RCO: Organic Orchestra ผู้สร้างประสบการณ์มหรสพทางวิญญาณ โดยบวรพงศ์ ศุภโสภณ

19.02.17 | 22:26 น.

นิตยสารกราโมโฟน (Gramophone) แห่งประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นนิตยสารแนะนำ วิจารณ์แผ่นเสียงและให้ทั้งความรู้-ความเพลิดเพลินกับผู้รักดนตรีคลาสสิกทั่วโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1923 (พ.ศ.2466) ได้ทำการจัดอันดับวงออเคสตราชั้นนำทั่วโลก 20 อันดับเมื่อปี ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) โดยความเห็นของคณะกรรมการซึ่งเป็นนักวิจารณ์ดนตรีระดับนานาชาติ 11 คนจากทั้งอเมริกา ยุโรปและเอเซีย และประกาศผลที่สร้างข้อถกเถียงอันอื้ออึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า วงออเคสตราอันดับหนึ่งของโลกก็คือ “รอยัล คอนแชร์ตเกบาว ออร์เคสตรา” แห่งอัมสเตอร์ดัม (Royal Concertgebouw Orchestra Amsterdam) ซึ่ง ณ ที่นี้ขอเรียกชื่อย่อว่า “RCO” สำหรับความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยเชื่อและไม่สนับสนุนให้เกิดความเชื่อคล้อยตามความเห็นของบรรดาเซียนในวงการทั้งหลาย (ในทุกๆ วงการ) แม้กระทั่งคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “นักวิจารณ์ดนตรี” เองก็ตาม ของพรรคนี้ หูใครหูมัน ลิ้นใครก็ลิ้นมัน รสนิยมความชอบเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราควรจะได้มีโอกาสพิสูจน์ ลิ้มรส รู้สึกและตัดสินได้ในท้ายที่สุดด้วยตัวของเราเอง

เมื่อหลายเดือนก่อนสมัครพรรคพวกในวงการดนตรีชักชวนกันไปชมการแสดงคอนเสิร์ตของวง RCO ที่จะมาเปิดการแสดงเพียงรอบเดียวในวันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ.2560 ที่ “เอสพลานาด” (Esplanade) ศูนย์การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมอันเชิดหน้าชูตาของประเทศสิงคโปร์ แน่นอนที่สุดบัตรชมการแสดงต้องจองล่วงหน้ากันหลายเดือนทางอินเตอร์เน็ต โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าบทความนี้จะมาโอ้อวดความร่ำรวย บินลัดฟ้าไปดูคอนเสิร์ตในต่างประเทศแบบคนมีเงินเหลือกินเหลือใช้ มิใช่เลย และในทางตรงข้าม พวกเราชาวคณะล้วนเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องเก็บหอมรอมริบ หยอดกระปุกกันอย่างยากเย็น แต่ด้วยความศรัทธา (มันเลยขั้นความรักไปแล้ว) ในพลังแห่งเสียงดนตรีอันพิสุทธิ์ พวกเราจึงยอมทุบกระปุกไปชมการแสดงของวงออเคสตราที่ได้ชื่อว่าเป็น “วงอันดับหนึ่งของโลก” แห่งยุคปัจจุบัน คงเปรียบเทียบได้ไม่แตกต่างจากการใช้เงินเก็บเพื่อเดินทางไปจาริกแสวงบุญทางศาสนาของบรรดาศาสนิกชนที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นศรัทธา ซึ่งพวกเขาก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีเสียก่อนจึงจะเดินทางไปได้ คณะของพวกเราก็คงไม่แตกต่างกัน ความน่าทึ่งอันชวนประหลาดใจก็คือว่าในครั้งนี้ มีคนดนตรีรุ่นใหม่ๆ ที่จัดได้ว่าเป็นเยาวชนชาวไทยพากันเดินทางไปชมราว 30 คน แบบมิได้นัดหมายกันล่วงหน้า ต่างคนต่างจับกลุ่มย่อยๆ ไปกันเอง และไปทักทายกันด้วยความประหลาดใจหน้าโรงคอนเสิร์ต

