หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘รัฐนิยม พ.ศ.2567’ ที่อาจนำไปสู่ ‘พรรคชาตินิยมใหม่’

10.07.24 | 12:19 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘รัฐนิยม พ.ศ.2567’ ที่อาจนำไปสู่ ‘พรรคชาตินิยมใหม่’

เมื่อได้เห็นโพสต์ของมิตรสหายนักธุรกิจ SME ชื่อดังท่านหนึ่ง ก็พลันระลึกถึงหัสนิยาย “พล นิกร กิมหงวน” ตอน “สามเกลอรัฐนิยม” ที่ คุณ ป.อินทรปาลิต เขียนขึ้นในราวปี พ.ศ.2483 ขึ้นมาทันที

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระยาปัจจนึก (เจ้าคุณหัวลูกมะอึกคนนั้นนั่นแหละ) เป็นอันโมโหแกมน้อยใจเมื่อไม่สามารถหาอาหารกินได้ในวันตรุษจีนเนื่องจากร้านค้าที่เป็นกิจการของชาวจีนหยุดไปฉลองวันชิวอิ้ดกันหมด ทำให้ท่านเจ้าคุณระลึกขึ้นมาได้ว่า “ท่านผู้นำของเรา” คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศนโยบาย “รัฐนิยม” ขึ้น โดยมีประกาศรัฐนิยมฉบับที่ 5 “ให้ชาวไทยพยายามใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่มีกำเนิดหรือทำขึ้นในประเทศไทย”

ท่านเจ้าคุณจึงถือโอกาสนี้ เชิญชวนแกมบังคับให้คณะพรรคสามเกลอและญาติมิตรเข้าเป็นร่วมสมาคมรัฐนิยม โดยมีกติกาว่าสมาชิกทุกคนจะต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐนิยมของรัฐบาลท่านผู้นำโดยเคร่งครัด ห้ามซื้อหรือใช้สินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศหรือจำหน่ายโดยชาวต่างชาติเป็นอันขาด หากสมาชิกคนอื่นจับได้ ย่อมมีสิทธิทำลายข้าวของชิ้นที่ผิดระเบียบนั้น และให้ผู้เป็นเจ้าของยังจะต้องบริจาคเงินหนึ่งร้อยบาท (ที่คิดเป็นเงินเฟ้อในปัจจุบันตกประมาณหมื่นกว่าบาท) ให้แก่กองทัพไทยด้วย

คณะพรรคสามเกลอกับการสนองนโยบายรัฐนิยมของ “ท่านผู้นำ” จะสนุกสนานวายป่วงอย่างไร ท่านผู้สนใจสามารถหาซื้ออ่านได้จากสามเกลอชุดวัยหนุ่ม เล่ม 10 ของสำนักพิมพ์แสงดาว

Advertisement

ที่ว่าเห็นโพสต์ของมิตรสหายนักธุรกิจท่านนั้นทำให้นึกไปถึงสามเกลอตอน “รัฐนิยม” และนโยบายนี้ ก็เพราะโพสต์ดังกล่าวได้บรรยายถึงความอึดอัดที่เขาได้เห็นภาพรวมของความน่ากลัวจากการรุกรานของ “ทุนจีน” ต่อธุรกิจและระบบเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ จนในฐานะของปัจเจกชนคนหนึ่ง หลังจากนี้ เขาจะพยายามอุดหนุนผู้ประกอบกิจการไทยและซื้อแต่สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดหรือผลิตในประเทศไทยให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ว่าไปก็คล้ายกับการกำเนิดใหม่ของแนวคิดแบบ “รัฐนิยม” ใน พ.ศ. นี้

แต่ “คนจีน” และ “ทุนจีน” ในบริบทยุคจอมพล ป. นั้น หมายถึงคนจีนที่อพยพหนีความอดอยากแห้งแล้งหรือภัยสงครามเข้ามา “พึ่งพระบรมโพธิสมภาร” แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเมื่อเข้ามาแล้วก็เข้ามาทำมาหากินในประเทศไทยเช่นเดียวกับราษฎรไทย และในปัจจุบัน “คนจีน” ในสมัยนั้นก็ได้เกลื่อนกลืนมาเป็น “คนไทยเชื้อสายจีน” ในทุกวันนี้กันทั้งหมดแล้ว

