พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม : จังหวะ กลยุทธ์ กระบวน บริหาร ‘นาย’ น้ำหนัก ท้วงติง
สำนวนจากยุทธนิยาย “ไซฮั่น” ฉบับวังหลัง อาจติดอยู่กับ “ลีลา” การเขียนในแบบแผ่นดินที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก
ขณะที่เมื่ออ่านจาก “งำประกาย นโยบายไร้ผู้ต่อต้าน” จะได้อีก “รส”
เพราะ “งำประกาย นโยบายไร้ผู้ต่อต้าน” อธิคม สวัสดิญาณ เรียบเรียงจากต้นฉบับของ “เห่ง อู๋อั้ง” ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2553
คำนำ “เห่ง อู๋อั้ง” ระบุว่า
อารยธรรมอันรุ่งเรืองของชาวจีนกว่า 5,000 ปี มิได้ตกทอดสินทรัพย์ด้านภูมิปัญญา กุศโลบายเหนือชั้นและพลังแห่งจิตวิญญาณ
ที่ตักตวงและใช้ได้ไม่หมดแก่ชนรุ่นหลัง
โดยเฉพาะ “งำประกาย” คือ กุศโลบายที่โดดเด่น เลิศล้ำ และกอปรด้วยลักษณะพิเศษมากที่สุด
ถามว่าอย่างไรหรือคือ งำประกาย
จากอรรถาธิบายแห่ง “เห่ง อู๋อั้ง” ผ่านสำนวนการเรียบเรียงในระดับ อธิคม สวัสดิญาณ แห่งสำนัก “เต๋าประยุกต์” มากด้วยความรวบรัด เข้าสู่เป้า
“งำประกาย” หมายถึงการซ่อนเร้น ความรู้ ความสามารถ ไม่เผยยอดวิชา ทั้งพยายามยกระดับและพัฒนาตนเอง
รอจังหวะ โอกาสดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่ละขั้นตลอดทุกขั้นตอน
ในบทที่ 3 ของ “งำประกาย นโยบายไร้ผู้ต่อต้าน” ว่าด้วย “ยุทธวิธียอมถอย 1 ก้าว อนาคตเปิดกว้าง”
โดยเฉพาะตรงหัวข้อที่ว่า
“หานซิ่นขอเป็นเจ้าแคว้นฉี เล่าปังโมโห เปลี่ยนท่าที” นำเสนอรสอันแผกต่างไปจาก “ไซ่ฮั่น” สำนวนวังหลังจริงๆ
จำเป็นต้องอ่าน
ในสงครามชิงแผ่นดินระหว่างเล่าปังกับเซี่ยงอวี่นั้น หานซิ่นสร้างความชอบไว้มากในศึก หารซิ่นมี อัจฉริยภาพด้านการทหารสูง คือ จอมทัพที่นับวันกุมกำลังทหารที่แท้จริงไว้ในมือ
เล่าปังจำต้องช่วงใช้หานซิ่น แต่ก็ไม่วางใจเขา
ยุคราชวงศ์ฮั่นปีที่ 4 (ค.ศ.203) หานซิ่นปราบปรามและเกลี้ยกล่อมแคว้นฉียอมสวามิภักดิ์
แล้วก็ส่งคนถือสาส์นถึงเจ้าพระยาฮั่น (เล่าปัง) มีความว่า
“คนแคว้นฉีเจ้าเล่ห์กลับกลาย เอาแน่ไม่ได้ ชายแดนทิศใต้ติดกับแคว้นฌ้อหากไม่ตั้งเจ้าแคว้นช่วยดูแลชั่วคราวเพื่อบำราบและปลอบขวัญแล้ว บ้านเมืองคงไร้เสถียรภาพ
ขอให้ท่านแต่งตั้งข้าฯเป็นเจ้าแคว้นฉีแต่ในนามเพื่อควบคุมสถานการณ์”
ตอนนั้นกองทัพฌ้อล้อมกองทัพเล่าปังไว้อย่างแน่นหนาที่อิ๋งหยาง ทูตของหานซิ่นเข้าพบเสนอสาส์น
เล่าปังเปิดสาส์นออกอ่านแล้วบันดาลโทสะบริภาษทันทีว่า
“ข้าฯถูกล้อมจนตรอกอยู่ที่นี่ รอเขามาช่วยอยู่ เขากลับคิดตั้งตนเป็นเจ้าแคว้น”
ได้ยินดังนั้นจางเหลียงและตันแผงแอบสะกิดเท้าเล่าปังกระซิบว่า “เฉพาะหน้านี้กองทัพฮั่นตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบอย่างยิ่ง
จะห้ามหานซิ่นตั้งตนเป็นเจ้าแคว้นได้อย่างไรกัน
มิสู้เป็นฝ่ายตั้งเขาเป็นเจ้าแคว้น ปฏิบัติต่อเขาด้วยดี ให้เขาควบคุมแคว้นฉีไว้ตามลำพัง มิเช่นนั้น อาจเกิดความไม่สงบตามมา”
ผลการสะกิดเท้าของจางเหลียง ตันแผงเป็นอย่างไร
เล่าปังตื่นโดยพลัน แสร้งบริภาษต่อไปว่า “วีรบุรุษบำราบเหล่าสามนตราชได้รับชัยชนะ จะเป็นเจ้าแคว้นก็ต้องเป็นเจ้าแคว้นที่แท้จริง
