แอฟริกาที่ชะตากรรมเคยถูกกำหนดโดยภูมิศาสตร์และโลกภายนอก
แอฟริกาเป็นถิ่นกำเนิดของสายพันธุ์ มนุษย์ฉลาด (homo sapiens) เมื่อราวสองแสนปีก่อน ต่อมาเมื่อประมาณเจ็ดหมื่นปีที่แล้ว มนุษย์ฉลาด ได้ออกจากแอฟริกาและกระจายไปทั่วโลก ได้มาถึงยูเรเชียและโอเซียเนียเมื่อสี่หมื่นปีที่แล้ว และไปถึงอเมริกาเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันปีก่อน ยกเว้นแอฟริกาเหนือที่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกาที่อยู่ทางใต้ลงไปจากทะเลทรายซาฮารา (ยกเว้นชายฝั่งบางแห่ง) เกือบจะตัดขาดจากส่วนอื่น ๆ ของโลกเป็นเวลานาน และแต่ละภูมิภาคของแอฟริกาเอง ก็ตัดขาดจากกันไม่มากก็น้อย ประกอบเป็นรัฐเล็ก ๆ เป็นชนเผ่า เป็นผู้ที่ตั้งถิ่นฐาน และยังมีชาติพันธุ์เลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนจำนวนมาก เมื่อโลกภายนอกย่างกรายเข้ามาพบโลกภายในที่ล้าหลังและแบ่งแยก เลยถือโอกาสขนทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ จับคนไปเป็นทาส และจัดระเบียบการเมืองให้ใหม่ตามอำเภอใจ
ผมได้อ่านหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งชื่อว่า “ผู้ถูกจองจำโดยภูมิศาสตร์” (Prisoners of Geography) เขียนโดยทิม มาร์แชล แปลโดยคุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ น่าสังเกตว่าผู้แปลไม่แปลชื่อหนังสือ เพียงแปลแต่ชื่อรองว่า “อ่านภูมิศาสตร์โลกจากอดีตสู่อนาคตผ่าน 10 แผนที่” หนังสือใช้แผนที่ของภูมิภาค/ทวีป/อนุทวีป 10 แห่งที่ชะตากรรมในอดีตจนปัจจุบันถูกกำหนดโดยหลายเหตุปัจจัยก็จริง แต่ปัจจัยที่สำคัญคือ … เทือกเขา ทะเลทราย สายน้ำ ผืนป่า มหาสมุทร… ที่กำหนดว่าผู้คนทำอะไรได้ หรือไม่ได้
ภูมิรัฐศาสตร์ มีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มากกว่าลักษณะทางกายภาพอย่างปราการธรรมชาติ เช่น เทือกเขา แม่น้ำ หากรวมถึงภูมิอากาศ ลักษณะประชากร ภูมิวัฒนธรรม การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่งสินค้า เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการเมือง ยุทธศาสตร์การทหาร พัฒนาการทางสังคม เช่น ภาษา การค้า และศาสนา เพื่อเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ เราควรศึกษาภูมิศาสตร์ในความหมายที่กว้าง และย้อนมองดูว่าภูมิศาสตร์มีส่วนกำหนดประวัติศาสตร์อย่างไร ในบรรดา 10 พื้นที่ที่หนังสือดังกล่าวได้ศึกษา มีทวีปแอฟริการวมอยู่ด้วย บทความนี้จะขอกล่าวถึงภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ
ทวีปแอฟริกาล้อมรอบด้วยทะเล มีชายหาดยาวและสวยงาม แต่ชายฝั่งดูเรียบ ไม่เว้าแหว่งเป็นอ่าวเล็กอ่าวน้อยเหมือนทะเลกรีกที่เอื้อต่อการเดินเรือติดต่อกัน และไม่มีอ่าวสำหรับจอดเรือหลบภัยธรรมชาติ
