หน้าแรก คอลัมนิสต์ การศึกษาสู่สั...

การศึกษาสู่สันติภาพและความยุติธรรม

22.07.24 | 14:00 น.

การศึกษาสู่สันติภาพและความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 รัฐสภามีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติด้วยคะแนนเห็นด้วย 435 เสียง ไม่เห็นด้วย 30 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง โดยพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยเพราะถือว่าเนื้อหาของ พ.ร.บ. เป็นการรวมศูนย์ และแสดงถึงการไม่ไว้ใจครู โดยอ้างเหตุผลว่า ร่าง พ.ร.บ. ไม่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ครูผู้สอนไม่มีสิทธิเสรีภาพในทางวิชาการ การจัดระบบการเรียนการสอนไม่ยืดหยุ่น นอกจากจะไม่เปิดกว้างแล้ว ยังกลายเป็นโซ่ตรวนที่ให้ขยับได้เพียงเท่าที่ผู้มีอำนาจต้องการเท่านั้น ไม่มีการกระจายอำนาจ รวมอำนาจการตีความอยู่ที่คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566 รัฐสภาชุดเดียวกันได้ลงมติคว่ำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ด้วยคะแนนเห็นด้วย 46 เสียง ไม่เห็นด้วย 289 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง เป็นอันว่าต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ จะเรียกว่ายังเคว้งคว้างกันอยู่ก็ว่าได้

รัฐธรรมนูญปี 2560 บัญญัติเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไว้ในมาตรา 258 จ. พร้อมทั้งกำชับไว้ในมาตรา 261 ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เสนอคณะรัฐมนตรี ไม่แน่ใจว่าการตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ตามมาตรา 258 จ. (2) เป็นผลงานของคณะกรรมการชุดนี้ใช่หรือไม่ แต่ที่ใช่คือการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่ไม่ปรากฏชัดว่าคณะกรรมการได้เสนอร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ที่ยังค้างคาอยู่จนบัดนี้หรือไม่ เป็นอันว่ามีการปฏิรูปการศึกษาอย่างน้อยสองเรื่องคือการจัดตั้ง กสศ. และ อว.

อันที่จริง เรื่องหลัก ๆ ที่อยากเห็นการปฏิรูปนั้น ส่วนหนึ่งก็เขียนไว้ในมาตรา 258 จ. เช่น คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบอาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู … ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัด นี่เป็นตัวอย่างของเป้าหมาย หรือผลที่หวังจะได้รับจากการปฏิรูป ส่วนความทุกข์หรือปัญหาการศึกษามีมากมาย อาทิ ผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ดังจะเห็นได้จากระดับคะแนนเฉลี่ย O-NET ที่ต่ำกว่าร้อยละ 50 หรือระดับคะแนนเฉลี่ย PISA เช่นในปี 2561 นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านการอ่าน 393 คะแนน คณิตศาสตร์ 419 คะแนน วิทยาศาสตร์ 426 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ PISA ของประเทศ OECD ในทุกด้าน

อีกประการหนึ่ง มีความเหลื่อมล้ำในระดับสติปัญญา (IQ) ระหว่างเด็กนักเรียนที่อยู่ห่างไกลกับที่อยู่ใกล้ปืนเที่ยง เช่น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความก้าวหน้าด้านการศึกษาน้อยที่สุดอยู่ในจังหวัดติดชายแดน คือ นราธิวาส ปัตตานี แม่ฮ่องสอน หนองบัวลำภู และตาก ส่วนที่มีความก้าวหน้าด้านการศึกษามากที่สุดอยู่ใน กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นนทบุรี นครปฐม และภูเก็ต
จากการสืบค้นในอินเตอร์เน็ต พบว่ามีข้อเสนอแนะว่าควรทำอะไรเพื่อให้การศึกษาของเราดีขึ้นกว่านี้ เช่น

Advertisement

– การลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างพื้นที่ โดยปรับระบบบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน พัฒนาระบบประเมินคุณภาพสถานศึกษาที่ยึดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นหลัก รวมทั้งให้การช่วยเหลืออุดหนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าเรียนต่อระดับมัธยมปลายและอาชีวศึกษา

