กระแสข่าวด้านการสาธารณสุขในห้วงที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากประชาชนอยู่มิใช่น้อย ทั้ง การจัดสรรงบไม่พอเพียง 140,000 ล้านบาท รัฐบาลเพิ่มให้อีก 500 ล้านบาท ประเด็น นายกฯตู่ติง โครงการ 30 บาท ทำให้โรงพยาบาลของรัฐเสียหาย รวมถึงเจ้ากระทรวงอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต้องออกโรงชี้แจง หลัง “หมอ จุฬาฯ” จวกกลุ่มส.หนัก และเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขลุกขึ้นสู้…รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่กำลังจะมีการออกโรงโต้ตอบกันอีกมากมาย…แล้วอะไรจะเกิดขึ้น?
ผู้เขียนเคยได้รับการประสานขอให้ช่วยเขียนข้อเสนอการปฏิรูปงานสาธารณสุขในฐานะเคยอยู่บ้านหลังนี้ ด้วยว่ากลัวพี่ๆน้องๆจะเข้าใจผิดว่า เกษียณจบไปแล้วยังจะมายุ่งอะไรอีก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับมา ทำให้ผู้เขียนต้องติดสินใจให้ข้อเสนอแนะด้วยใจเป็นธรรม โดยหวังให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาวสาธารณสุข ที่เราเรียกติดปากว่า สธ.นำไปพิจารณา จะดำเนินการหรือไม่ก็แล้วแต่จะพิจารณา
หากพูดในเรื่อง “สุขภาพดีถ้วนหน้า” (Health for All) องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า “สุขภาพ” คือ สภาวะที่การมีสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณที่ดี และไม่เพียงแต่การไม่มีโรค หรือความพิกลพิการเท่านั้น ยังเปิดโอกาสให้นักวิชาการและนักคิด สร้างจินตนาการในเรื่องสุขภาพที่สมบูรณ์ในทุกรูปแบบเพื่อรู้อนาคต เมื่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มีความเจริญก้าวหน้าสูงสุด มีการพัฒนาอุตสาหกรรม ระบบเทคโนโลยีในการช่วยมนุษย์ด้านสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีสมบูรณ์ แต่การกลับไปเป็นอื่น
ผลการพัฒนาดังกล่าวมีการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากมาย จนกระทบในทางลบทำลายต่อสุขภาพ เช่น ภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติต่างๆ โรคเกิดใหม่ ดังเป็นที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจพูดได้เต็มปากว่า ไม่มีใคร ไม่มีโรค หรือความพิกลพิการ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆได้เลยทุกคน ย่อมต้องมีจุดเริ่มต้นชีวิตและจุดจบ คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามที่พุทธศาสนากล่าวไว้ คือ ต้องเป็นไปตาม “ธรรมชาติ” ทุกๆคนยังต้องประสบความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากมาย มากบ้างน้อยบ้าง เกิดจากธรรมชาติ คนอื่นทำเพราะเห็นแก่ได้ (เบียดเบียน)ตัวเอง ทำตัวเอง(ประมาท) ยังผลให้รุนแรง ไม่รุนแรงตามสภาวการณ์แต่ละคน
สุขภาพในยุคปัจจุบัน จริงอยู่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนพึงได้พึงมี ด้วยความเสมอภาค ยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ระบุไว้ รวมทั้งมีการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งประเทศเราจึงเกิดระบบการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ เรียกอีกอย่างว่า “30 บาท รักษาทุกโรค” ด้วยการให้การบริการภาครัฐบาล จัดงบดูแลสุขภาพอย่างถ้วนหน้าทุกคน เราดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันเกือบ 20 ปี แล้วซึ่งก็ยังพบปัญหามากมายอยู่ในขณะนี้ ยังไม่ลงตัวในหลายๆด้าน ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศจีน ไต้หวัน ไทเป ได้พูดคุยกับแพทย์ บุคลากร ที่เกี่ยวข้องของเขา ก็ได้มีการดำเนินการรักษาพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป มีคนไข้ล้นหลาม “ติดกับดัก” คือ มีคนป่วยเข้าโรงพยาบาลมากมาย ล้นโรงพยาบาลเหมือนไทย ใช้ยามากเกินจำเป็นคล้ายคลึงกับประเทศไทย แม้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็สั่งยกเลิกโอบามาแคร์
ประการสำคัญผู้เขียนเชื่อว่า แต่ละประเทศผู้กำหนดนโยบายเห็นด้วยกับหลักการ หรือทฤษฎี แนวคิดที่ว่า… ประการสำคัญที่สุดคือ การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนทุกๆคน ซึ่งเป็นเจ้าของสุขภาพโดยตรง และเป็นความรับผิดชอบต่อสุขภาพเบื้องแรก ต้องเป็นของ “ประชาชน ทุกๆคน” ต้องเอาใจใส่ดูแลในสุขภาพของตนอย่างดีที่สุด เท่าที่ความรู้ความสามารถมีอยู่ ที่สำคัญคือ “ตระหนัก ใส่ใจจริงๆ”
เสมือนหนึ่ง “คนขับ” กับ “รถยนต์” ที่ใช้เปรียบเทียบร่างกายก็คือ “รถยนต์” พาไปไหนมาไหนทั่วประเทศ หาก “คนขับ” (เจ้าของรถยนต์)ไม่ดูแลและระบบเครื่องยนต์ เครื่องล่าง ได้แก่ ระบบน้ำระบบไฟ ระบบน้ำมัน ลมยาง เครื่องล่าง ใช้ๆๆ จนวันหนึ่งเครื่องก็เสีย เครื่องพัง หรือไม่ก็ลงถนน เรา “คนขับ” (เหมือนร่างจิตวิญญาณ) ขับรถ เป็นผู้กำหนดไปตรง ไปซ้าย ไปขวา หรือหยุด ถ้าเราหมั่นสร้างสุขภาพรถให้ดีๆ ด้วยการตรวจสุขภาพเครื่องยนต์ เครื่องล่าง ล้างรถเสมอๆ ก็ทำให้รถแข็งแรงไม่เสียไม่ตายกลางทาง หรือไปขับลงข้างถนนทำให้เราตายได้ นอกเหนือจากความเสียหายของรถยนต์ฉันใดก็ดี “สุขภาพคน” จิตวิญญาณเรา เป็นผู้กำหนดหรือสั่งการกำหนดให้ร่างต้องทำงานออกกำลังกาย กิน นอน เดิน วิ่ง โกรธ เกลียด ดีใจ เสียใจ ต่อสู้ ดิ้นรน ทำมาหากิน โดยไม่ได้รับการใส่ใจดูแลสุขภาพ เช่น การกินอาหาร (เติมน้ำมันหรือน้ำ) ออกกำลังกาย (เช็กสมรรถนะเครื่องยนต์ลองทดสอบวิ่งดู) อารมณ์ (ดูเบรก เครื่องล่าง) และละเว้น 3 ลด คือ ลดเหล้า ลดบุหรี่ ลดอ้วน ก็ลดปัจจัยการเกิดภาวะเสี่ยงการเกิดโรค หรืออุบัติเหตุกับสุขภาพได้ จากความประมาทของเรา
อาจจะสรุปเบื้องต้น ณ ตอนนี้การดูแลสุขภาพด้วย “การสร้างสุขภาพ นำซ่อม” ย่อมดีกว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดการใช้สุขภาพอย่างสมบุกสมบัน แล้วมาซ่อม หรือป่วยเข้าโรงพยาบาล ซึ่งเสียเวลา เสียเงินทอง และอายุสั้น ตายไวอีกด้วย
ในความเป็นจริงถ้ามองที่ประชาชนทั้งชนบทและในเมือง โดยส่วนรวมแล้วแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ กลุ่มป่วย เป็นกลุ่มประชาชน ที่เจ็บป่วยหรือพิการ ที่จำเป็นต้องรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งภาครัฐ ทุกรัฐบาล มีนโยบายจัดให้มีการดูแลเช่น สร้างสถานีอนามัย (รพ.สต.) โรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด มีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เพื่อการบริการรักษาให้หายป่วยโดยไว หรือดียิ่งขึ้น กลุ่มปกติ หรือประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มีสุขภาพดี หรือรู้สึกเหมือนดี ซึ่งแยกออกไป 3 พวก คือ
