หน้าแรก คอลัมนิสต์ คาร์ล ปอปเปอร...

คาร์ล ปอปเปอร์ นักปรัชญาผู้รอบรู้แห่งศตวรรษที่ยี่สิบ

9.07.24 | 14:30 น.

คาร์ล ปอปเปอร์ นักปรัชญาผู้รอบรู้แห่งศตวรรษที่ยี่สิบ

ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือชื่อ Unended Quest (การสืบหาไม่สิ้นสุด) ของ เซอร์ คาร์ล ปอปเปอร์ นักปรัชญาชาวออสเตรีย เขาอาศัยอยู่ในออสเตรียตั้งแต่เกิด (ปี ค.ศ. 1902) จนถึงเวลาที่ต้องลี้ภัยจากการคุกคามของลัทธินาซี เพราะปู่-ย่าของเขาเป็นยิว แม้พ่อ-แม่ของเขาจะยอมกลมกลืนตัวเองกับสังคมส่วนใหญ่โดยเปลี่ยนมาถือศาสนาคริสต์แล้วก็ตาม เขายังไม่พ้นการถูกมองว่าเป็นยิวอยู่ดี ในปี ค.ศ. 1937 (หนึ่งปีก่อนการผนวกออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไรซ์ (Reich)) เขาหลบหนีออกจากออสเตรียได้อย่างหวุดหวิด เพื่อไปสอนหนังสือที่วิทยาลัย Canterbury University College ที่ประเทศนิวซีแลนด์

หลังสงครามโลกครั้งที่สองในปีค.ศ. 1946 เขามาทำงานและตั้งถิ่นฐานในอังกฤษจนเสียชีวิตลงในปี 1994 สิริอายุ 92 ปี นับเป็นนักปรัชญาที่อายุยืนที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบก็ว่าได้ น่าสังเกตว่าหลังเสียชีวิตและการเผาศพ เถ้าถ่านของเขาถูกนำกลับไปฝังข้างหลุมฝังศพของภรรยาที่ออสเตรีย วรรณกรรมภาษาอังกฤษมักกล่าวถึงเขาในฐานะนักปรัชญาอังกฤษเชื้อสายออสเตรีย แต่เขาอาจนึกถึงตัวเองในฐานะชาวออสเตรีย ผู้มาใช้ชีวิตการงานและชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขในประเทศอังกฤษก็เป็นได้ ในหนังสือ Unended Quest เขากล่าวถึงตัวเองอย่าขำ ๆ ว่า เขาคือคนที่ได้พบกับนักปรัชญาที่มีความสุข ซึ่งได้แก่ตัวเขาเอง

หนังสือเล่มดังกล่าวมีสี่สิบบทกับปัจฉิมลิขิตอีกสองฉบับ ตอนต้น ๆ ของหนังสือมีลักษณะเป็นอัตชีวประวัติมากหน่อย แต่บทหลัง ๆ จะบรรยายถึงข้อคิดทางปรัชญาของเขาเป็นหลัก บทที่เป็นปรัชญามาก ๆ ผมก็อ่านข้ามไปบ้าง เพราะบางบทอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เกินความสนใจ แต่ก็มีข้อคิดทางปรัชญาที่น่าสนใจอยู่ทั่วไปหมด จึงน่าจะหาเวลามาอ่านให้ละเอียดมากขึ้นอีกสักครั้งหรือสองครั้ง ในที่นี้ จะขอกล่าวถึงเกร็ดของประวัติชีวิตของเขาเล็กน้อย (ผู้อ่านที่สนใจจะรู้จักประวัติย่อของเขาเพิ่มขึ้น ขอให้อ่านจากวิกิพีเดียที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Karl_Popper) จากนั้นจึงขอเสนอความคิดสำคัญที่เขาเสนอผ่านหนังสือของเขา แต่ก็เสนอได้เพียงย่อ ๆ เท่านั้น ขณะเดียวกัน ขอชวนให้หาหนังสือ Unended Quest มาอ่าน เพื่อให้เข้าถึงปัญหาเชิงปรัชญาจำนวนมากที่เขาเสนอข้อวิพากษ์ไว้ สมกับความเป็น “นักเหตุผลนิยมเชิงวิพากษ์” (critical rationalist) ของเขา