– เนื่องจากในอนาคต ความรู้จะมีอายุสั้นลง เปลี่ยนไว ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ การจัดการศึกษาจึงต้องสร้างทักษะให้ผู้เรียนมีทั้งความรู้พื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ทัศนคติ/อุปนิสัย (เช่น การใฝ่หาความรู้ ความอดทน ความรับผิดชอบ) และทั้งทักษะในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นนวัตกร ความคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะสื่อสารและทำงานเป็นทีม

– สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ สันติศึกษา ความเป็นพลเมืองโลก เป็นต้น

– การใช้ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการบริหารจัดการของโรงเรียนและหน่วยงานในพื้นที่มากขึ้น (ไม่ใช่เพียงแค่ฐานข้อมูลที่ใช้บันทึกและรายงานผลไปยังหน่วยงานส่วนกลางเท่านั้น) รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เช่น ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ผู้บริหาร สถานศึกษา หน่วยงานส่วนกลาง ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ฯลฯ สามารถใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูลและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาได้

นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2567 มีจุดมุ่งหมาย คือ “ให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คำนึงถึงชาติ ศาสนา ศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม กีฬา ความปลอดภัย ความมีโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษามีสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่” โดยเน้นทั้งหมด 7 ข้อ ดังนี้

– สร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

– พัฒนาระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษาที่เน้นสมรรถนะและผลลัพธ์ที่ตัวผู้เรียน

– สร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย

– พัฒนาทักษะอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

– สนับสนุนวิชาชีพครู บุคลากรทางการศึกษา

– พัฒนาระบบราชการและการบริการภาครัฐยุคดิจิทัล

– ขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษาและแผนการศึกษาแห่งชาติ
นโยบายเหล่านี้ใครจะกล้าว่าไม่ดี หมายความว่า เราพอรู้ว่าควรทำอะไร แต่ที่ยากคือทำอย่างไร ทำอย่างไรให้เกิดผลจริง ๆ สักที กระนั้น ควรเลิกการรวมศูนย์ที่ตัวครู ควรเลิกการรวมศูนย์ที่กรมกองของราชการ และการพยายามเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมผู้ใหญ่-ผู้น้อยในสังคมไทย เป็นต้น

การปฏิรูปการศึกษาเป็นหัวข้อที่ใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่ผมจะทำความเข้าใจได้ในบทความสั้น ๆ เท่าที่เกริ่นนำมาถึงตอนนี้ ก็เพื่อชวนให้มองภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเอาชนะแรงเฉื่อยมหาศาลของระบบที่มีอุบายนานาในการต้านทานการเปลี่ยนแปลง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงประเด็นย่อยเพียงสองประเด็น ซึ่งอ่านพบในหนังสือของคุณอวยพร เขื่อนแก้ว ชื่อ “ห้องเรียนเปลี่ยนวัฒนธรรม: ถอนรากถอนโคนการศึกษาแบบอำนาจนิยม # ให้มันจบที่รุ่นเรา”

ในคำนำของหนังสือดังกล่าว คุณอวยพรเสนอให้ใช้วัฒนธรรมอำนาจร่วม ไม่เฉพาะระหว่างครูกับนักเรียนเท่านั้น แต่ในทุกพื้นที่ของชีวิต ตั้งแต่เรื่องเพศ การทำงานเป็นทีม การนำร่วม การรับมือกับความขัดแย้งและความเห็นต่าง การชื่นชมความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์อื่น ๆ

ในขณะที่ไปช่วยดูแลงานของอาศรมวงศ์สนิท ซึ่งเป็นชุมชนทางเลือก คุณอวยพรได้เข้ารับการอบรมกับอาจารย์จอร์จ เลกี้ ที่เป็นชาวเควกเกอร์จากสหรัฐอเมริกา และได้รับถ่ายทอดทฤษฎีสามเรื่องมาหลอมรวมกันคือ การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ การศึกษาผ่านประสบการณ์ และการศึกษาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียน คุณอวยพรมีความประทับใจ จึงได้ทำงานร่วมกับอาจารย์เลกี้ในอีกหลายปีหลังจากนั้น และได้อุทิศชีวิตให้มีส่วนสร้างความเป็นธรรมในสังคมผ่านการฝึกอบรม รวมทั้งเผยแพร่แนวคิดสตรีนิยมฐานจิตวิญญาณ โดยเข้าร่วมกับศูนย์ผู้หญิงเพื่อสันติภาพและความเป็นธรรม สำหรับประเด็นย่อยสองประเด็นที่จะกล่าวต่อไป จึงได้เลือกเรื่องการศึกษาแนวสตรีนิยม และการศึกษาฐานจิตวิญญาณมานำเสนอโดยสังเขปในที่นี้

