หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดุลยภาพดุลพิน...

ดุลยภาพดุลพินิจ : โฟกัสเด็กดร็อปเอาต์ในประเทศไทย

19.07.24 | 12:13 น.

ดุลยภาพดุลพินิจ : โฟกัสเด็กดร็อปเอาต์ในประเทศไทย

ก่อนอื่นขอเริ่มด้วยการทำความเข้าใจกับคำว่า “ดร็อปเอาต์ (dropout)” เนื่องจากในช่วงนี้มีการพูดถึงเรื่องเด็กดร็อปเอาต์กันบ่อย แต่ใช้คำนี้กันอย่างไม่ระมัดระวัง เช่นเอาไปปนกันกับคำว่า “เด็กนอกระบบการศึกษา (Out-of-school children)” และการพูดถึงวาระแห่งชาติ เรื่อง Thailand Zero Dropout เป็นต้น ทั้งที่ปัญหา นโยบาย และมาตรการอาจไม่เหมือนกัน

คำว่าดร็อปเอาต์ แปลเป็นไทยคือ เด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน ซึ่งคำว่าออกกลางคันย่อมหมายถึงว่าได้เข้าไปเรียนแล้ว และออกก่อนสำเร็จการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3)

ขณะที่ “เด็กนอกระบบการศึกษา” ประกอบด้วยเด็กที่ไม่เคยเข้าเรียนเลย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาภาคบังคับ) และเด็กดร็อปเอาต์ หรือเข้าเรียนแล้วออกกลางคัน ซึ่งเป็นการรวมเด็กวัยเรียนทุกระดับ

ตัวอย่างของการให้นิยามดังกล่าวอาจดูได้จากที่สำนักงานเลขาธิการการศึกษา ให้คำอธิบายไว้ว่าเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษา (Out-of-School Children : OOSC) หมายถึง “เด็กที่ไม่ได้เข้าถึงการจัดการศึกษาตามเกณฑ์ที่กำหนด ที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เด็กที่เคยเข้ารับการศึกษาแต่ปัจจุบันไม่ได้รับการศึกษา (Drop Out : ออกกลางคัน) และเด็กที่ไม่เคยได้รับการศึกษาเลยและจะเข้าเรียนในอนาคต (Enter Late : เข้าเรียนช้า) หรือไม่เข้ารับการศึกษา” (https://data.go.th/dataset/out-of-school-children-oosc: 5/7/24)

Advertisement

ทีนี้พูดถึงตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษา 1 ล้านคนที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมนี้นั้น ท่านก็ใช้ปนๆ กัน ระหว่าง “เด็กออกกลางคัน” กับ “เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา”

ก็ไม่ว่ากันเพราะท่านฟังเขามาอีกที แต่ก็อยากให้ระวังหน่อยก็ดี เพราะเด็กออกกลางคันนั้นมีจำนวนแค่ 3-4 แสนคน ส่วนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษานั้น หน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ใช้หมายถึงเด็ก 5 กลุ่ม หรือมิติ ดังนี้ คือ

มิติที่ 1 เด็กปฐมวัยที่ไม่ได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลหรือประถมศึกษา
มิติที่ 2 เด็กที่เข้าเรียนช้า หรือได้เข้าเรียนระดับประถม แต่หลุดจากระบบไป
มิติที่ 3 เด็กที่เข้าเรียนช้า หรือได้เข้าเรียนระดับมัธยมต้น แต่หลุดจากระบบไป
มิติที่ 4 เด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบ ในระดับประถม
มิติที่ 5 เด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบ ในระดับมัธยมต้น

ในมิติที่ 1 ในรายงาน EDQUITY MOVEMENT ไม่ได้ระบุจำนวนไว้แต่ตัวเลขทะเบียนราษฎร์ ปี 2566 ระบุว่าเด็กวัย 3-5 ขวบ มีจำนวนถึง 1.8 ล้านคน ในขณะที่รายงานระบุว่า มิติ 2 และ 3 มีประมาณ 1 ล้านคน และมิติ 4 และ 5 ประมาณ 2.8 ล้านคน (EDQUITY MOVEMENT เมษายน 2567) ดังนั้น ท่านที่เกี่ยวข้องก็ควรไปทำความเข้าใจใหม่ว่าตัวเลขเด็กออกกลางคัน 1 ล้านคนนั้น ที่จริงกี่คนแน่ อย่างไรก็ตาม เข้าใจได้ว่าเป้าหมาย “เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา” นั้น จำเป็นต้องกว้างเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กปฐมวัย ซึ่งหมายถึงบุคคลอายุต่ำกว่า 6 ปี รวมทั้งเด็กเล็กด้วย