เขาจำได้ว่าเมื่ออายุ 4 หรือ 5 ขวบ ความกรุณาเป็นอารมณ์ที่รุนแรงที่สุดอารมณ์หนึ่งของเขา โดยเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การตกหลุมรักเป็นครั้งแรก วันนั้น แม่พาเขาไปโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาพบเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง ที่งดงามและตาบอด เขารู้สึกว่าหัวใจฉีกขาดโดยเสน่ห์แห่งรอยยิ้มของเธอและโดยโศกนาฎกรรมที่ทำให้เธอตาบอด นั่นเป็นความรักแรกพบที่เขาไม่เคยลืมเลยตลอดชีวิต

Advertisement

พ่อของเขาทนายความผู้มีชื่อเสียง แม่นักเปียโนก็ปลูกฝังความรักดนตรีแก่เขา ส่วนพ่อปลูกฝังการรักอ่าน ที่บ้าน พ่อมีหนังสือ 12,000–14,000 เล่มอยู่ในห้องสมุด ส่วนเขาเองมีหนังสือในห้องสมุดประมาณ 6,000 เล่มที่ตกทอดให้มหาวิทยาลัย ด้วยตัวเองและภรรยาตัดสินใจที่จะไม่มีลูก เพราะบรรยากาศแห่งสงครามที่มีในยุโรปยามที่ทั้งสองแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1930 แม้ผู้เป็นพ่อจะสนใจศึกษาปรัชญา วรรณกรรมคลาสสิคสมัยกรีก รวมทั้งเรื่องสังคมการเมือง แม้พ่อลูกจะถกแถลงความคิดเห็นกันบ่อยครั้งในหลาย ๆ เรื่อง แต่พ่อพยายามจะไม่ชี้นำความคิดของลูกเลย บรรยากาศการอบรมเลี้ยงดูของคาร์ลเป็นบรรยากาศของหนอนหนังสือและของผู้ชอบดนตรีตามพ่อและแม่นั่นเอง

คาร์ลอ่านหนังสือเล่มแรก ๆ เกี่ยวกับสังคมนิยมเมื่ออายุราว 12 ขวบ เพื่อนที่อายุมากกว่าเขาเล็กน้อยคนหนึ่งชื่อ อานด์ต ชวนให้เขาไปเที่ยวป่าใกล้กรุงเวียนนาในช่วงวันอาทิตย์พร้อมกับกลุ่มเอกนิยม (monists) เขาถือโอกาสนี้อธิบายเรื่องมาร์กซิสม์และดาร์วินนิสม์ให้คาร์ลฟัง แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวยากเกินกว่าที่คาร์ลจะเข้าใจได้เมื่ออายุเท่านั้น แต่ก็ดูน่าสนใจและน่าตื่นเต้น คาร์ลได้รับลัทธินิยมทั้งสองไว้ทั้งหมดเสมือนเป็นคำสอนที่ไม่พึงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่นานเขาเริ่มตั้งข้อสงสัย ปฏิกิริยาต่อมาคือการต่อต้านเหตุผลนิยมทั้งปวงอยู่พักหนึ่ง ลงท้ายด้วยการเป็นผู้ต่อต้านมาร์กซิสม์เมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 17 เขาพบว่ามาร์กซิสม์เป็นความรู้ที่ถือเป็นหน้าที่ที่ทำให้ผู้คนเสี่ยงชีวิต เพื่อคำสอนตายตัวที่รับมาโดยไม่วิพากษ์วิจารณ์ หรือเพื่อความฝันที่อาจไม่เป็นจริง

