หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : สไนเปอร์‘ล่า’สไนเปอร์

22.07.24 | 12:33 น.

ภาพเก่าเล่าตำนาน : สไนเปอร์‘ล่า’สไนเปอร์

ประธานาธิบดีสหรัฐ 4 คนถูกลอบสังหาร “เสียชีวิต” ขณะดำรงตำแหน่ง และมีพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีอีก 11 ครั้ง

Sniper แปลว่า ผู้ลอบยิง

มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ที่ถูกเขียนขึ้นราว 250 ปีที่แล้ว อนุญาตให้ชาวอเมริกันมีสิทธิครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันตนเอง เพื่อตอบสนองกับสงครามปฏิวิติ (ในสมัยโน้น) หากแต่ยังมีอิทธิพลฝังลึก
อยู่ตลอดมา ที่ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งภูมิใจ

“เสรีภาพและสิทธิในการปกป้องตัวเอง” เป็นกฎพื้นฐาน และเป็นจุดกำเนิดประวัติศาสตร์ประเทศสหรัฐ ผู้คนจำนวนมากยังมองว่านี่คือคุณค่าของประเทศและคุณค่าของพวกเขา

Advertisement

หักหลัง แย่งชิง ฉกฉวย อำนาจทางการเมือง มีความเห็นต่างแบบสุดโต่ง แบบอยู่ร่วมโลกด้วยกันไม่ได้ ต้องพิฆาตเข่นฆ่าให้ตาย มีมานานหลายพันปี มิใช่เกิดในอเมริกาเท่านั้น…

จอมโจรองคุลิมาล ยังเคยดักสังหารพระพุทธเจ้า

พระเทวทัต กลิ้งหินให้ตกจากหน้าผา ที่เขาคิชฌกูฏใส่พระพุทธเจ้า สะเก็ดหินก็ทำให้พระพุทธเจ้าบาดเจ็บที่ข้อพระบาท

ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา มุ่งทำร้าย ปลิดชีพผู้พิพากษาเป็นหลัก จนกระทั่งผู้พิพากษาทั้งหลายถอนตัว ไม่ขอทำงาน

อเมริกา คือ ประเทศมหาอำนาจของโลก ดลบันดาล ให้ทำสงคราม-เลิกทำสงคราม กุมสภาพเศรษฐกิจของโลก จะลด-ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ชาวโลกเงี่ยหูฟังตลอด ชาวอเมริกันในประเทศเองก็มีสารพัดปัญหา ยาเสพติด คนไร้บ้าน ยากจน ร่ำรวยล้นฟ้า ผู้คนแสวงหาโอกาสจะเข้าไปทำงานในอเมริกา มีกองทัพที่ทรงอานุภาพที่สุดในโลก

ระบบการสรรหา “ประธานาธิบดี” ของอเมริกา เป็นสถาปัตยกรรมทางประชาธิปไตยที่เป็น “อารยะ” ประชาชนตื่นตัวไม่น้อยสำหรับการเลือกผู้นำในทุกระดับ มีแบ่งแยก มีเหตุรุนแรง

สังคมในอเมริกา ชอบการต่อสู้ ในบางรัฐมีอิสระในการซื้อหาอาวุธแบบง่ายๆ พกพาอาวุธติดตัวเพื่อป้องกันตนเอง

สังคมอเมริกามอง “ปืน” เป็นเรื่องปกติ เหมือน “ของใช้ในบ้าน” ชาวอเมริกันไม่ได้เกรงกลัวปืน ถือว่าปืนเป็นส่วนประกอบของชีวิตประจำวัน อาวุธปืนของอเมริกามีคุณภาพดีเยี่ยม ในทุกแบบ ขายดีไปทั่วโลก มีปัญหาอาชญากรรมสูง

14 ก.ค.2567 ความพยายามลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นข่าวใหญ่ระดับโลก

ภารกิจการรักษาความปลอดภัย VIP ที่อยู่ในตำแหน่ง เป็นภารกิจที่แสนยากยิ่ง สิ้นเปลืองมหาศาล แต่ก็ต้อง “จัดเต็ม”

การปรากฏตัวของประธานาธิบดีสหรัฐ จะหลีกเลี่ยงพื้นที่โล่งแจ้งให้มากที่สุด เพราะกระสุน ระเบิดสังหารมาได้จากทุกทิศทาง ปัจจุบันการลอบสังหารยังมี “โดรน” ที่เป็นนักฆ่าที่ไร้ความปรานี