คุณอวยพรปฏิเสธการใช้อำนาจเหนือที่เป็นแบบบนลงล่าง มีลำดับชั้นในสังคม ฯลฯ โดยเสนอให้ใช้อำนาจร่วม ร่วมระหว่างครูกับนักเรียนที่ครูมีบทบาทสร้างบรรยากาศ/กระตุ้นการเรียนรู้ มากกว่าครูรู้แล้วบอกให้นักเรียนตาม นอกจากนี้ สังคมส่วนใหญ่ยังเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (patriarchy) การเรียนรู้ที่ดีพึงเกิดขึ้นในสังคมที่เป็นธรรม และเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม แต่วัฒนธรรมที่ชายเป็นใหญ่ เป็นการกดขี่ ที่อาจจะต่างไปจากที่นักการศึกษาอย่าง เปาโล เฟรเร กล่าวไว้ เพราะไม่ใช่การขูดรีดทางชนชั้น หากเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่หลายคนถือว่าเป็นปกติ เป็นธรรมดาที่ผู้ชายจะเป็นใหญ่ในกิจการที่สำคัญต่าง ๆ บางทีโดยอ้างว่าเพื่อปกป้องหญิงจากการหลงใหลได้ปลื้มในสิ่งผิด ๆ เช่น ชมชอบอรรถรสทางเพศจนทำผิดประเวณี

สภายุโรปได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีและความรุนแรงในครอบครัว รัฐสมาชิกของสหภาพยุโรปทุกรัฐได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว 21 รัฐ การให้สัตยาบันหมายถึงการออกกฎหมายภายในรัฐสมาชิกนั้น ๆ เพื่ออนุวัติตามอนุสัญญา บทบัญญัติหนึ่งในอนุสัญญาห้ามการตัดบางส่วนของอวัยวะเพศหญิงออก (Female Genital Mutilation FGM) โดยถือว่า FGM เป็นอาชญากรรม ที่ต้องบัญญัติเช่นนี้ เพราะในบรรดาผู้อพยพมาอยู่ในยุโรป ยังมีการทำ FGM อยู่ และผู้ที่ทำถือว่าถูกต้องตามวัฒนธรรม/ประเพณีของตน โดยอ้างว่า “ทั้งหญิงและชาย” ต่างเห็นด้วยกับประเพณีนี้

เมื่อปี 2558 รัฐสภาประเทศแกมเบียได้ออกกฎหมายห้ามการทำ FGM แต่เวลาคล้อยไป 9 ปี มี ส.ส. เสนอร่างกฎหมายให้ยกเลิกการห้ามดังกล่าวด้วยเหตุผลว่า การทำ FGM เป็นเอกสิทธิ์ทางวัฒนธรรมและทางศาสนา และเป็นการกระทำที่แพร่หลายและหยั่งรากลึก การห้ามจึงไม่มีผลแต่ประการใด ในการลงคะแนนวาระแรก มี ส.ส. เห็นชอบให้ยกเลิกการห้าม 48 เสียง ไม่เห็นชอบ 5 เสียง อย่างไรดี นักสตรีนิยมไม่ย่นระย่อ ได้ระดมแพทย์ ผู้ที่ถูกทำ FGM ผู้นำศาสนา ฯลฯ มาเป็นพยานต่อคณะกรรมาธิการที่พิจารณาในวาระสอง สุดท้ายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นี้เอง ร่างกฎหมายให้ยกเลิกการห้ามทำ FGM เป็นอันตกไปด้วยคะแนน 35 ต่อ 17 นับเป็นตัวอย่างชัยชนะในการต่อสู้กับวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ตัวอย่างหนึ่ง