แต่ต้องรอจนอีกสิบหกปีให้หลังคือในปี 1935 ที่คาร์ลเริ่มเขียนเกี่ยวกับมาร์กซิสม์ด้วยประสงค์ที่จะพิมพ์เผยแพร่ จากการตัดสินใจนี้ เขาจึงเขียนหนังสือสองเล่มในช่วงสงครามคือ “ความแร้นแค้นของประวัติศาสตร์นิยม” (The Poverty of Historicism) และ “สังคมเปิดและศัตรูของสังคมเปิด” (The Open Society and Its Enemies) เขาคิดว่าเสรีภาพอาจจะกลับมาเป็นปัญหาหลักอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้อิทธิพลที่กลับมาใหม่ของมาร์กซิสม์

ขอย้อนกลับไปกล่าวถึงชีวประวัติของคาร์ลอีกเล็กน้อย เขาออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 16 ปี ก่อนจบหลักสูตรมัธยมศึกษา เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ความรู้อะไรมากนักจากโรงเรียนที่น่าเบื่อ เขาทำงานเป็นกรรมกรโยธาอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เข้าฝึกงานเป็นผู้ช่วยของ อาดาลแบร์ต พอช ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการในการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ อีกทั้งยังบอกแก่ลูกศิษย์ฝึกงานอย่างคาร์ลว่า “เธอจะถามฉันในเรื่องใดก็ได้ ฉันรู้ทุกเรื่อง” อันที่จริง คาร์ลไม่ค่อยได้ถาม เป็นอาดาลแบร์ตเป็นผู้ถามคำถามเอง และตอบเอง อย่างไรก็ดี คาร์ลยืนยันว่า เขาเรียนรู้จากพหูสูตรคนนี้เกี่ยวกับทฤษฎีความรู้มากกว่าที่เขาเรียนรู้จากผู้อื่นใด เรื่องสำคัญที่เขาเรียนรู้ขณะฝึกงานคือการเป็นสาวกของโซเครตีส ว่าปัญญาญาณใด ๆ ที่เขาอาจหวังว่าจะมีได้ คือการตระหนักอย่างเต็มที่ถึงอวิชชาอันกว้างใหญ่ของตัวเอง หลังจบการฝึกงานในปี ค.ศ. 1924 คาร์ลไปทำงานด้านบริการสังคมเพื่อเด็กยากไร้อยู่หนึ่งปี

ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยละทิ้งการเรียนรู้ โดยเลือกเข้าฟังบรรยายโดยอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดให้ทุกคนเข้าฟังได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา แต่มาถึงปี ค.ศ. 1922 เขาใช้ช่องทางที่เรียกว่า matura ที่เป็นระบบที่คล้ายการสอบเทียบเพื่อให้โอกาสที่สองแก่เยาวชน เขาจึงสามารถลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัย ในที่สุด เขาจบการศึกษาปริญญาเอก สาขาจิตวิทยา ในปี ค.ศ. 1928 ผมเดาว่าเหตุผลหนึ่งที่เขามุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนนั้น มิใช่เพียงด้วยความกระหายใฝ่รู้ที่เป็นลักษณะนิสัยประจำตัวของเขาแล้ว ยังมีแรงจูงใจในการหางานทำรวมอยู่ด้วย พร้อมกับปริญญาที่ได้ เขามีคุณสมบัติที่จะเป็นครูสอนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ในโรงเรียนมัธยม และเริ่มจีบเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาคือภรรยาของเขา

ลัทธินาซีค่อย ๆ เรืองอำนาจขึ้นในออสเตรีย คาร์ลคงเล็งเห็นภัยคุกคามอันจะเกิดจากการผนวกออสเตรียเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไรซ์ เขาจึงเตรียมตัวที่จะสร้างโอกาสที่จะหางานทำในมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่ปลอดภัยจากการคุกคามคนยิว เงื่อนไขหนึ่งที่จะสมัครเป็นอาจารย์ในต่างประเทศคือการเขียนและตีพิมพ์หนังสือวิชาการ เขาใช้เวลาในตอนเย็นและตอนกลางคืนในการเขียนหนังสือ แรกทีเดียว หนังสือที่เขียนนั้น มีสองเล่มและยาวมาก สำนักพิมพ์จึงให้เขาเขียนใหม่ให้กระชับขึ้น สุดท้ายได้เป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงในฐานะนักปรัชญาให้แก่เขา นั่นคือหนังสือชื่อ Logik der Forschung (ตรรกะของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์) ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1934 หนังสือเล่มนี้ เป็นการวิพากษ์ จิตวิทยานิยม อุปนัยนิยม (inductivism) ปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ เป็นต้น ขณะเดียวกัน เขาได้นำเสนอทฤษฎีความรู้ โดยอาศัยการพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ (falsifiability) ในฐานะเกณฑ์การแบ่งเขตระหว่างวิทยาศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์เทียม (pseudo-science)

การเสนอเกณฑ์ “การพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ” อาจมาจากการที่เขาวิพากษ์อุปนัยนิยมไว้อย่างมาก การให้เหตุผลแบบอุปนัยเริ่มจากข้อสังเกตเล็ก ๆ หลายข้อ เพื่อนำไปสรุปเป็นคำอธิบายหรือการคาดคะเนในระดับกว้าง คาร์ลอธิบายว่า วิธีอุปนัยอาจจะสรุปเกินจริงก็ได้ เขามีคำคมว่า “ไม่ว่าเราจะสังเกตเห็นหงส์สีขาวสักกี่ตัว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะสรุปว่าหงส์ทุกตัวสีขาว” เขาวิพากษ์วิธีที่นิยมใช้ในวงการวิทยาศาสตร์กระแสหลักในเรื่อง “การพิสูจน์ความจริง” (verification) เพราะวิธีนี้เหมือนกับการพิสูจน์ว่า “หงส์” ที่ศึกษามีสีขาว ถึงจริงครั้งนี้ก็ไม่อาจสรุปเป็นหลักการทั่วไปว่า กรณี (“หงส์”) ที่ไม่ศึกษา จะต้องได้ผล (มีสีขาว) เหมือนกัน

คาร์ลชอบวิธีนิรนัย (deduction) มากกว่า วิธีนี้เริ่มจากข้อความ หรือทฤษฎีที่รู้มาก่อนว่าเป็นจริง แล้วใช้เหตุผลทางตรรกะที่นำไปอธิบายปรากฏการณ์ แต่นั่นแหละ จุดอ่อนอาจจะอยู่ที่ว่า ทฤษฎีที่อ้างนั้นเป็นจริงหรือไม่ คาร์ลเสนอว่าทฤษฎีนั้นต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ (falsifiable) ถ้าเป็นข้อความหรือทฤษฎีที่เป็นจริงเสมอ หักล้างไม่ได้ ให้ถือเป็นทฤษฎีเทียม แต่ถ้ามีการทดลองอย่างหนึ่งอย่างใดที่ชี้ว่าข้อความหรือทฤษฎีนั้นเป็นเท็จได้ (เช่น เกิดค้นพบหงส์ดำ ข้อความว่าหงส์ทุกตัวสีขาวก็เป็นเท็จ) แล้วยังไง คาร์ลจึงเสนอแนวคิดเพิ่มเติมว่า การพิสูจน์ดังกล่าวจะต้องตามด้วยการขจัดข้อผิดพลาด (error elimination) คือถ้าพิสูจน์ได้แม้ครั้งเดียวว่าเป็นเท็จ ก็ให้ปฏิเสธทฤษฎีหรือข้อความนั้น ทฤษฎีที่ใช้ได้จะต้องผ่านความพยายามที่จะพิสูจน์ว่ามันเป็นเท็จ หลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ วิธี ไปเรื่อย ๆ และขจัดข้อผิดพลาดไปเรื่อย ๆ ทฤษฎีจึงก้าวหน้าไป และใช้อธิบายปรากฏการณ์ได้ดียิ่ง ๆ ขึ้น