ไฉนต้องเป็นเจ้าแคว้นแต่ในนาม ช่วยดูแลชั่วคราวด้วยเล่า”
จึงส่งจางเหลียงเป็นตัวแทนราชสำนักแต่งตั้งหานซิ่นขึ้นเป็นเจ้าแคว้นฉีโดยสมบูรณ์
เมื่ออ่านสำนวนวังหลังเสริมเติมก็ครบถ้วน
เสียงก๊กหานซิ่นรู้ว่าจางเหลียงมาก็ออกมาต้อนรับเชิญเข้าไปนั่งในที่อันสมควร
กระบวนท่าไม่ว่าของพระเจ้าฮั่น ไม่ว่าของจางเหลียง ไม่ว่าของหานซิ่นในห้วงยามนี้ดำเนินไปอย่างสอดรับและแย้งขัดกัน
แต่ก็ดำเนินไปอย่างกลมกลืน ด้วยสันถวมิตรอันสนิทสนม
สัมผัสได้จากจางเหลียงที่ร่ายเรียงว่า “ซึ่งท่านให้ไปขอตราเทียบที่ฉีอ๋อง พระเจ้าฮั่นอ๋องเห็นว่าท่านตีเมืองเตียว เมืองฉี
ได้เมืองขึ้นมาก มีความชอบ
จึงให้ข้าพเจ้าเอาหนังสือแลตราตั้งมามอบให้ท่านเป็นฉีอ๋อง ครองเมืองฉี มอบเมืองขึ้นทั้ง 72 เมืองให้ท่านรวบรวมทหารให้พร้อม
แล้วยกกองทัพไปประชุมกัน ณ เมืองเซงโก๋ เพื่อกำจัดฌ้อปาอ๋องซึ่งเป็นศัตรู”
ว่าแล้วก็ส่งตราตั้งให้ หานซิ่นคำนับรับตราตั้งแลหนังสือ ฉีกผนึกออกอ่านได้ความว่า
“ประเพณีแต่ก่อนถ้าจะตั้งเมืองขึ้นเป็นใหญ่
ให้มีน้ำใจโอบอ้อมอารี หัวเมืองทั้งปวงก็จะมีน้ำใจรัก
บัดนี้ เสียงก๊ก หานซิ่น ปราบหัวเมืองทั้งปวงได้ความชอบ ควรจะจารึกไว้ในแผ่นศิลา อันเมืองฉีนี้ถ้าไม่แต่งตั้งยศศักดิ์ขึ้น
เห็นจะบังคับน้ำใจราษฎรยาก หัวเมืองทั้งปวงก็กระด้างกระเดื่องอยู่
บัดนี้ ตั้งเสียงก๊ก หานซิ่น ขึ้นเป็นฉีอ๋อง ครองเมืองฉี ท่านจงจัดแจงราษฎรให้ราบคาบแล้วยกทัพมาช่วยกำจัดเมืองฌ้อ”
หานซิ่นอ่านหนังสือแล้ว ผินหน้าไปข้างทิศใต้ คุกเข่าลงคำนับ
ไม่ว่าจะมองจากด้านของพระเจ้าฮั่นอ๋อง ไม่ว่าจะมองจากด้านของเสียงก๊ก หานซิ่น ดำเนินไปด้วยกระบวนท่า
พยัคฆ์ “ซ่อน” มังกร “ซุ่ม”
กรณีเสียงก๊ก หานซิ่น ขอให้แต่งตั้งตนเป็นที่ “ฉีอ๋อง” แต่ในนาม เท่ากับเป็นปรอทสำแดงอุณหภูมิทางการเมือง ทางการทหาร ได้
ในความเป็นจริง เสียงก๊ก หานซิ่น มีความปรารถนา
ขณะเดียวกัน พระเจ้าฮั่นอ๋องเองก็มองความคิด ความปรารถนาของเสียงก๊ก หานซิ่น ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ทั้งมิได้เก็บ “บทสรุป” ของตนไว้อย่างเงียบเชียบ
กระนั้น ก็สามารถกลับลำ เปลี่ยนท่าที ท่วงทำนองได้อย่างรวดเร็ว ในลักษณะโก่งคันศรมากกว่าที่คิดนึกเอาไว้
หลังได้ยินคำท้วงติงจากจางเหลียง ตันแผง
เมื่อมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะที่นิยมเรียกกันว่า ดำเนินไปในแบบ “ขงเบ้งหลังเหตุการณ์”
เป็นการมองจาก “มุมสูง” ย่อมเห็นได้ชัดเจน
บทสรุปที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ไม่ว่าในทาง “การทหาร” ไม่ว่าในทาง “การเมือง” เมื่อประสบเข้ากับสถานการณ์ละม้ายเหมือนกันนี้
พึงต้องระวัง “บริวาร” ที่ “แวดล้อม” อยู่โดยรอบ
บริวารมักอ่านใจ “นาย” ได้ดี เพราะว่าอยู่ใกล้ชิด ติดตามทุกจังหวะก้าว แต่จะสะท้อนออกอย่างไร
ความโน้มเอียง คือ คล้อยตาม ความต้องการ
การมีคนแวดล้อมแบบจางเหลียง แบบตันแผง จึงสำคัญ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ น้ำหนักในการท้วงติง
กลยุทธ์ การบริหาร “นาย” จึงลึกซึ้ง ซับซ้อน