การแสดงในครั้งนี้วง RCO มิได้นำเสนอบทเพลงบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีแบบคอนแชร์โต (Concerto)ใดๆ เลย ในการแสดงครึ่งแรกเป็นบทเพลงแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) สองเพลง ของคล็อด เดอบุซซี (Claude Debussy) ดุริยกวีชาวฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งต่อให้ใครที่ไม่โปรดปรานงานดนตรีแนวนี้มาก่อน เมื่อมาพบกับการบรรเลงของ RCO แล้ว ต้องยอมรับว่าเขาปราบรสนิยม ความชอบส่วนตัวเราได้แบบอยู่หมัด ด้วยความละเมียดละไมทางดนตรีแบบที่เราต้องแอบอุทานในใจว่าไม่เคยเจอะเคยเจอมาก่อน บทเพลง Prelude to the Afternoon of a Faun ที่สร้างมิติภาพลักษณ์ทางเสียงแห่งระยะใกล้ไกลที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกำหนดความดัง-เบาในสกอร์ดนตรี ซึ่งผ่านการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดมันจึงแปรเปลี่ยนสภาพจากความดัง-ค่อยในเสียงดนตรีให้กลายเป็นมิติความรู้สึก-ภาพลักษณ์ทางระยะใกล้ไกลได้อย่างน่าทึ่ง

บทเพลง La Mer (ท้องทะเล) ที่บรรเลงติดตามมาเป็นเพลงที่สองนั้น อธิบายเราในความรู้สึกและสัมผัสได้ดีว่า แนวคิดทางศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ในทางจิตรกรรมที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นบรรยากาศและผลกระทบจากความรู้สึกทางบรรยากาศเหล่านั้น เมื่อต้องการจะเปลี่ยนผ่านจากสัมผัสทางจักษุประสาทของภาพเขียนมาสู่สัมผัสทางโสตประสาทแห่งเสียงดนตรีนั้นมันควรจะเปล่งเสียงออกมาได้อย่างไร ในที่นี้คงต้องบรรยายถึงลักษณะความประณีตทางเสียงของวง RCO ให้มากสักนิด ซึ่งหากจะเปรียบความแล้วคงกล่าวได้ว่า RCO พิถีพิถันกับเรื่องความงามของเสียงอย่างถึงที่สุด ในที่นี้ผมขอเปรียบเทียบกับเนื้อสัมผัสของผลไม้หรือเนื้อของอาหารชั้นยอดที่ถูกปอกเปลือก ชำแหละ ตัดแต่งเอาส่วนที่ช้ำ หรือไม่สมบูรณ์ทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง แล้วตัดเอาแต่แก่นในของเนื้ออาหารนั้นออกมาปรุงรับประทาน ไม่มีเปลือก ไม่มีสากเสี้ยน ไม่มีร่องรอยบอบช้ำ นั่นแหละคือ “เนื้อเสียง” ที่ศิลปินวง RCO ทั้งวงพร้อมใจกันคัดสรรออกมาจากเครื่องดนตรีของพวกเขาสู่โสตประสาทของพวกเรา มันจึงคู่ควรแก่คำว่า “เสียงดนตรีอันพิสุทธิ์” อย่างแท้จริง

ผมคงบกพร่องในบทความนี้ที่เพิ่งจะมาบอกเอาในตอนนี้ว่าวาทยกรผู้กำกับวง RCO ในครั้งนี้ ก็คือวาทยกรชาวอิตาเลียนนามว่า “ดานีเล กัตติ” (Daniele Gatti) เหตุก็เพราะผมแอบปักใจเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า ความเป็นเลิศและความพิสุทธิ์ของวง RCO นี้เป็นขนบจารีตที่ทั้งแน่นแฟ้นและยาวนานถ่ายทอดผ่านศิลปินดนตรีในวงแบบรุ่นสู่รุ่น ผ่านมาหลายชั่วอายุคน พวกเขาจึงกลายเป็นวงออเคสตราซึ่งกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแบบที่เราอาจเรียกได้ว่า “ชีวะดุริยางค์” (Organic Orchestra) นั่นคือวงออเคสตราที่มีวิธีการบรรเลงเสมือนการทำงานร่วมกันของอวัยวะส่วนต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ดำเนินองคาพยพของมันไปอย่างลื่นไหลสอดคล้องกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องรอคอยฟังคำสั่งจากใครทั้งสิ้น (หายใจได้แล้วนะ, หิวได้แล้ว, อิ่มได้แล้ว…..ฯลฯ) แน่นอนที่สุดพวกเขาต้องเลือกวาทยกรที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลกอยู่แล้ว และดานีเล กัตติ ก็คือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย และภายใน “แวดวงใน” ก็มักจะเป็นที่รู้ๆ ว่าวงระดับชีวะดุริยางค์ที่ว่านี้ วาทยกรจะเข้าไปทำอะไรได้ไม่มากนัก