กลุ่มย่อยที่ 1 ผู้ที่อาจมีโรคอยู่แล้วบ้าง แต่ยังไม่แสดงอาการหรือยังไม่หนัก ตัวเองยังไม่รู้สึกว่าเขาเป็นโรค เช่น โรคมะเร็งระยะแรกๆ เช่น โรคมะเร็งตับระยะแรก โรคมะเร็งปอดระยะแรก โรคมะเร็งปากมดลูกระยะแรกๆ
กลุ่มย่อยที่ 2 ผู้ที่ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นโรคหรือมีโรคติดตัวอยู่ เพราะเขายังไปไหนมาไหนได้ ไม่ล้มหมอนนอนเสื่อ หรือประเภท ไม่ยอมรับความจริง กลบเกลื่อน ปิดบัง ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าป่วย กลุ่มนี้มีมากๆ ที่เป็นปัญหาสำคัญประการที่หนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ด้วยการที่ต้องค้นหาความจริงให้ปรากฏ แล้วเฝ้าระวัง หากเกิดโรคแสดงจริง อาจจะสายเกินแก้ไปได้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
กลุ่มย่อยที่ 3 ผู้ที่มีสุขภาพ ร่างกาย จิตใจสมบูรณ์จริงๆ เพราะเขาดูแลสุขภาพมาตั้งแต่เด็กๆ วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงผู้สูงวัย ด้วยหมั่นตรวจเช็กสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารครบถ้วน มีอารมณ์ดี ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า สุขภาพ ไม่อ้วนเกินไป
สำหรับประชาชนกลุ่มแรก คือ กลุ่มป่วย รัฐบาลมีหลักประกันว่า เขาเหล่านั้นได้รับการรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสภาพให้ดีที่สุด มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากที่สุด ให้หายป่วยหายไข้ ช่วยตนเองและครอบครัวได้ ไม่เป็นภาระ แก่ใครทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม สำหรับ กลุ่มปกติซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีสุขภาพดีและแบ่งเป็นสามกลุ่มย่อย โดยกลุ่มย่อยที่1และ2 ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เขาเจ็บป่วย ล้มหมอนนอนเสื่อ จนต้องเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล กลุ่มนี้มีมาก จุดมุ่งหมายคือ เตรียมการดำเนินการป้องกัน ไม่ให้สุขภาพของประชาชนต้องเสื่อมโทรม เลวร้ายลงไปกว่าเดิมที่เป็นอยู่ โดยไม่จำเป็นหรือมีเหตุผล เพื่อให้เขาแข็งแรง ส่วน กลุ่มย่อยที่ 3 ซึ่งมีสุขภาพดีอยู่แล้ว ก็ให้เขามีสุขภาพดีอยู่เสมอ มีศักยภาพเข้าไปมีส่วนร่วมของสังคม ประกอบอาชีพ สร้างรายได้ตนเอง ให้ครอบครัว (GNP) ประเทศชาติ (GDP) เจริญรุ่งเรือง เป็นความจริงว่าทุกคนจะต้องแก่ลง แต่ให้แก่นั้นเป็นเพียงตัวเลขของอายุ อย่าให้ศักยภาพ หรือความสามารถของร่างกายต้องแก่ตามอายุไปได้ง่ายๆ ให้มีผลกำลังกาย กำลังใจ มีศักยภาพเหมือนเดิมให้มากที่สุด นานที่สุด เท่าที่จะทำได้
ผู้เขียนได้รับหนังสือจากศาสตราจารย์ นายแพทย์สำลี เปลี่ยนบางช้าง อดีตผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีข้อเสนอแนะทางด้านยุทธศาสตร์ในการพัฒนาสุขภาพของคนไทย ซึ่งอาจารย์เขียนอ่านแล้วง่ายต่อการปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของผู้เขียนเอง และคิดว่าน่ามีประโยชน์กับผู้บริการ ผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง มีประโยชน์ในการปฏิรูปด้านทางการแพทย์และสาธารณสุขบ้างไม่มากก็น้อย คือ