คุณอวยพรได้บรรยายกรอบเพศวิถีของผู้ชายดังนี้ “ผู้ชายต้องรักและแต่งงานกับผู้หญิง ผู้ชายสามารถแสดงออกและพูดคุยเรื่องเพศได้โดยไม่ต้องอายหรือเกรงใจผู้อื่น ผู้ชายควรแสวงหาและมีประสบการณ์เรื่องเพศได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะที่ผ่านการสอนและแนะนำจากเพื่อนฝูงและรุ่นพี่ ขนาดของอวัยวะเพศที่ใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของความภูมิใจในความเป็นชาย … ผู้ชายต้องเก่งเรื่องเพศ ต้องเป็นฝ่ายจีบและเข้าหาผู้หญิงก่อน ภรรยาหรือคู่รักมีหน้าที่ต้องตอบสนองความต้องการทางเพศของผู้ชาย เมื่อผู้ชายมีความต้องการทางเพศแล้ว ต้องได้รับการตอบสนองหรือปลดปล่อย แม้จะต้องใช้การบังคับ การซื้อ หรือใช้ความรุนแรงก็ตาม”

กรอบเพศวิถีของผู้หญิงเปรียบต่างกับของผู้ชาย ซึ่งคุณอวยพรได้บรรยายไว้ดังนี้ “ผู้หญิงต้องรักและแต่งงานกับผู้ชาย ต้องรักนวลสงวนตัว อวัยวะเพศของผู้หญิงและประจำเดือนเป็นของน่าอาย สกปรกและต้องปกปิด ผู้หญิงดีต้องเดียงสาและบริสุทธิ์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วควรตอบสนองความต้องการทางเพศของสามีหรือคู่รัก ผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียหายหากมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานหรือฝ่ายชายไม่ยอมรับความสัมพันธ์นั้นอย่างเป็นทางการ ผู้หญิงแต่งงานแล้วควรมีลูก ผู้หญิงที่เลือกอยู่เป็นโสดจะถูกตั้งคำถามและถูกตัดสินในทางลบ ผู้หญิงที่แสดงออกเรื่องเพศหรือมีคู่รักหลายคนคือผู้หญิงไม่ดี”

คุณอวยพรจึงเสนอให้มีการเรียนการสอนเรื่องเพศและเพศสัมพันธ์ทั้งในหลักสูตรของโรงเรียนและนอกโรงเรียน ซึ่งเธอได้แสดงเป็นตัวอย่างในการจัดอบรมของเธอเอง

นอกจากนี้ คุณอวยพรยังเสนอว่า เป้าหมายของการศึกษาคือ การรู้จักตนเอง การรู้ตัว/รักตัวเอง และการรู้จักสังคม ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สันติภาพและความยุติธรรม

การรู้จักตัวเองอาจเริ่มจากการเข้าใจว่า วัฒนธรรมหลักคือวัฒนธรรมควบคุมครอบงำ แบบชายเป็นใหญ่ หล่อหลอมให้ทุกคนใช้อำนาจเหนือ (power over) เหยียดเพศ กลัวหรือรังเกียจคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศ การศึกษาควรชวนให้ตั้งคำถามว่า การใช้อำนาจส่งผลให้เกิดปัญหาแก่ตัวเรา คนรอบข้าง (ครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ) ชุมชน และสังคมอย่างไรบ้าง และตั้งคำถามว่า เราจะรู้จักตนเอง สามารถรื้อถอนความเชื่อและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้หลุดพ้นจากวัฒนธรรมควบคุมครอบงำได้อย่างไร

