไปเสี่ยงกับความขัดแย้ง จึงเป็นการย้อนแย้ง

กล่าวกับจีน ย่อมไม่นำเอาชะตาของประเทศไปฝากอยู่กับประธานาธิบดีวัยชราสองคน ก็เพราะไม่ว่าไบเดน ไม่ว่าทรัมป์จะได้รับเลือกก็คือ นักการเมืองชราภาพที่อเมริกันชนไม่นิยม

แต่พฤติกรรมของไบเดนและทรัมป์มีความต่าง คือ ไบเดน ละม้ายกับผู้เสแสร้ง ส่วนทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนใจแคบ ยกตัวอย่าง เช่นในการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐ ไบเดนแสดงความปรารถนาดีต่อจีน แต่ลับหลัง เขาโจมตีจีนว่าเป็นประเทศที่เศรษฐกิจล้มเหลว แต่จากการพยากรณ์ของธนาคารโลกระบุว่า ปีนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนน่าจะสูงถึง 4.8 ในขณะที่พยากรณ์ว่าสหรัฐจะเติบโตเพียง 2.5 ชนชั้นกลางของสหรัฐกำลังถดถอย ในขณะที่ของจีนกำลังขยายวงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนวทางที่ไบเดนมีต่อจีนคือ ให้ความสนใจในการร่วมมือกับพันธมิตรยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีทำการปิดล้อมจีนอย่างต่อเนื่อง ส่วนทรัมป์คือ America First และต้องการถอนตัวออกจากนาโต

อีก 1 เรื่องคือ ไบเดนต้องการปิดล้อมจีน ในขณะที่ทรัมป์ต้องการดวล คือ ต่อสู้กันตัวต่อตัว

อย่างไรก็ตาม ทัศนคติในทางยุทธศาสตร์ของจีนควรต้องหลีกเลี่ยงการปะทะกันขนาดใหญ่ และต้องผงาดขึ้นมาท่ามกลางสันติภาพ มิใช่ล่มจมในกองเพลิงสงคราม

ท่ามกลางภาวะทางสองแพร่งของสหรัฐ ไม่ว่าไบเดน ไม่ว่าทรัมป์ขึ้นมา ล้วนมีความเสี่ยงอันอาจเกิดจากการเมืองภายใน ที่กดดันทำเนียบขาวสร้างความเสี่ยงภายนอกเพื่อแก้ไขสถานการณ์ภายใน

จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหว เปราะบาง และมากด้วยความเสี่ยง มองข้ามมิได้เป็นอันขาด