ในบทความนี้จะโฟกัสเฉพาะเด็กดร็อปเอาต์ ซึ่งหมายถึงเด็กที่เคยเข้าโรงเรียนแล้วและหยุดเรียน ไม่มาเรียน ไม่รวมเด็กอนุบาลและเด็กในช่วงรอยต่อคือที่จบการศึกษาภาคบังคับ (มศ.3) แล้วไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลายหรืออาชีวศึกษา

สถานการณ์ที่เป็นความท้าทายอย่างยิ่งคือ การลาออกกลางคันของเด็กที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ หรือมัธยมต้น ซึ่งมีงานศึกษาที่ระบุว่าเด็กช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นเป็น กลุ่มที่อยู่ในภาวะวิกฤตที่หลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด ทั้งๆ ที่อยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี (สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน, 2566) โดยงานวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่า สาเหตุของการลาออกกลางคันจำแนกได้เป็น 3 ระดับคือ ระดับบุคคล สถาบัน และนโยบายรัฐ (Rumberger and Lim, 2008; ไชยยันต์ เกิดเหมาะ, 2565; ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค, 2564)

ระดับบุคคล คือ ตัวเด็กเอง เช่น สุขภาพ สติปัญญา ปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ไม่อยากเรียน ไม่เชื่อมั่นในระบบการศึกษาว่าจะสามารถทำให้มีชีวิตที่ดี เบื่อหน่ายการเรียน ติดเกม ติดเพื่อน ทะเลาะวิวาท ติดยาเสพติด ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน ทะเลาะเบาะแว้ง ถูกกลั่นแกล้ง (บูลลี่) มีปัญหากับครู ถูกคุมขังอยู่ในสถานพินิจ ออกไปประกอบอาชีพ มีสามีหรือภรรยา มีบุตร

ระดับสถาบัน ประกอบด้วย ครอบครัว(ผู้ปกครอง) และสถานศึกษา

ด้านครอบครัว พบว่ามีอิทธิพลสูงมาก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เช่น รายได้น้อย ผู้ปกครองไม่มีงานทำ รายได้ไม่สม่ำเสมอ เป็นปัจจัยที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด รองลงไปคือ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งอาจเชื่อมโยงหรือไม่ก็ได้กับปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เช่น ครอบครัวแตกแยก ทำให้เกิดสถานการณ์พ่อ/แม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวแหว่งกลาง (อยู่กับปู่ย่าตายายตามลำพัง) รวมถึงการย้ายถิ่นตามผู้ปกครอง ผู้ปกครองไม่มีเวลากำกับดูแล ผลที่ตามมาคือ เด็กถูกทอดทิ้ง ผู้ปกครองไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ผู้ปกครองต้องการให้เด็กทำงานหารายได้ ไม่มีความรู้ความเข้าใจพอที่จะให้คำแนะนำ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน การสื่อสารกับโรงเรียน ก็สำคัญ

ด้านสถานศึกษา ได้แก่ ที่ตั้ง ขนาด สัดส่วนนักเรียนกับครู คุณภาพของครู หลักสูตร/ บทเรียนไม่สอดคล้องกับบริบทของเด็ก สถานศึกษาขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน ขาดบริการแนะแนว ไม่มีมาตรการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหาอย่างจริงจัง ครูขาดการติดตามเด็กที่ขาดเรียน ครูไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับนักเรียน สถานศึกษาขาดระบบการป้องกันการลาออกกลางคันที่มีประสิทธิภาพ การเดินทางไม่สะดวก หรือต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง เป็นต้น และยังมีปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม เช่น ประชาชนในชุมชนไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา

ส่วนระดับนโยบายรัฐ คือ กฎหมายการศึกษาภาคบังคับของไทยซึ่งกำหนดให้เด็กไทยต้องเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 จนจบการศึกษาอย่างน้อยที่สุดในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 3) เมื่อเรียนจนครบตามกฎหมายภาคผู้ปกครองหรือเด็กในครอบครัวที่มีข้อจำกัดจึงมักตัดสินใจออกจากระบบการศึกษา และรัฐไม่สามารถเติมเต็มด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก หรือเงินทุนสนับสนุน ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนได้ (ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค, 2564)