การรู้ตัวหมายถึงการพัฒนาจิตวิญญาณเพื่อการเปลี่ยนแปลง ศูนย์ผู้หญิงเพื่อสันติภาพและความเป็นธรรมอธิบายการทำงานของจิตและแนวทางการพัฒนาจิตวิญญาณด้วยแนวคิดเรื่องท้องฟ้าและก้อนเมฆ สภาวะจิตเป็นเหมือนท้องฟ้าใสไร้ก้อนเมฆ สภาวะจิตนี้มีชื่อเรียกว่า จิตเดิมแท้ โพธิจิต จิตที่ตื่นรู้ พุทธภาวะ ฯลฯ เป็นสภาวะการรู้ตัว ความเย็น ความสงบ ความว่างในใจ ช่วยให้เราได้สัมผัสการรู้แจ้ง นั่นคือการรู้ถึงความไม่เที่ยง ความไม่มีตัวตนถาวรแปลกแยกจากสิ่งอื่น ๆ และการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของสรรพสิ่ง ส่วนก้อนเมฆนั้นคือความคิด ความทรงจำ การคาดการณ์ ความคาดหวัง จินตนาการ ความฟุ้งซ่าน หรือความคิดทั่วไปที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือความรู้สึกที่เกิดจากความคิดในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก้อนเมฆเป็นได้ทั้งเรื่องทุกข์และสุข

แต่ก้อนเมฆไม่ใช่ท้องฟ้า เป็นแค่ส่วนหนึ่งของท้องฟ้าที่มาแล้วก็ไป การตระหนักรู้เช่นนี้ทำให้เราไม่ยึดติดกับก้อนเมฆ หากจัดการกับก้อนเมฆด้วยปัญญาและเมตตา ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะยึดติดกับก้อนเมฆว่าเป็นตัวฉัน เป็นของฉัน เมื่อไม่ยึดก้อนเมฆ ชีวิตก็ทุกข์น้อยลง ในชีวิตประจำวัน เราตอบสนองต่อปัญหาที่รุมเร้าได้หลายแบบ เช่น วิ่งหนี ปฏิเสธ สวนกลับด้วยความโกรธ สั่งสอน ตักบท หรือเข้าไปควบคุมสถานการณ์ แต่เลือกวิธีใดจึงจะลดความทุกข์

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่ากำลังจมจ่อมกับก้อนเมฆ ให้เรากลับมาหาท้องฟ้าหรือจิตเดิมแท้ กลับมารับรู้ลมหายใจ หรือรู้การเคลื่อนไหวของกาย ปล่อยวางการยึดติดกับก้อนเมฆ หากเราสามารถอยู่กับท้องฟ้าใสได้มากเท่าไร ใจก็จะโปร่ง โล่ง สด มากขึ้นเท่านั้น การพัฒนาจิตวิญญาณสามารถกระทำได้โดยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การปลูกต้นไม้ เลี้ยงลูก ทำอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ทำงานศิลปะ ทำสวน ฝึกโยคะ ฝึกการฟังคนอื่นอย่างลึกซึ้ง ทำงานเพื่อสังคม ฯลฯ นั่นคือ ทำกิจกรรมใด ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างตื่นรู้และมีจริยธรรม

การทำงานเพื่อสังคมอาจทำให้เราติดกับดักของความโกรธ ความเกลียด ความคิดแบ่งแยกเขาและเรา ดีและชั่ว แบ่งแยกคนที่กระทำผิดกับคนที่ถูกกระทำ ฯลฯ แต่ถึงกระนั้น เราควรฝึกโพธิจิต เพื่อลดทอนกับดักดังกล่าว เพราะตัวเราเองก็ยังมีมิจฉาทิฐิ ยังเบียดเบียนตนเองและคนอื่นอยู่ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เรายังต้องขัดเกลาจิตใจไม่ให้หลงตัวตน ยึดติดในความดีในความคิดเห็นของเรา บ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ

กล่าวในแง่การศึกษา คุณอวยพรเสนอให้จัดการเรียนรู้ผ่านห้าฐานคือ ฐานหัว ฐานมือ ฐานใจ ฐานกาย รวมถึงฐานจิตวิญญาณ โดยเฉพาะฐานจิตวิญญาณที่จะต้องส่งเสริมอีกมาก และการศึกษาพึงช่วยปลดปล่อยเราจากวัฒนธรรมครอบงำควบคุม สู่วัฒนธรรมการเคารพซึ่งกันและกันในท่ามกลางความแตกต่างและหลากหลาย ไม่พยายามกลมกลืนผู้อื่นเข้าสู่วัฒนธรรมหลักของตน หากเป็นเช่นนี้ การศึกษาจึงจะนำไปสู่สันติภาพและความยุติธรรม

โคทม อารียา