แตกต่างอย่างยิ่งกับ “คนจีน” และ “ทุนจีน” ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงกันในขณะนี้

อันที่จริงการรุกคืบเข้ามาของทุนจีนและธุรกิจจีนนั้น เกิดขึ้นมามาเกินกว่าห้าปีแล้วในหลายต่อหลายวงการหรือภาคธุรกิจ แต่อาจจะเป็นกลุ่มที่อยู่นอกเหนือความรับรู้ของคนทั่วไป เช่นในอุตสาหกรรมเช่นในธุรกิจเหล็ก ในภาคการเกษตรเช่นล้งผลไม้จีนหรือพืชผักนำเข้าจากจีนที่มายึดครองพื้นที่ในตลาดและซุปเปอร์มาเก็ตไทยได้นานแล้ว ที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกหน่อยคือสินค้าจีนแทบทุกระดับที่รุกเข้ามาในตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความได้เปรียบเหนือสินค้าไทย เพราะไม่ต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมใดๆ ในขณะที่การส่งสินค้าไทยไปขายในประเทศจีนนั้นเป็นไปอย่างยากเย็น นอกจากนี้สินค้าประเภทอุปโภคบริโภคก็ยังผ่านเข้ามาในช่องทางต่างๆ ทุกวันนี้สินค้าพวกน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก กระดาษชำระและสินค้าประเภทใช้แล้วหมดไปจากจีนเข้ามาแทนในกลุ่มสินค้าสำหรับผู้ที่ไม่ได้เพ่งเล็งเรื่องคุณภาพมากนัก เช่นซื้อไปใช้จำนวนมากในสำนักงานหรือร้านค้าร้านอาหาร

กระทั่งในราวปีสองปีที่ผ่านมาจึงจะเริ่มมีธุรกิจจีนแบบใกล้ตัวคนทั่วไปที่ฮือฮาเป็นกระแสขึ้นมาให้คนทั่วไปได้เห็นได้แก่กิจการหม้อไฟหมาล่าและสุกี้จีน รวมถึงไอศกรีมจีน โดยกิจการเหล่านี้มีจุดร่วมอันเป็นเอกลักษณ์ คือการเลือกใช้แบบอักษร หรือฟอนต์ Tahoma ที่มีแถมให้ในระบบปฏิบัติการอย่างเรียบทื่อ พร้อมสำนวนแปลที่รู้ว่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์แปลภาษา เป็นข้อความที่คล้ายภาษาไทยที่ไม่มีคนไทยใช้กัน

ว่ากันตามจริงคุณภาพของสินค้าและบริการจีนเหล่านี้ไม่ได้มีความน่าประทับใจอะไร (ไม่เคยได้ยินใครกินแล้วบอกว่าอร่อยหรือใช้ดีอย่างจริงจัง) แต่เพราะราคาถูกบวกกับความสนุกที่ได้ไปกินไอศกรีมแกมแดกดันว่าเป็นรสชาติของการ “สิ้นชาติ” ทำให้กลายเป็นกระแสไปได้ประมาณหนึ่งทีเดียว

หลังจากนั้นก็ได้เห็นกิจการอื่นๆ เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ตขายของนำเข้าจากจีน ไก่ทอดจีน ปั๊มน้ำมันจีน จนเมื่อรู้ตัวเฉลียวใจกันอีกที ก็ได้เห็นว่าในตอนนี้ธุรกิจจีน โดยนักธุรกิจและทุนจีนจริงๆ ได้เข้ามาล้อมเราไว้ทุกทิศทุกทางแล้ว แม้แต่ในศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน

ล่าสุด ประเด็นที่ทำให้เรื่อง “ทุนจีน” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นที่สนใจของสังคม เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนยี่ห้อหนึ่งประกาศปรับลดราคารถยนต์ของตัวเองลงมาตั้งแต่ 100,000 จนถึงสูงสุด 300,000 บาท