แอฟริกามีแม่น้ำหลายต่อหลายสาย แต่ยากที่จะเดินเรือสินค้าไปตามลำน้ำ (ยกเว้นลำน้ำไนล์) เพราะมีแก่งเกือบทุกห้าหกกิโลเมตร แอฟริกาเหนือที่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอาหรับ สามารถติดต่อกับยุโรปได้ง่าย มีการค้าและสงครามต่อกัน จนที่สุดก็ตกเป็นเมืองขึ้นของยุโรป แอฟริกาเหนือถูกคั่นด้วยทะเลทรายซาฮารา ใต้ลงไปเป็นอีกโลกหนึ่งก็ว่าได้ เริ่มจากดินแดนที่แห้งแล้งที่มีชื่อว่า ซาเฮล ภาษาอาหรับ คำว่า sahil มีความหมายว่าชายฝั่ง หมายถึงชายฝั่งของทะเลทรายซาฮารา ในที่นี้มีพืชไม่กี่สายพันธุ์ สัตว์ที่ฝึกให้เชื่องได้มีน้อย (จะขี่แรด/ใช้ยีราฟไปทำศึกสงครามก็ไม่ได้) ถัดลงไปทางใต้ที่มีความชื้นเพิ่มขึ้น ก็เป็นดงไวรัส มียุงที่นำโรคมาเลเรีย มีแมลงวันเซทเซที่เป็นตัวนำโรคง่วงเหงาหาวนอน ฯลฯ แอฟริกาไม่ก้าวหน้าเพราะขาดการแลกเปลี่ยน ขาดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ขาดองค์กรทางการเมืองที่มีคุณภาพ
อันที่จริง ทวีปแอฟริกาก็เคยมีอาณาจักรที่สำคัญอยู่หลายอาณาจักร ที่เก่าแก่คืออาณาจักรอียิปต์อันโด่งดัง อาณาจักรร่วมสมัยกับอียิปต์คืออาณาจักรคุช ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำไนล์ตอนบนที่เรียกว่าภูมิภาคนูเบีย ทางตอนเหนือของซูดาน อาณาจักรคาร์เธชเป็นเมืองท่าในบริเวณที่เป็นประเทศตูนีเซียปัจจุบัน และเคยรุ่งเรืองคู่กับจักรวรรดิโรมัน ส่วนจักรวรรดิออตโตมานก็เคยครอบครองแอฟริกาเหนืออยู่เป็นเวลานาน
ทางตอนใต้ของซาฮารา เริ่มมีอาณาจักรที่สำคัญเกิดขึ้นในบริเวณที่ราบสูงทางตะวันออก นั่นคืออาณาจักรอักซุมในบริเวณที่เป็นประเทศเอธิโอเปียปัจจุบัน เป็นอาณาจักรที่นับถือศาสนาคริสต์ออร์โธดอกซ์ และตั้งขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่สี่ ต้องรออีกประมาณแปดร้อยปีกว่าจะปรากฏอาณาจักรที่นับถืออิสลามขึ้นเป็นครั้งแรก นั่นคืออาณาจักรมาลี (คริสต์ศตวรรษที่ 13-16) ที่เลื่องลือในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาและทางวิชาการ อาณาจักรที่อยู่ไม่ไกลจากกันนักได้แก่อาณาจักรซองไฮ ที่เรียกชื่อตามชาติพันธุ์ของประชากรในบริเวณนั้น และตั้งขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่สิบหก เมืองหลวงของอาณาจักรมีสถาปัตยกรรมอันสวยงามและมีชื่อว่าติมบุกตู ในช่วงนี้ ได้มีการร่วมมือกับชาวยุโรปในการค้าทาสและจับตัวคนผิวดำส่งไปเป็นแรงงานเกษตรในอเมริกา ชาติพันธุ์บันตูอาศัยอยู่ทางใต้ของแอฟริกา พวกเขาได้ก่อตั้งอาณาจักรซิมบับเวขึ้น (คริสต์ศตวรรษที่ 11-15) โดยมีลักษณะเฉพาะทางสถาปัตยกรรมคือการสร้างบ้านหิน แต่ได้ทิ้งร้างไปในประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่สิบห้า จนกระทั่งชาวอังกฤษได้เข้ามายึดครองอาณาบริเวณนี้และตั้งชื่อว่าประเทศโรดีเซียใต้ หลังการเป็นเอกราชจึงกลับมาใช้ชื่อเดิมคือซิมบับเว
เมื่อโลกภายนอกยกกำลังเข้ามาในแอฟริกาที่อยู่ทางใต้ของซาฮารา แม้จะอ้างว่าเพื่อเผยแผ่ศาสนา หรือเผยแพร่อารยธรรม แต่แรงจูงใจคงหนีไม่พ้นการมาปล้นสดมภ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการค้ามนุษย์ อันที่จริงชาวอาหรับก็ทำการค้าทาสมานานแล้ว ทำให้นึกถึงหนังสือชื่อ “แผ่นดินของเรา” ที่เขียนโดยแซ็ง เต็กซูเปรี ผู้เขียนเคยเป็นนายสถานีของสายการบินลาเตโกแอร์ที่มีเที่ยวบินระหว่างเมืองตูลูสในฝรั่งเศสกับเมืองดาการ์ในเซเนกาล สถานีที่เขาอยู่นั้นอยู่ติดกับป้อมสเปนที่ให้ความคุ้มครองเขา แต่เอาเข้าจริง บริเวณนี้ยังเป็นดินแดนของชาวอาหรับ ที่นี่มีทาสคนหนึ่งซึ่งมีชื่อเหมือนทาสคนอื่น ๆ ว่า บาร์ก ทาสคนนี้มาขอร้องแซ็ง เต็กซูเปรีให้ซ่อนตัวเขาในเครื่องบินที่ไปเมืองมาราเคชเถอะ แต่กว่าจะทำได้ก็ต้องรวบรวมเงินจากบรรดาเพื่อนฝูงมาไถ่ตัวบาร์ก เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่สองได้ไม่นาน เขาถูกชาวอาหรับจับตัวจากบริเวณใกล้เมืองมาราเกช แล้วมาขายเป็นทาส และมิใช่เฉพาะคนผิวดำเท่านั้นที่ถูกขายเป็นทาส ชาวอาหรับที่เป็นโจรสลัด ชอบลักพาตัวคนผิวขาวไปขายเป็นทาสเช่นกัน เมื่อการค้ามนุษย์รุ่งเรืองระหว่างปี ค.