Advertisement

การบรรเลง ซิมโฟนีหมายเลข 4 (Romantic) ของ อันโตน บรูคเนอร์ (Anton Bruckner) ปิดท้ายรายการดูจะตอกย้ำเรื่องความสำเร็จที่สั่งสมมายาวนานหลายชั่วอายุคนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมเองเคยฟังซิมโฟนีหมายเลข 8 ของบรูคเนอร์ที่บรรเลงโดย วงไลพ์ซิก เกอวันด์เฮาส์ (Leipzig Gewandhaus Orchestra) ภายใต้การอำนวยเพลงโดย Riccardo Chailly และซิมโฟนีหมายเลข 7 ของบรูคเนอร์นี้ที่บรรเลงโดยวง Staatskapelle Berlin ภายใต้การอำนวยเพลงโดย ดาเนียล บาเรนบอย์ม (Daniel Barenboim) มาแล้ว (ที่กรุงเบอร์ลิน) เขาเป็นวาทยกรอาวุโสแห่งยุคปัจจุบันที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รอบรู้ เชี่ยวชาญและเทิดทูนงานซิมโฟนีของบรูคเนอร์เป็นอย่างมาก มันเป็นประสบการณ์ที่จดจำได้อย่างไม่มีวันลืมเลือนแน่นอน แต่ทว่าเมื่อมาถึงครั้งนี้ RCO ได้สร้างหมุดหมายแห่งประสบการณ์ทางดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์ครั้งใหม่ มันเป็นการเปิดจินตนาการทางดนตรีของบรูคเนอร์ไปได้ไกลกว่าอย่างที่ไม่คาดคิด เริ่มแต่การจัดวงดนตรีที่ขนาดเล็กลงมาแบบไม่น่าเชื่อ ซึ่งโดยปกติเราจะรับรู้กันว่าซิมโฟนีของบรูคเนอร์จะต้องใช้วงดนตรีที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ แต่ RCO กลับเลือกใช้วงดนตรีที่ไม่ถึงกับมากมายขนาดนั้น ที่สำคัญเป็นวงที่ขนาดเล็กกว่าบทเพลงของเดอบุซซีในครึ่งแรกด้วยซ้ำไป นี่คือสัญญาณบ่งบอกแรกเริ่มได้ว่า พวกเขามีมุมมองเกี่ยวกับซิมโฟนีของบรูคเนอร์ที่ไม่เหมือนวงอื่นๆ