1.ยุทธศาสตร์เชิงรับ : เป็นการสร้างระบบสุขภาพเพื่อการดูแลผู้เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเรื่องความเป็นความตายของประชาชน เป็นเรื่องราวโดยทั่วไป รัฐบาลของประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศไทยเรามีมาตั้งแต่แผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 1 มีการสร้างสถานีอนามัย รพช. รพท. รพศ. รวมถึง โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย กองทัพ ภาคเอกชน ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งประเทศไทยเราโชคดี มีระบบบริการทางการ “แพทย์” ที่สมบูรณ์และทันสมัยที่สุด มีศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัย ที่ผลิตแพทย์และให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดอยู่ทั่วประเทศ ที่เป็นฐานสำคัญสำหรับบริการทางด้าน “การแพทย์” ถึงกระนั้นก็ตาม บริการทางการแพทย์เพื่อการ “รักษาพยาบาล” และการฟื้นฟูสมรรถภาพเท่าที่มีอยู่ ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน อีกส่วนหนึ่งประชาชนของประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆเรื่อยๆ การเคลื่อนย้ายประชากร มีคนเจ็บป่วย และเป็นโรคมากขึ้น และบริการที่มีอยู่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของประชาชนอยู่จำนวนไม่น้อย รวมถึงความผิดพลาดการรักษาพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยมากขึ้นๆ จนทำให้คุณภาพบกพร่องได้ด้วยเหตุสุดวิสัย จนนำไปสู่การฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
2.ในแง่ยุทธศาสตร์เชิงรุก : รัฐบาลจะต้องหาทางดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแท้จริง ในการยับยั้งหรือหยุดยั้งความเจ็บป่วย หรือการเป็นโรคของประชาชน โดยการดำเนินการ “ส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค” เป็นมาตรการสำคัญ ช่วยดูแลประชาชนไม่ให้เจ็บป่วย หรือเป็นโรคได้ง่ายๆ ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคของประชาชน หาทางงด หรือ ควบคุม ป้องกัน ปัจจัยเรื่องเหล่านั้นให้น้อยลง หรือหมดไปให้ได้ มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคอยู่มากมาย นอกจากโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อจากพฤติกรรมสุขภาพที่เราๆรู้อยู่ คือ 3 อ.3 ลด ซึ่งประชาชนเองขาดความต่อเนื่อง การดูแลเรื่องอาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ลดเหล้า ลดบุหรี่ ลดอ้วน ยังมีปัญหาเรื่องอื่นๆ เช่น ยาเสพติด โรคอุบัติใหม่ ความไม่ปลอดภัยของอาหาร ภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงอาหาร ยาที่เล่นแร่แปรธาตุเพื่อการค้าหากำไรบนความทุกข์ ที่ยากต่อการป้องกัน ควบคุม และยังเป็นปัญหาใหญ่ของไทยและหลายประเทศ
รัฐบาลในฐานะ “ผู้นำ” มือ 2 มือ ที่ถือยุทธศาสตร์ 2 ด้าน มือขวา(รับ) มือซ้าย (รุก) ต้องให้มีดุลยภาพ แต่…รัฐบาลเองได้พยายามผลักดันการพัฒนาระบบบริการดูแลสุขภาพของประชาชน เพื่อให้บริการสุขภาพมีเพียงพอกับความต้องการของประชาชนอยู่เสมอ การเร่งมือขวาตลอดเวลา แทนที่จะเป็นการรุก ทั้งที่เป็นการจัดงบประมาณให้แก่ระบบประกันสุขภาพ เพื่อ “จ่ายค่าบริการสาธารณสุข แทนประชาชน” แต่ยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการ งบประมาณก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นในลักษณะนี้ รัฐบาลจะไม่สามารถแบกภาระส่วนนี้ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนได้ในที่สุด จึงเกิดการขัดแย้งมาเป็นระยะๆ และทำท่าจะบานปลาย ล่มสลาย หากไม่ประคองให้เสมอภาคกัน…