ลองมาไล่เรียงเหตุน่าสยองที่เกิดขึ้นกับประธานาธิบดีสหรัฐ

15 เมษายน พ.ศ.2408 ช่วงค่ำ ปธน.อับราฮัม ลินคอล์น และภริยา เข้าไปชมละครเรื่อง “Our American Cousin” จอห์น วิลค์ส บูธ ที่ปลอมตัวเป็นพนักงานตกแต่งเวทีซ่อนตัวในโรงละคร บุกเข้ายิงศีรษะด้านหลัง ลินคอล์นบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวข้ามถนนไปยังบ้านปีเตอร์เสน ซึ่งเขาเสียชีวิตเมื่อเวลา 07.22 น. ในเช้าวันรุ่งขึ้น

2 กรกฎาคม พ.ศ.2424 ปธน.เจมส์ การ์ฟิลด์ ถูกชายโรคจิตชื่อ กิโต (Charles Guiteau) ที่สะกดรอยตามเขามาหลายสัปดาห์เพื่อสมัครขอเข้าทำงานในรัฐบาลกลาง คนร้ายลั่นกระสุน 2 นัด ในขณะการ์ฟิลด์กำลังจะขึ้นรถไฟในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปธน.สหรัฐนอนนิ่งบนเตียงอยู่นานกว่า 2 เดือนก่อนที่จะเสียชีวิตในที่สุด

30 มิถุนายน พ.ศ.2425 นายกิโต ถูกประหารชีวิต

6 กันยายน พ.ศ.2444 ตรงกับช่วงต้นของรัชสมัยในหลวง ร.5 วิลเลียม แมกคินลีย์ ประธานาธิบดีคนที่ 25 ของสหรัฐ สมาชิกพรรครีพับลิกันของสหรัฐ ถูกลอบสังหาร

ค่ำวันนั้น แมกคินลีย์ ทักทายผู้มาเยี่ยมชมที่งาน Pan-American Exposition ในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก นาย Leon Czolgosz ที่ปะปนอยู่ในฝูงชนก้าวพรวดออกมาประชิดตัว ชักปืนสั้นลั่นกระสุน 2 นัดเข้าที่หน้าท้องของ ปธน.สหรัฐแบบไร้การป้องกัน เขามีชีวิตในโรงพยาบาลอีก 8 วัน ก็เสียชีวิต

29 ตุลาคม พ.ศ.2444 ฆาตกรโหดรายนี้ถูกประหารชีวิต โดยถูกจับนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า

ในช่วงเวลานั้น ระบบการรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดีสหรัฐยังหละหลวม ไม่ชัดเจน ไม่มีหน่วยเจ้าภาพ

สภาคองเกรส ออกคำสั่งให้หน่วยสืบราชการลับ (Secret Services) รับผิดชอบ “การรักษาความปลอดภัย” เต็มเวลาสำหรับประธานาธิบดี ซึ่งเป็นบทบาทที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางยังคงดำเนินการอยู่มาถึงในปัจจุบัน

เหตุลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐยังเป็นเรื่องสยองขวัญ

22 พฤศจิกายน พ.ศ.2506 ปธน.จอห์น เอฟ. เคนเนดี ถูกลอบสังหารขณะนั่งรถยนต์เปิดประทุนผ่านฝูงชนนับหมื่นที่ยืนต้อนรับเรียงรายอยู่ตามถนนในตัวเมืองดัลลัสระหว่างนั่งรถจากสนามบิน

ลี ฮาร์วีย์ ออสวัลด์ มือสังหารใช้ไรเฟิลติดกล้องส่องจากชั้น 6 ของอาคารศูนย์รับฝากหนังสือแห่งรัฐเท็กซัส กระสุนนัดแรกพุ่งเข้าที่ลำคอของเคนเนดี นัดที่ 2 พุ่งเข้าที่ศีรษะด้านหลัง ปธน.สหรัฐเสียชีวิตทันทีขณะที่เขานั่งข้างแจ็กกี้ ภรรยาแสนสวยของเขา

เหตุการณ์ลอบสังหารเคนเนดี เป็นช่วงเวลาที่การสื่อสารในโลกนี้พัฒนาไปมาก มีการบันทึกภาพทางโทรทัศน์ มีฟิล์ม ภาพข่าว ที่ส่งไปออกอากาศได้เกือบจะทั่วโลก เป็นข่าวทางโทรทัศน์และวิทยุเป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังการสังหารโหด

หลังลั่นกระสุนมรณะ 2 นัด ยมทูต ลี ฮาร์วีย์ ออสวัลด์ มือสังหารหนีสุดชีวิต เขาถูกจับกุมในเวลาต่อมาในวันเดียวกันนั้น ไม่นานหลังจากไปยิง นายเจดี ทิปพิต เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองดัลลัสเสียชีวิต

คดีสังหารบันลือโลก สับสน ลึกลับ ดำดิ่งลงไปอีก เพราะเพียงอีก 2 วันต่อมา นายออสวัลด์ ก็ถูกยิงเสียชีวิตขณะการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในจังหวะที่เขาถูกควบคุมตัวโดยตำรวจ

มือสังหาร นายออสวัลด์ คือ นายรูบี้ (Jack Ruby) ซึ่งถูกจำคุกและเสียชีวิตในคุกเมื่อวันที่ 3 มกราคม 1967

ในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ ยังมีความพยายามลอบสังหาร ปธน. ไม่สำเร็จอีก 11 ครั้ง

ย้อนกลับไปส่องมองเหตุลอบสังหารทรัมป์….

เมื่อทีมงานทุกฝ่ายตกลง “จุด” ปรากฏตัว วัน เวลา ของทรัมป์ในรัฐเพนซิลเวเนีย ทีมงานจะเริ่ม “วางจุด” การทำงาน ตรวจพื้นที่อย่างละเอียด ทิศทาง อาคารสูง แสงแดด จุดเสี่ยง ทางหนีฉุกเฉิน รถพยาบาล ซึ่งทุกคนทราบดี ผ่านการฝึกกันมาแล้วทั้งนั้น

“ทีมต่อต้านซุ่มยิง” หรือ counter sniper จะเข้าวางตัวตามแผน โดยมากจะเป็นที่สูง บนหลังคาตึก เพื่อการตรวจการณ์ จะใช้อาวุธยิงแม่นยำระยะไกล มีอุปกรณ์ไฮเทค

สถานการณ์วันนั้น ผู้คนต่างตั้งคำถามว่าทำไมฝ่ายต่อต้านซุ่มยิงของสหรัฐ ถึงไม่ลงมือก่อน ในขณะที่ห่างไปราว 130 เมตร มีชายต้องสงสัยพร้อมอาวุธไปหมอบอยู่ก่อน และมีคนร้องตะโกนแจ้งทีมต่อต้านสไนเปอร์แล้ว

นี่ก็เป็นประเด็นที่ “น่าเห็นใจ” เพราะเสี้ยววินาทีนั้น ถ้าเจ้าหน้าที่ลั่นไกออกไปก่อน ชายคนนี้ต้องตายแน่นอน แต่ทว่าต้องชัดเจนก่อน เขาเป็นใคร จะกลายเป็นทำเกินกว่าเหตุหรือไม่?

ผู้ถืออาวุธทั้งหลาย บนดิน บนฟ้า ในน้ำ ใต้น้ำ จะต้องมั่นใจ มีข้อมูลชัดเจนก่อนตัดสินใจ “ปลิดชีพ” ข้าศึก ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ขมขื่นหากสะเพร่าไปลงมือสังหารฝ่ายเดียวกัน หรือสังหารผู้บริสุทธิ์

วินาทีนั้น นายครูกส์ ลั่นไกหมายสังหารทรัมป์ก่อน ต่อมาอีกไม่กี่วินาทีทีมต่อต้านสไนเปอร์เลยมั่นใจและลั่นไกปลิดชีพนายครูกส์

ทีมที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยได้รับการฝึกฝนให้ทำงานเด็ดขาดแต่รอบคอบในช่วงวินาที

โชคดีที่ทรัมป์รอดตายอย่างหวุดหวิด ทุกสายตาจับจ้องไปที่ทีม รปภ. ซึ่งถ้าว่ากันตรงไปตรงมา ก็ต้องถือว่าทีมงานต่อต้านสไนเปอร์หละหลวมแบบไม่มีข้อแก้ตัว

หน่วยต่อต้านการซุ่มยิง (CS) ต้องทำหน้าที่ติดตามประธานาธิบดีสหรัฐไปทั่วโลก

แถมท้ายครับ…ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย.2555 ในสมัย นรม.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปธน.โอบามา และคณะเดินทางมาไทย ผู้เขียนก็ได้ประสบพบเจอทีมงานการ รปภ.ประธานาธิบดี แบบเป็นกองทัพ ตรวจเข้มไปทุกจุด ทุกมุม แม้กระทั่งใต้พรม แต่ก็ไม่ถึงกับเอา
“ทีมต่อต้านสไนเปอร์” มาวางจุด

เรื่อง รปภ.บุคคลสำคัญ…ประมาทไม่ได้นะครับ

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก