หลังจากยึกยักยืดเยื้อกันมายาวนาน มาหนนี้มีทีท่าว่าคงถึงวันเผด็จศึกธัมมชโยขั้นแตกหักแน่นอนแล้ว เมื่อฝ่ายรัฐงัดอำนาจมาตรา 44 ออกมาประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่สกัดไม่ให้คนภายนอกเดินทางเข้าไปภายใน ส่วนคนที่อยู่ภายในเขต ก็สามารถนำตัวออกไปจากพื้นที่ได้

ตั้งใจอย่างมากว่า หนนี้คงจะเข้าตรวจค้นภายในอาณาจักรธรรมกายอันกว้างใหญ่ได้อย่างจริงจัง ปราศจากศิษย์และสาวกนั่งเป็นกำแพง
เพื่อจะจับกุมพระธัมมชโยตามหมายจับ นำไปดำเนินคดีเป็นร้อยๆ คดีได้เสียที โดยให้จบใน 3 วัน
ทุ่มเททั้งอำนาจและกำลังเจ้าหน้าที่กันขนาดนี้ ก็ขออวยพรให้สำเร็จเสร็จสิ้นได้เสียที ประชาชนคนดูก็เบื่อเต็มทีแล้ว
แต่มานึกอีกมุมหนึ่ง แม้ว่าวัดพระธรรมกายจะมีแนวทางสร้างความเลื่อมใสที่ขัดแย้งกับหลักศาสนาหลายประการจนทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนวงกว้าง แต่ก็ยังคงมีศิษย์สาวกที่เชื่อมั่นและภักดีอยู่จำนวนมาก มีมวลชนของตัวเองหลายล้านคนเลยทีเดียว
นี่จึงเป็นความละเอียดอ่อน ที่ฝ่ายรัฐมองข้ามไป ทำให้กระบวนการดำเนินคดีกับธัมมชโยล้มเหลวมาข้ามปี
ไปๆ มาๆ ก็เข้าตำราทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
จนสุดท้ายเมื่อจะต้องถึงจุดแตกหัก ก็เลยกรีธาทัพและใช้อำนาจเข้าจัดการ ซึ่งน่าเป็นห่วงไม่น้อยว่าจะเกิดปัญหาบานปลายหรือไม่
เมื่อไม่สามารถใช้ไม้นวมกับพระที่มีสาวกขึ้นต่อจำนวนมาก ลงเอยต้องใช้อำนาจใช้ไม้แข็งเพื่อบังคับให้สยบยอม
ประเด็นนี้ ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในทางมวลชน อาจจะก่อความร้าวลึกที่ปะทุออกมาในอนาคตได้
อีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าใครกำหนดฤกษ์ลุยธรรมกายขั้นแตกหักหนนี้
ช่างไม่ดูบรรยากาศโดยรวมเลยว่า รัฐบาลและ คสช.กำลังเปิดเวทีปรองดองอยู่พอดี
อุตส่าห์ใช้วันหวานวาเลนไทน์เป็นจุดเริ่มต้นการพูดคุยปรองดอง แต่ไม่ทันไรก็ประกาศใช้มาตรา 44 ใช้กำลังปราบจลาจลทหาร-ตำรวจหลายพันนายเข้าจัดการกับพระและมวลชนที่นุ่งห่มขาว
อีกทั้งประกาศควบคุมพื้นที่แบบนี้ ทำให้อดนึกถึงบรรยากาศการปราบม็อบแบบดุเดือดเลือดพล่านไม่ได้
รวมทั้งยังมีเหตุการณ์อื่นๆ ยังมีกลไกของรัฐที่กำลังเดินหน้าข่มบังคับคนคิดต่าง หรือใช้คดีดำเนินการกับขั้วตรงข้ามการเมืองอย่างไม่ลดราวาศอก
ทั้งหมดนี้มองไม่เห็นเลยว่าจะช่วยสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการปรองดองได้อย่างไร
แต่ก็อย่างว่า ย้อนไปมองตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกระบวนการหยุดประชาธิปไตย การร่างกฎกติกาทางการเมือง มาจนถึงการจัดประชุมปรองดอง
เป็นการกำหนดจากแนวคิดของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต้องการกำหนดให้การเมือง ให้การพัฒนาบ้านเมือง เป็นไปตามกรอบที่พวกตนเองคิดขึ้นมา
คิดบนพื้นฐานของกลุ่มอนุรักษนิยมขวาจัดด้วย
ที่ดำเนินกันอยู่ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่กระบวนการยุติความขัดแย้งโดยยอมรับความแตกต่างทางความคิด ไม่ใช่การให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันคิด ร่วมกันสร้างความสมานฉันท์
หากแต่เป็นกระบวนการที่กำหนดจากคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้ทุกคนต้องเลิกคิดต่าง ต้องคิดเหมือนๆ กัน เข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกัน ห้ามทะเลาะกัน ไม่เช่นนั้นต้องโดนลงโทษ
แถมยังกำหนดไปไกลให้ต้องคิดแบบเดียวกันนี้ เดินอยู่ในกรอบนี้ไปอีก 20 ปีข้างหน้าโน่น
ดังนั้นที่จัดประชุมปรองดองกันไป ข้างนอกห้องประชุมก็ ม.44 ไป เคลื่อนกำลังบุกตะลุยกันไป
สะท้อนความเป็นไปของการปกครองในยุคนี้ได้ดีที่สุด