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจะต้องหาทางดำเนินการที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงในการยับยั้งหรือหยุดยั้ง ชะลอความเจ็บป่วย หรือการเป็นโรคของประชาชน โดยเน้น “การส่งเสริมสุขภาพ และเฝ้าระวังป้องกันโรค” เพียงเรื่องเดียว ณ เวลานี้ นั่นคือต้องเร่งรุกมือซ้าย แม้จะเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยาก ต้องใช้ความอดทนต่อเนื่องซึ่งใช้เวลา 20 ปี เพราะราคาถูกมาก คุ้มค่า ได้ผล “โดยเฉพาะเรื่อง NCD : เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคสมอง อัมพาต ไตวาย มะเร็ง ฯลฯ ต้องกัดติด เอาจริงเอาจัง เสมอต้นเสมอปลาย อย่างเป็นระบบและมีเอกภาพ” ให้ความสนใจเป็นพิเศษอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ทุกกอง ทุกกรม ของกระทรวงสาธารณสุข ทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงต่างๆ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาชน อย่างมีเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม มหาดไทย ศึกษา เกษตร พัฒนาสังคม เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ การพัฒนาสุขภาพเชิงรุกและเชิงรับ เป็นงานต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันและกัน จะแยกจากกันไม่ได้ เป็นงานสนับสนุนซึ่งกันและกัน ผสมผสานกันอย่างเหมาะสม และสมดุลกันให้มากที่สุดที่จะมากได้ ซึ่งจะประหยัดงบประมาณได้มากมายเป็นหมื่นๆล้านต่อปี และดูแลสุขภาพประชาชนให้ครอบคลุม งานที่ประสบความสำเร็จในอดีตมีตัวอย่างให้เห็นที่ปรากฏยอมรับของ WHO และทั่วโลก คือ งานวางแผนครอบครัว งานอนามัยแม่และเด็ก งานแก้ปัญหาเด็กขาดสารอาหาร งานสร้างส้วม 100% ซึ่งต้องอดทน เอาจริงของรัฐบาล และประชาชน ต้องใช้เวลา 20 – 30 ปี (งานส่งเสริมป้องกันดูเหมือนง่ายๆ แต่ประสบความสำเร็จยาก ใช้เวลานาน ราคาถูก เพราะประชาชนทำเอง แต่สำเร็จแล้ว “สถาพร”)…
ผู้เขียนเอง เชื่อว่ารัฐบาลและผู้นำของกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบาย “สร้างสุขภาพ นำซ่อมสุขภาพ” อยู่แล้ว ในการดูแลสุขภาพทุกกลุ่มอายุตั้งแต่แม่และเด็ก วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน วัยทอง ผู้สูงอายุ และกลุ่มพิเศษ ผู้พิการ อย่างจริงจัง ต่อเนื่องของแพทย์ พยาบาล หมอครอบครัว หมออนามัย นักวิชาการสาธารณสุข รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคเอกชน ตลอดจนดู Setting ต่างๆของชุมชน เพียงแต่สร้างความตระหนักของประชาชนให้เกิดเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่วนท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. เทศบาล ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ที่จะช่วยกัน Mediate Advocate Enable ให้ชุมชนประชาชน “ร่วมพลังกันสร้างสุขภาพ” เพื่อตนเอง เพื่อครอบครัว มีอายุยืนยาว ป่วยช้า ตายช้า แก่อย่างมีคุณภาพ และแต่ละครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี
นั่นคือ Healthy Wealthy and Happiness Family ในท้ายที่สุดนะครับ
ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร

