การเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ในวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2567 นี้ ทางฝ่ายพรรครีพับลิกันได้ตัวแทนของพรรคอย่างเป็นทางการแล้ว คือ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อายุ 78 ปี เข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี กับ นายเจมส์ เดวิด แวนซ์ วุฒิสมาชิกสมัยแรกวัย 39 ปี จากมลรัฐโอไฮโอเข้าชิงชัยในตำแหน่งรองประธานาธิบดีหลังจากที่ทรัมป์ถูกลอบสังหารเพียงไม่กี่วัน ส่วนทางพรรคเดโมแครตจะมีการประชุมใหญ่เพื่อคัดเลือกตัวแทนของพรรคเพื่อลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี ณ เมืองชิคาโกในระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน วัย 81 ปี เพิ่งยอมถอนตัวจากการเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว แม้ว่าเขาจะได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งต้นภายในพรรคมาเรียบร้อยแล้วก็ตาม เนื่องจากถูกกดดันจากผู้ทรงอิทธิพลของพรรคเดโมแครตทั้งหลายเนื่องจากปัญหาสุขภาพ โดยสนับสนุนรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส อายุ 59 ปี ให้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้
กระแสต่อต้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน เริ่มแสดงออกมาอย่างชัดเจน หลังการประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ครั้งแรกสิ้นสุดลงเพราะว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อภิปรายด้วยน้ำเสียงชัดเจนเต็มไปด้วยความมั่นใจดูเข้มแข็งถึงแม้ว่าข้อมูลจะเป็นเท็จอยู่มากมาย และการโกหกของทรัมป์ก็เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปแบบว่าโกหกแบบมั่นใจแสดงความฟิตทั้งสุขภาพกายและใจที่พร้อมจะทำงานหนักในตำแหน่งประธานาธิบดีได้อย่างสบาย ซึ่งตรงข้ามกับประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่พูดตะกุกตะกัก ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า และยังตอบคำถามอย่างวกวนเป็นบางครั้ง แสดงความหลงๆ ลืมๆ แบบว่าแสดงความอ่อนแอของความเฒ่าชราอย่างเห็นได้ชัด จนกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่ทรงอิทธิพลของฝ่ายเสรีนิยมในสหรัฐอเมริกา บอกว่าไบเดนในปัจจุบันนั้นเป็นเพียง “เงา” ของตัวตนในอดีต และเขาควรจะวางมือทางการเมืองได้แล้ว ซึ่งต่อมากองบรรณาธิการของสื่อหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับแทบทุกท้องที่ในสหรัฐอเมริกาก็ออกมาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนออกจากการเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ไม่ใช่เพราะโจ ไบเดนเป็นคนไม่ดี แต่สังขารของโจ ไบเดนไปไม่ไหวกับงานหนักในตำแหน่งประธานาธิบดีต่างหาก นอกจากนี้ ก็เกิดกระแสการปรึกษาหารือกันภายในพรรคและมีผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและสมาชิกสภาคองเกรสของพรรคเดโมแครตหลายสิบคนได้ออกมาเรียกร้องว่า ประธานาธิบดีไบเดน ซึ่งล่วงวัยชราแล้วถึง 81 ปี ที่หลงเลอะเลือนเสียแล้วควรจะสละตำแหน่งผู้นำและการเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตผู้ลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ได้แล้ว
แม้ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะปฏิเสธกระแสเรียกร้องให้เขาถอนตัวอย่างแข็งขันซึ่งตามกฎการคัดเลือกผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตนั้น คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งขั้นต้นจากมลรัฐต่างๆ ประธานาธิบดีไบเดนชนะไปด้วยคะแนนเสียงเกือบ 99% จากเหล่าผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งเกือบ 4,000 คนเท่ากับว่า บรรดาผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งเหล่านั้นได้ให้คำมั่นสัญญาจะสนับสนุนไบเดนต่อไป ซึ่งหากไบเดนตัดสินใจจะถอนตัวกลางคัน คะแนนเสียงจำนวนมหาศาลดังกล่าวอาจจะตกเป็นของใครก็ได้ในทันที เพราะคณะผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งจะมีอิสระในการเลือกผู้สมัครคนใหม่ได้ตามใจชอบซึ่งก็จะเกิดเรื่องวุ่นวายและแตกแยกภายในพรรคเดโมแครตอย่างแน่นอน แต่โจ ไบเดน ได้สนับสนุนให้รองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส ให้เป็นผู้นำของพรรคเดโมแครตแทนแล้วสถานการณ์ในพรรคเดโมแครตคงจะสามารถควบคุมได้ในที่สุด
คราวนี้เราลองพิจารณาเปรียบเทียบ 2 ผู้ที่ถูกคัดเลือกเป็นตัวแทนของทั้ง 2 พรรคในตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาดูว่าจะช่วยเสริมกำลัง 2 ผู้เฒ่าผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากประธานาธิบดีตาย หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ผู้เป็นรองประธานาธิบดีก็จะเข้ารับตำแหน่ประธานาธิบดีต่อไป
1) รองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส ได้สร้างประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี พ.ศ.2563 โดยกลายเป็นผู้หญิงคนแรกและคนผิวสีคนแรก และเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เธอเกิดที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยแม่ของเธอเกิดในประเทศอินเดีย และพ่อของเธอเกิดในประเทศจาเมกาอพยพมายังสหรัฐอเมริกาแล้วแต่งงานกัน แต่พ่อแม่ของเธอหย่าร้างกันเมื่อเธออายุเพียง 5 ขวบ เธออยู่กับแม่ชื่อ ชยามาลา โกพาลัน แฮร์ริส เป็นนักวิจัยโรคมะเร็งและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน คามาลา แฮร์ริส เริ่มต้นอาชีพกฎหมายหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แฮสติงส์ ที่สำนักงานอัยการเขตอาลาเมดาในเมืองโอ๊คแลนด์ และทำงานในสำนักงานอัยการเขตหลายแห่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนียใน พ.ศ.2553 เธอได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกมลรัฐแคลิฟอร์เนียใน พ.ศ.2559 ใน พ.ศ.2560 นางแฮร์ริสได้รณรงค์เพื่อให้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต แต่เธอถอนตัวออกจากการแข่งขันในช่วงแรกและหันมาสนับสนุนโจ ไบเดนแทนจนเธอได้รับเลือกจากโจ ไบเดนให้เป็นคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เมื่อเขาได้รับการเสนอชื่อโดยไบเดนกล่าวถึงเธอว่า
“คามาลาเป็นคนฉลาด แข็งแกร่ง มีประสบการณ์ และเป็นนักสู้ตัวจริง”
ซึ่งทั้งโจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส ร่วมกันเอาชนะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ได้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทำให้คามาลา แฮร์ริสในฐานะ
ผู้หญิงและบุคคลที่มีสีผิวอาจมีส่วนสำคัญในการชนะครั้งนี้ เนื่องจากทางพรรคเดโมแครตได้รับคะแนนเสียงถึง 90% จากผู้หญิงผิวดำและชาวอินเดียผู้อพยพไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกาที่ไปลงคะแนนเสียงเลยทีเดียว
2) วุฒิสมาชิกเจมส์ เดวิด แวนซ์ หรือเป็นที่รู้จักในนาม เจ.ดี. แวนซ์ เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ไฟแรง วัย 39 ปี จากมลรัฐโอไฮโอ เรียนจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยล เพิ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อ พ.ศ.2565 และมีประสบการณ์การทำงานเป็นวุฒิสมาชิกเพียง 1 ปีครึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ เจ.ดี. แวนซ์ เป็นที่รู้จักอย่างมากตั้งแต่ พ.ศ.2559 เมื่อเขาตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำที่ชื่อว่า Hillbilly Elegy ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชนชั้นแรงงานผิวขาวในย่านเทือกเขาแอปพาเลเชียนที่ต้องเผชิญชะตากรรมกับการถูกข่มเหง ความยากจน และการใช้ยาเสพติด ทำให้หนังสือของเขาได้กลายเป็นหนังสือขายดีและได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก กระทั่งใน พ.ศ.2563 ได้ถูกนำไปมำเป็นภาพยนตร์โดยมีผู้กำกับชื่อดังอย่างรอน ฮาวเวิร์ด ยิ่งทำให้หนังสือเล่มนี้ดังขจรขจายไปใหญ่ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นแรงงานผิวขาวในย่านเทือกเขาแอปพาเลเชียนอย่างท่วมท้น
เจ.ดี. แวนซ์ เกิดและโตที่เมืองมิดเดิลทาวน์ รัฐโอไฮโอ และเคยเป็นทหารอเมริกันในเหล่านาวิกโยธิน ที่ร่วมสงครามในอิรัก จากนั้นเขาจบมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตท และได้ปริญญาทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยลเคยทำงานในซิลิคอนเเวลีย์ ศูนย์กลางเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา โดยเขาอยู่สายธุรกิจเงินร่วมลงทุน คือ ธุรกิจที่ระดมเงินทุนจากแหล่งต่างๆ มาที่ซิลิคอนเเวลีย์
ที่สำคัญคือภรรยาของ เจ.ดี. แวนซ์ ชื่อ นางอุษา แวนซ์ เป็นลูกสาวของผู้อพยพชาวอินเดีย พ่อแม่นับถือศาสนาฮินดู อุษา แวนซ์ เรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยล และได้รับทุนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จนจบการศึกษาแล้ว จึงกลับไปเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยลต่อ และได้เจอสามีที่นี่ ทั้งคู่จบการศึกษาใน พ.ศ.2556 และแต่งงานกันในปีถัดมา ซึ่งคงช่วยดึงคะแนนเสียงจากชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียจากชมพูทวีปที่อพยพมาทำมาหากินในสหรัฐอเมริกาจำนวนมากได้เป็นอย่างดี
ครับพิจารณาจากการเลือกตั้งจากผู้สมัครเป็นรองประธานาธิบดีครั้งนี้สำคัญมากนะครับ เพราะทั้ง 2 ผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี ทั้งโจ ไบเดน และโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นแก่มากแล้วด้วยกันทั้งคู่ บัดนี้โจ ไบเดนได้ประกาศถอนตัวไปแล้วทำให้โอกาสที่รองประธานาธิบดี และว่าที่รองประธานาธิบดีจะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีนั้น จึงสูงมากทีเดียวนะครับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