อย่างไรก็ตาม เด็กที่เผชิญวิกฤตการศึกษาส่วนใหญ่ มีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหา ที่โยงใยมาที่ครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกาย จิตใจ สวัสดิภาพความปลอดภัย การให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถช่วยให้เด็กพ้นวิกฤตได้ แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วย ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก ที่มุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจน (สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน, 2566)

ปัจจัยเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าที่สถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง จะจัดการได้โดยลำพัง เพราะไม่ใช่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา หรือการบริหารจัดการภายในสถานศึกษาเท่านั้น ดังที่มีผู้ให้ข้อสังเกตว่า 1) ไม่มีปัจจัยหนึ่งปัจจัยเดียวที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกกลางคัน 2) การตัดสินใจลาออกไม่ได้เป็นผลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเท่านั้น
3) การลาออกกลางคันเป็นกระบวนการมากกว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทันที 4) บริบทแวดล้อมมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ชุมชน การเข้าถึงทรัพยากร ทั้งทรัพยากรด้านทุนและทรัพยากรสังคม (Rumberger and Lim, 2008; สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน, อ้างแล้ว)

นอกจากงานวิจัยที่ได้กล่าวไปแล้ว ผู้เขียน (ศ.ดร.นฤมล) กำลังร่วมศึกษาเกี่ยวกับการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยนักวิจัยในทีมได้สัมภาษณ์นักเรียนด้อยโอกาสที่เรียนในระบบตั้งแต่ระดับมัธยมต้น อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา และเด็กที่ศึกษานอกระบบโรงเรียน จำนวน 60 คนจากภาคต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจเส้นทางความท้าทายของเด็กและเยาวชนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาภาคบังคับ ช่วงรอยต่อระหว่าง การศึกษาภาคบังคับสู่ระดับอุดมศึกษา และมีการจัดทำเวทีสนทนากลุ่มกับนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้แทนสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และผู้แทนจากภาคประชาสังคมและชุมชนใน 6 จังหวัด

ข้อมูลที่ได้สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยที่กล่าวข้างต้น เช่น พบว่ากำลังใจ แรงจูงใจ โดยเฉพาะจากครอบครัวมีความสำคัญอย่างยิ่ง การติดเพื่อน ตั้งครรภ์ ปัญหาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ในครอบครัว ทัศนคติของผู้ปกครองต่อการศึกษา การย้ายถิ่น หลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับบริบทชีวิต หรือ ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำงานหารายได้ก็เป็นตัวแปรสำคัญ แม้ว่าข้อมูลจะมีความแตกต่างกันบ้างตามบริบทพื้นที่ แต่ก็ยืนยันถึงความซับซ้อนและความเร่งด่วนของปัญหา ซึ่งหลายส่วนต้องการการจัดการรายกรณีอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่รายได้ไม่แน่นอน ทำให้เด็กต้องออกทำงานหารายได้ ส่งผลทั้งต่อกำลังใจและแรงจูงใจในการศึกษา ต่อเนื่องไปถึงการคบเพื่อนและตัดสินใจไม่เรียนต่อ และยังมีข้อมูลที่สะท้อนความท้าทายในการบริหารจัดการระบบการดูแลให้ความช่วยเหลือเด็ก ความระมัดระวังในการรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็ก เนื่องจากจะส่งผลต่อการประเมินผู้บริหารสถานศึกษา เป็นต้น ประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นประเด็นความท้าทายที่ต้องมีการทบทวนและจัดการ รวมทั้งการจัดการรายกรณีกับเด็กที่เผชิญความเสี่ยงและที่ออกนอกระบบไปแล้ว และการบริหารจัดการระบบการดูแลให้ความช่วยเหลือนักเรียน เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้รับการดูแลให้พ้นจากความเสี่ยง และกลับเข้าสู่การระบบศึกษาไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในหรือนอกระบบก็ตาม

วาระแห่งชาติ Thailand Zero Dropout จะเป็นจริงได้และมีความยั่งยืน โดยนอกจากการสนับสนุนทุนการศึกษาแล้ว ยังต้องเป็นการทำงาน “เชิงกว้างและลึก” อย่างต่อเนื่อง จริงจัง จึงจะสามารถป้องกัน บรรเทา หรือลดความรุนแรง และรับมือกับปัจจัยที่นำไปสู่การลาออกกลางคันได้อย่างแท้จริง