การลดราคาเป็นกลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่ได้ผลเสมอ แต่การปรับลดแบบรวดเดียวเป็นแสนๆ บาทนั้นน่าจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดให้เห็นกับรถยนต์เป็นสินค้าที่มีความพิเศษอย่างหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ซื้อด้วยความจำเป็นต้องใช้และเป็นการซื้อด้วยเงินผ่อน ดังนั้น เมื่อรถยนต์ลดราคาลงไปทีเดียวหลายแสน ก็เท่ากับคนซื้อไปก่อนแค่ไม่กี่เดือนเท่ากับมีภาระต้องผ่อนเปล่าๆ ถึงปีละหลายหมื่นถึงร่วมแสนบาทอย่างน่าเจ็บใจ

การลดราคาในลักษณะนี้จึงถูกมองว่าเป็นการหักหาญน้ำใจลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปก่อน ทั้งยังเป็นลูกค้าที่บุกเบิกสร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์รวมถึงยอมเสี่ยงกับสินค้าที่ยังใหม่และมีปัญหาอยู่พอสมควรในช่วงแรกนั้นก็ถูกมองว่าเป็นการทำการตลาดแบบแข็งกร้าวเผาสะพานโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของสินค้ามากไปกว่ายอดขายที่จะได้มาจากการเล่นสงครามราคา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ค่อยจะได้พบจากกิจการในลักษณะเดียวกันที่ผ่านมา

มีผู้มองว่าการลดราคาหลังหักแบบที่ไม่มีใครคาดคิดนี้เป็นอีกลักษณะหนึ่งของวัฒนธรรมการทำธุรกิจแบบ “ทุนจีน” ที่มุ่งเน้นกำไรสูงสุดโดยไม่สนใจวิธีการ แตกต่างจากทุนข้ามชาติอื่นๆ ที่เข้ามาลงทุนหรือทำตลาดในต่างประเทศ โดยทุนจีนจะเลือกวิถีทางใดๆ ก็ตามที่จะรักษาประโยชน์ของตัวเองจนถึงที่สุด โดยจะให้เม็ดเงินลงทุนตกมาสู่คนไทยหรือผู้ประกอบการไทยให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ต้องได้ประโยชน์กลับไปมากที่สุด อย่างที่เรียกว่ากินรวบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

เป็นคำตอบให้เราได้เข้าใจว่าทำไมร้านไอศกรีม ร้านไก่ทอด ร้านหมาล่า ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ จึงใช้ฟอนต์ฟรีจากระบบปฏิบัติการแล้วตัดแปะแบบขอไปทีเพื่อจะไม่จำเป็นต้องไปเสียค่าออกแบบ รวมทั้งไม่สนใจคุณภาพการแปลแบบมั่วซั่วเพื่อไม่ต้องจ้างคนไทยหรืออย่างน้อยคือคนรู้ภาษาไทยแปลหรือตรวจทานให้ เรียกว่าลดต้นทุนจนถึงที่สุด

แม้แต่ในภาคการท่องเที่ยวที่อาจดีใจได้ว่าการเปิดฟรีวีซ่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่แน่ว่าวงเงินจะสะพัดลงมาหล่อเลี้ยงธุรกิจไทยได้สักเท่าไร เพราะก็มีกิจการโรงแรมจีน ร้านอาหารทุนจีนขึ้นมาดักรอนักท่องเที่ยวเหล่านั้นไว้หมดแล้ว แม้แต่ของที่ระลึกจากประเทศไทยให้พวกเขาซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านไป ก็มีคนรายงานว่าเดี๋ยวนี้ก็ผลิตในจีนขายโดยร้านค้าของคนจีนในแหล่งท่องเที่ยวไทยก็มี ที่จะมีตกหล่นมาถึงประเทศไทยบ้างก็อาจจะเป็นค่าบัตรผ่านประตูหรือค่าเข้าอุทยาน ที่หวังว่าจะยังไม่มีวิธีซิกแซกไปทางอื่น

จนถึงตอนนี้ ผู้ประกอบการภาคเอกชนโดยเฉพาะทุนรายย่อยจนถึงระดับกลางและผู้คนหลายฝ่ายเริ่มเห็นภาพตรงกันแล้วว่า ถ้ายังไม่มีมาตรการใดๆ สักอย่างหนึ่งแล้ว การรุกคืบและรุกแรงของทุนจีนในลักษณะนี้กำลังจะก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงจนอาจจะเสียหายย่อยยับเหมือนหลายประเทศที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้แล้วรับมือได้ไม่ดีหรือไม่ทันท่วงทีก็ได้ และทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นนี้คือ “ทุนจีนออกไปทางขาว” ที่เข้ามาและประกอบกิจการอย่างค่อนข้างตรงไปตรงมาหรืออย่างน้อยก็ถูกต้องกฎหมายด้วยซ้ำ ยังไม่นับทุนจีนเทาที่หมิ่นเหม่ไปทางผิดกฎหมาย หรือทุนจีนดำมิจฉาชีพที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรมหลอกหลวงในรูปแบบต่างๆ เช่นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บ่อนพนันออนไลน์ หรือฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็เห็นด้วยกับ “พี่ตุ้ม” สรกล อดุลยานนท์ ที่มองอีกมุมว่าทุนจีน นักลงทุนจีนก็คงจะไม่ได้ตั้งใจเข้ามาทุ่มตลาดหรือกินรวบเพื่อทำลายธุรกิจหรือเศรษฐกิจไทย แต่เป็นความเคยชินในการทำธุรกิจตามประสาผู้ที่มาจากประเทศใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงที่เวลาสู้กันต้องเล่นหนัก ใช้กลยุทธ์ธุรกิจที่รวดเร็วแข็งกร้าวไม่ต้องถนอมน้ำใจ เพื่อมุ่งเป้าใหญ่ กินคำใหญ่ และเมื่อยังไม่ได้ผิดกฎหมายหรือกติการอะไรของประเทศเรา ดังนั้นจะไปว่าอะไรเขาก็ไม่ถูก เพราะควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลของประเทศเราเองที่จะต้องวางมาตรการในการในการรองรับ “ทุนจีน” เพื่อประสานประโยชน์ให้ได้ทั้งของฝ่ายทุนจีนที่เข้ามาลงทุน ผู้บริโภค และธุรกิจของคนไทยให้แข่งขันกันได้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมด้วย เช่นที่ตอนนี้ก็มีบางประเทศเช่นอินโดนีเซียที่พยายามวางกติกาหรือสร้างแนวป้องกันในเรื่องนี้

ถึงกระนั้นในตอนนี้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล หรือแม้แต่พรรคฝ่ายค้านใหญ่เองก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องนี้ แต่ขอชี้ให้เห็นประเด็นไว้นิดหนึ่งว่า การเข้ามารุกคืบของทุนจีนนี้ ในที่สุดแล้วหากส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยอย่างรุนแรงจริงๆ “ทุนเก่า” ของไทย ไม่ว่าจะเป็นทุนไทยแท้ (ที่ไม่ใช่ “อาเสี่ยกิมหงวน”) หรือแม้แต่ทุนไทยเชื้อสายจีนที่อาจจะมีความสัมพันธ์อันดีกับทุนจีนก็ตาม หากตราบใดที่ทุนกลุ่มนี้ยังคงต้องเติบโตและอาศัยเก็บกินอยู่บนผลประโยชน์ของตลาดคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศไทย หากระบบเศรษฐกิจและธุรกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจริงๆ พวกเขาก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทั้งในด้านของ “อำนาจ” “ความมั่นคง” และ “ความมั่งคั่ง”

เมื่อนั้น แนวทางทางการเมืองแบบ “อนุรักษนิยม” ที่พ้นยุคตกสมัยขายไม่ออกไปแล้ว พิสูจน์วัดผลได้จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ก็อาจจะสามารถถูกรื้อฟื้นปัดฝุ่นกลับมาขายได้ใหม่อีกในลักษณะของการเป็นแนวทางการเมืองแบบ “อนุรักษนิยม-ชาตินิยม” ใหม่ก็ได้

แม้จะเป็นคนละบริบทโดยสิ้นเชิง แต่ปรากฏการณ์ “ยุโรปเลี้ยวขวา” ชัยชนะของพรรคอนุรักษนิยม-ชาตินิยมในหลายประเทศทั่วยุโรปในขณะนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่า การปลุกกระแส “ชาตินิยม” นั้นเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลอยู่เสมอต่อทุกชาติประเทศในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจในประเทศที่พาดพิงไปถึงเรื่องของ “ชาติ”