คาร์ลวิพากษ์ทฤษฎีของฟรอยด์ที่อ้างว่า สามารถอธิบายพฤติกรรมใด ๆ ของคนไข้ เพียงใช้แค่เรื่อง ความเก็บกด ความต้องการชดเชยบางสิ่งบางอย่าง  ความปรารถนาของไร้จิตสำนึก ฯลฯ นั้น ทำให้ทฤษฎีนี้หักล้างไม่ได้ และก็ไม่น่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือเป็นได้แค่วิทยาศาสตร์เทียม

ในทางกลับกัน ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอนสไตน์ ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นแค่ทฤษฎียังไม่มีการทดลองเพื่อยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีนี้ แต่ทฤษฎีนี้ทำนายว่าแสงจากดวงดาวจะถูกหักเหโดยสนามแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ โดยปกติแล้วเราจะไม่สามารถสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้นอกจากเมื่อมีสุริยุปราคา ในวันที่ 29 พฤษภาคม 1919 นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ อาร์เธอร์ เอดดิงตัน นำทีมไปสังเกตสุริยุปราคาที่เกาะปรินซีเป นอกฝั่งแอฟริกาตะวันตก ส่วนอีกทีมหนึ่งนำโดยแอนดรู คอมเมลิน ไปสังเกตการณ์ที่เมืองโซบรัลของประเทศบราซิล ผลการวัดแสงที่ผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ แสดงว่าแสงถูกหักเหตามที่ไอนสไตน์ได้ทำนายไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เมื่อถึงปี ค.ศ. 1928 มีการวัดแสงที่ผ่านใกล้ดาวฤกษ์ประมาณ 3000 ดวง ไม่มีการวัดครั้งใดที่หักล้างทฤษฎีของไอนสไตน์

คาร์ลเสนอเหตุผลโต้เถียง (argument) ว่า “เหตุผล” ในความหมายที่ดีที่สุด คือการเปิดกว้างต่อการวิพากษ์ ความพร้อมที่จะถูกวิจารณ์ ความกระตือรือร้นที่จะวิจารณ์ตนเอง เราอาจเรียกการเรียกร้องให้ขยายท่าทีเช่นนี้ออกไปให้ไกลที่สุดว่า “เหตุผลนิยมเชิงวิพากษ์” ซึ่งคาร์ลเองน่าจะอยู่ในสำนักคิดนี้

ต่อไปจะขอกล่าวถึงหนังสืออีกสอง – สามเล่มของคาร์ลโดยสังเขป เขาเขียนหนังสือชื่อ “ความแร้นแค้นของประวัติศาสตร์นิยม” ในรูปของบทความที่ได้นำมาอ่านต่อที่ประชุมวิชาการ ในปี ค.ศ. 1936 และได้รับการปรับปรุงและตีพิมพ์ในรูปหนังสือในปี ค.ศ. 1957 เขาอุทิศหนังสือเล่มนี้ “แด่ชายและหญิงเหลือคณานับ ผู้มีลัทธิความเชื่อหรือเชื้อชาติต่าง ๆ นานา ที่ตกเป็นเหยื่อของฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์ โดยหลงเชื่อว่าชะตากรรมทางประวัติศาสตร์เป็นกฎที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