เรื่องความพิถีพิถันในความงามของเสียง ยังคงเป็นประเด็นที่เราจะต้องกล่าวถึงต่อไป โดยเฉพาะเรื่องคำว่า “อองซอมเบลอ” (Ensemble) อันหมายถึงการบรรเลงที่มีการผสานเนื้อเสียงดนตรีในทุกหมวดหมู่ให้เข้าสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น เคยมีเรื่องที่เล่าสู่กันมานานว่า เวียนนาฟิลฮาร์โมนิกออเคสตรา (VPO) เป็นวงที่นักดนตรีในหมวดเครื่องสายล้วนมาจากโรงเรียน-สำนักเดียวกันพวกเขาจึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นอย่างดีเยี่ยม ผมคิดว่าถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว RCO ก็แทบจะประกาศได้ว่า พวกเขาล้วนเป็นพี่น้องท้องเดียวกันทางดนตรีทั้งวง ซึ่งถือกำเนิดมาจากพ่อ-แม่ (ทางดนตรี) คนเดียวกัน ในบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 4 ของบรูคเนอร์นี้ เรื่องอองซอมเบลอ ของ RCO ทำให้เรานึกภาพไปถึงเรื่อง โมเลกุลของหยดน้ำที่หยดอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วต่างก็ดึงดูดเข้าหากันราวประจุแม่เหล็ก นักดนตรีแต่ละคนในวงเสมือนหยดน้ำแต่ละหยด ในยามที่พวกเขาบรรเลงนั้นเราสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของแต่ละคนได้วิ่งเข้าหากันผสมผสานเป็นมวลเสียงเดียวกันประดุจโมเลกุลของหยดน้ำที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งมันเป็นการบ่งบอกนัยในทางอ้อมๆ ว่า การเป็นนักดนตรที่ดีนั้นนอกจากจะมีเทคนิคความเป็นเลิศทางการบรรเลงดนตรีแล้วยังไม่พอ ความสามารถทางหูของนักดนตรียังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งไม่แพ้ฝีมือทางดนตรี และความสามารถทางหูที่ว่านี้มิใช่เพียงแค่เป็นการฟังระดับเสียงอย่างแม่นยำว่าเพี้ยน หรือไม่เพี้ยน หากแต่หมายถึงความสามารถอันเป็นเลิศในการรู้จักปรับเสียงของตนเองให้ลื่นไหลเข้าหาและผสมผสานกับเสียงของเพื่อนๆ ในวงได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยอัตโนมัติ นี่เป็นสิ่งที่ยากเย็นและท้าทายไม่แพ้เทคนิคความสามารถทางการบรรเลงดนตรีเลย

RCO ยังแสดงให้เห็นว่ามุมมองแนวคิดของวงหลายวงที่พยายามทำให้ซิมโฟนีของบรูคเนอร์เป็นงานดนตรีที่พองโต ยิ่งใหญ่อลังการ แสดงพลังอำนาจทางเสียงดนตรีอย่างดังกึกก้องชวนขนลุกขนพองนั้น ไม่ใช่มุมมองของพวกเขาอย่างแน่นอน เพราะเขาปรับดึงเอามิติทางศาสนาในซิมโฟนีของบรูคเนอร์ออกมาแสดงได้อย่างแจ่มชัด ความพิถีพิถันในน้ำเสียงอันนิ่มนวลที่บรรจงเปล่งออกมาจากทุกๆ พยางค์ ทุกๆ เครื่องดนตรีสามารถรักษาความละเมียดละไมไว้ได้ในทุกๆ เฉดของระดับความดัง (Dynamic) จากเบาที่สุดไปจนถึงดังที่สุด ราวกับว่าความดังของเสียงมิได้เปลี่ยนระดับความเข้มข้น การบรรเลงที่ดำรงความสุขุม ปฏิบัติต่อดนตรีของบรูคเนอร์อย่างไม่ให้บอบช้ำ แม้ดนตรีจะต้องดังกึกก้องขึ้นเต็มที่ทั้งวง ทำให้ตัวงานแสดงมิติทางศาสนาออกมาได้อย่างประจักษ์ชัด (เราต้องไม่ลืมว่าบรูคเนอร์เป็นศาสนิกชนที่เคร่งครัดยึดมั่นศรัทธาในศาสนาเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับ J.S. Bach) เป็นครั้งแรกที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าซิมโฟนีของบรูคเนอร์เป็นงานดนตรีที่สร้างความสงบ สง่างามและก่อเกิดปีติอันลึกซึ้งให้กับจิตใจเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ มิได้แสดงพลังอำนาจความพองโตชวนขนลุกขนพองแบบที่เคยรับรู้มาอย่างยาวนาน นักดนตรีวง RCO มิได้เพียงแค่ควบคุมชีพจรการบรรเลงดนตรีของพวกเขาให้อยู่ภายในกรอบแห่งความพอเหมาะ-พอดี หากแต่ดนตรีของพวกเขายังได้มากำกับชีพจรความรู้สึกของผู้ฟังไปในตัวอย่างอัตโนมัติ โดยไม่ให้พวกเราตื่นเต้นไปกับความยิ่งใหญ่ของเสียงดนตรีไปจนเกินเหตุ ราวกับจะบอกเราว่าความดังอย่างถึงที่สุดในซิมโฟนีของบรูคเนอร์นั้นเราไม่ควรจะตื่นเต้นหรือตื่นตระหนก เพราะมันคือความเต็มเปี่ยมในความปีติของจิตอันผุดผ่อง จากการได้สักการะหรือสัมผัสกับมิติอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าในบางมิติ และเมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งนักดนตรีและผู้ฟังก็ควรจะก้าวให้พ้นจากความตื่นเต้นอันเป็นมายาคติชั้นภายนอก แล้วก้าวผ่านสู่ความปีติ งดงามและผุดผ่องภายในดวงจิตนั้น

สิ้นสุดการบรรเลงซิมโฟนีบทนี้แล้ว ความรู้สึกก็คือราวกับว่าเรามิได้ฟังดนตรีซิมโฟนีธรรมดาๆ หากแต่เราเพิ่งจะผ่านพิธีมิสซา (Missa) อันศักดิ์สิทธิ์ นี่ไม่ใช่เป็นเพียงบทเพลงซิมโฟนีหากแต่เป็นบทสวดแมส (Mass) ที่ปราศจากคำร้อง (Mass without Words) ที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้เสียงดนตรีล้วนๆ แบบที่เรียกว่าดนตรีบริสุทธิ์ (Absolute Music) เพื่อนำพาดวงจิตของผู้ฟังให้ล่องลอยขึ้นไปสัมผัสกับ “เบื้องบน” ในบางมิติ ด้วยวิถีแห่งเสียงดนตรี

ท่านพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลาราม ได้เคยกล่าวถึงแนวคิดเรื่อง “มหรสพทางวิญญาณ” เอาไว้ว่า

“……การทำให้ได้รับความเพลิดเพลินในทางธรรมะ จะเป็นสถานที่ไหน โดยวิธีใด ก็เรียกว่าเป็นการบันเทิงในทางธรรม เป็นมหรสพทางวิญญาณได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเราพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า มันยังมีผลมากไปกว่านั้นอีก คือไม่ใช่เพียงแค่บันเทิงเฉยๆ แต่มันเป็นไปเพื่อความก้าวหน้าในทางจิตใจ ให้สูงขึ้นไปตามทางธรรม เพื่อประโยชน์แก่จริยธรรม……”

การที่ผมหยิบยกคำสอนของท่านพุทธทาสขึ้นมาปิดท้ายบทความนี้เป็นความตั้งใจที่คิดว่า ประสบการณ์ในการฟังซิมโฟนีหมายเลข 4 ของบรูคเนอร์ โดยวง RCO ในครั้งนี้ช่างไม่ห่างไกลจากแนวคิด “มหรสพทางวิญญาณ” ของท่านพุทธทาสเลย หากเราเปิดใจให้กว้างเข้าสู่แนวคิด “ศาสนาสากล” หรือ “จิตแห่งศาสนา” (ตามหลักการของท่านกฤษณะ มูรติ) แล้ว การบรรเลงของ RCO ในครั้งนี้ก็แทบจะเป็นการปฏิบัติศาสนพิธี หอแสดงดนตรีเอสพลานาดที่สิงคโปร์ก็ถูกปรับให้กลายเป็นศาสนสถานชั่วคราว บรรดาผู้ชมก็คล้ายศาสนิกชนที่เข้าร่วมศาสนพิธีนี้ ที่ก่อให้เกิดความปีติสุขอันจะนำไปสู่ความสงบแห่งดวงจิตในขั้นต่อไป
ผมขอจบบทความในครั้งนี้ด้วยท่วงทำนองใจความแบบนี้ ใครอ่านแล้วจะกล่าวหาว่าผมไปไกลจนฟุ้งซ่านเกินเลยก็ยอม เพราะแนวคิดเรื่อง จริยศาสตร์อันว่าด้วย “ความดี-ความจริง-ความงาม” หรือความงามในอุดมคติจนมองไม่เห็นหรือความงามในโลกของแบบจนพรรณนาไม่ถูกนั้น ก็เป็นเรื่องที่มนุษย์เฝ้าขบคิดกันมานานนับพันปีแล้ว