คาร์ลวิพากษ์ว่า การทำนายอนาคตโดยอ้างประวัติศาสตร์นั้น เป็นความแร้นแค้นทางความคิด เขาให้เหตุผลโต้เถียงสามประการคือ 1) ความคิดนี้มีปัญหาพื้นฐานคือ เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ถึงสถานภาพปัจจุบันทั้งหมดของมนุษยชาติได้ ในทำนองเดียวกัน เราก็ไม่สามารถรู้อนาคตของมนุษยชาติได้ 2) เหตุผลโต้เถียงของฝ่ายประวัติศาสตร์นิยมมีความไม่สอดคล้องต้องกัน ด้วยว่าวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์เป็นกระบวนการหนึ่งเดียว (Unique) ของประวัติศาสตร์ การพรรณนากระบวนการดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อความจำเพาะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หาใช่กฎใด ๆ ไม่ การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างดีอาจบ่งบอกแนวโน้มได้ แต่ไม่มีหลักประกันว่าแนวโน้มนั้นจะดำเนินต่อไป เพราะมันไม่ใช่กฎ 3) การนำความคิดประวัติศาสตร์นิยมมาประยุกต์นั้น มีผลเป็นลบ ปัจจุบัน เราไม่สามารถทำนายกิริยาหรือปฏิกิริยาของปัจเจกบุคคลได้อย่างแม่นยำ อย่าว่าแต่ในอนาคตเลย ไม่ว่าสถาบันใดก็ไม่สามารถควบคุมปัจเจกบุคคลได้ ความพยายามใด ๆ ที่จะควบคุมอย่างสมบูรณ์จะนำไปสู่ทรราชย์ หรือการใช้อำนาจตามอำเภอใจของคนไม่กี่คน หรือแม้กระทั่งคนคนเดียว

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “สังคมเปิดและศัตรูของสังคมเปิด” นั้น เป็นการให้เหตุผลปกป้องเสรีภาพ โดยให้เหตุผลโต้เถียงว่า สังคมที่มีความเสมอภาคแต่ไม่มีเสรีภาพ จะลงเอยที่บางคนมีเสรีภาพและสามารถควบคุมคนอื่น ๆ ได้ จนพวกเขาไม่มีทั้งเสรีภาพและความเสมอภาค หนังสือเล่มนี้เขียนที่นิวซีแลนด์ในระหว่างสงครามโลก แต่มาพิมพ์เผยแพร่ที่ลอนดอนในปี ค.ศ. 1945 หนังสือแบ่งเป็นสองเล่ม คือ “มนต์ขลังของพลาโต” และ “คำทำนายที่มาแรง: เฮเกล, มาร์กซ์, และผลพวง” ชาวอังกฤษต้อนรับหนังสือเล่มนี้ด้วยดี แม้แต่พวกที่นิยมเพลโตที่ขุ่นเคืองกับคำวิพากษ์พลาโตของเขายังวิจารณ์ว่า “เป็นหนังสือที่อุดมด้วยความคิด … เกือบทุกประโยคมีอะไรให้เราต้องครุ่นคิด” คาร์ลเขียนตอบว่า คำวิจารณ์นี้ทำให้เขาพอใจมากกว่าความเห็นพ้องแบบง่าย ๆ ใด ๆ” ประโยคนี้เป็นเหมือนการยอมรับว่า เขาช่างรอบรู้และมีความคิดวิพากษ์มากมาย และยังชื่นชมกับเหตุผลโต้เถียงของฝ่ายที่เห็นต่าง

นอกจากจะปกป้องประชาธิปไตยเสรีแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังให้เหตุผลโต้เถียงว่าเขาไม่เห็นด้วยกับจิตนิยม ทั้งของปรัชญากรีก (พลาโต) และของปรัชญาร่วมสมัยที่นำโดยเฮเกลและตามด้วยมาร์กซ์ ซึ่งคาร์ลค้านว่า เป็นจิตนิยมและเป็นการอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์แบบเทียม สรุปความว่า ศัตรูของสังคมเปิดคือความคิดจิตนิยม รวมถึงความคิดที่จำแลงมาในรูปของวิทยาศาสตร์หรือแม้แต่สสารนิยมก็ตาม ดูเหมือนว่าคาร์ลจะชมชอบความคิดแบบสัจนิยม (realism) และวัตถุวิสัยนิยม (objectivism) มากกว่า

ขอยกความคิดที่คาร์ลแสดงในหนังสือ Unended Quest อีกสักความคิดหนึ่ง นั่นคือความคิดเรื่องโลกสามโลก ในระหว่างที่กำลังขบคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “กายกับจิต” ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นปัญหาโลกแตก ยากจะหาคำตอบที่ชัดเจนได้ เขาบังเอิญอ่านข้อเสนอของนักปรัชญาอีกคนหนึ่งชื่อ บอลซาโน ที่กล่าวถึง “ความจริงในตัวมันเอง” หรือ “ข้อความในตัวมันเอง” (statements in themselves) ที่ตรงกันข้ามกับกระบวนความคิดแบบอัตวิสัย ซึ่งทำให้คนคนหนึ่งคิดว่า เขาเข้าใจความจริงหรือข้อความใดว่าจริงหรือเท็จได้ กระบวนความคิดของคนคนหนึ่งย่อมไม่แย้งกับของอีกคนหนึ่ง หรือไม่แย้งแม้แต่กับกระบวนความคิดของเขาเอง ณ อีกเวลาหนึ่ง หากเป็นเนื้อหาความคิดหรือจะเรียกว่า ”ข้อความในตัวมันเอง” ต่างหาก ที่อาจโต้แย้งกับเนื้อหาของคนอื่น คาร์ลเลยจับความได้ว่า กระบวนความคิดและเนื้อหาความคิดอยู่กันคนละโลก

โลกสามโลกของคาร์ลประกอบด้วย โลกที่ 1: คือโลกของสรรพสิ่ง (things) หรือของวัตถุทางฟิสิกส์; โลกที่ 2: คือโลกของประสบการณ์อัตวิสัย ซึ่งรวมถึงกระบวนความคิด; โลกที่ 3: คือโลกของข้อความในตัวมันเอง หรือของเนื้อหาความคิด

คาร์ลเสนอเหตุผลโต้เถียงว่า โลกที่ 3 ที่ประกอบด้วยผลผลิตของจิตมนุษย์นั้น ช่วยให้เราพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถานะทางจิต (mental states) เช่น ความหวัง ความต้องการ แผนงาน อุดมการณ์ หรือสมมุติฐาน กับสถานะทางกายภาพของสมอง อย่างไรก็ดี ปรัชญาว่าด้วยจิตของคาร์ลยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก

สำนักพิมพ์ของหนังสือ Unended Quest ประสงค์จะพิมพ์หนังสือดังกล่าวเป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1992 ซึ่งเป็นปีที่คาร์ลมีอายุ 90 ปีพอดี จึงขอให้เขาเขียนปัจฉิมลิขิตฉบับที่สอง เพิ่มเติมจากที่เขียนฉบับแรกไว้ท้ายหนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรก คาร์ลจึงเขียนปัจฉิมลิขิตฉบับที่สอง ดังนี้

“สหภาพโซเวียตล่มสลายแล้ว พร้อมกันนั้น ภัยร้ายแรงที่สุดที่สงครามนิวเคลียร์มีต่อมนุษยชาติก็สลายไปด้วย ขอให้เราชื่นชมยินดี ขอให้เราหวังว่าภัยดังกล่าวจะไม่กลับมาในรูปแบบใหม่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้หลาย ๆ ทาง เราจึงควรลดอาวุธ และเลิกการแบ่งขั้วเป็นซ้ายและขวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ตกทอดมาจากมาร์กซิสม์ และเป็นผลพวงของภัยคุกคามนิวเคลียร์ เราจงพยายามมีชีวิตที่สันติ และชื่นชมกับความรับผิดชอบของเรา

เขียนที่เมืองเคนลี ปี ค.ศ. 1992

คาร์ล คอปเปอร์ได้จากไปในปี ค.ศ. 1994

โคทม อารียา