ศ. 1532 – 1832 มีประมาณการว่าชาวแอฟริกากว่า 12 ล้านคนถูกขายไปเป็นทาสในอเมริกา ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือของชนชั้นนำชาวแอฟริกาจำนวนหนึ่งนั่นเอง
การล่าอาณานิคมเริ่มด้วยการตั้งป้อมทหารที่บริเวณชายฝั่งที่เดินเรือไปถึง เพื่อใช้คุ้มครองพ่อค้าและหมอสอนศาสนา เมื่อโคลอมบัสมาถึงอเมริกาในปี ค.ศ. 1492 เขาอ้างว่าได้มาถึงดินแดนที่ไม่มีผู้ใดค้นพบมาก่อน และเป็นดินแดนที่ชาวยุโรปได้รับอนุญาตจากพระสันตะปาปาให้เข้าไปเผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่อารยธรรม แต่เอาเข้าจริง ก็ไปล้มอาณาจักรของคนพื้นเมือง และปล้นทรัพย์สมบัติ เงิน-ทอง ขนกลับมาสร้างความมั่งคั่งให้ชาวยุโรป ชนพื้นเมืองในอเมริกาเหนือถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และชาวยุโรปที่เป็นผู้อพยพก็สามารถเข้าไปตั้งถิ่นฐานและสร้างบ้านแปงเมือง จนเป็นอาณาจักรที่ทรงอำนาจที่สุดในปัจจุบัน ชาวยุโรปที่บุกเบิกและสร้างจักรวรรดิไปทั่วโลกได้แก่ชาวโปรตูเกส ชาวสเปน ชาวอังกฤษ และชาวฝรั่งเศส จักรวรรดิของยุโรปมีการแข่งขันกัน เพื่อแย่งชิงพื้นที่ที่ตนจะเข้าไปยึดครอง มาถึงคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า การแข่งขันกันกลายเป็นแรงจูงใจให้ไปล่าอาณานิคมเพิ่มขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
มีประเทศสองประเทศในยุโรปที่ก่อตั้งเป็นรัฐชาติที่มั่นคงได้ล่าช้ากว่าประเทศอื่น นั่นคือ เยอรมนีและอิตาลี ที่เคยแบ่งเป็นแว่นแคว้นต่าง ๆ มาก่อน มาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า ทั้งสองประเทศสามารถรวมตัวกันติด จึงเรียกร้องส่วนแบ่งเพื่อจะเป็นเจ้าอาณานิคมกับเขาบ้าง และก็มีเบลเยี่ยมที่ขอร่วมด้วย ในปี ค.ศ. 1884 ประเทศยุโรป 7 ประเทศที่เอ่ยนามข้างต้น มาประชุมกันที่กรุงเบอร์ลิน เพื่อทำข้อตกลงให้การล่าอาณานิคมและการค้าในแอฟริกาดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คือสามารถเข้าไปยึดครองพื้นที่ได้โดยไม่ทะเลาะกันเอง การประชุมครั้งนั้นมีคนตั้งชื่อให้ว่า “การเบียดเสียดแย่งชิงแอฟริกา” (scramble for Africa) ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “จักรวรรดินิยม” แบบหลวม ๆ ที่ใช้อิทธิพลทางการทหารและการครอบงำการค้า มาเป็นการปกครองโดยตรง และประเทศยุโรปก็ร่วมกันขีดเส้นแบ่งบนแผนที่ แล้วสถาปนาความเป็นรัฐในปกครองของตนขึ้น ทุกประเทศในแอฟริกาจึงตกเป็นเมืองขึ้นของยุโรป ยกเว้นเอธิโอเปียที่โชคดีรอดพ้นเงื้อมมือของอิตาลีได้อย่างหวุดหวิด
บ่อยครั้งยุโรปใช้ความง่ายเข้าว่าในการจัดแบ่งประเทศ คือขีดเส้นตรงลงบนแผนที่แล้วเรียกเส้นตรงนั้นว่าพรมแดนระหว่างประเทศ โดยไม่คำนึงถึงสภาพทางภูมิศาสตร์สักเท่าไร และไม่คำนึงหรือไม่พยายามเลยที่จะจัดชาติพันธุ์เดียวกันให้อยู่ใน “รัฐ-ชาติ” เดียวกัน แอฟริกาจึงมีประเทศที่ยุโรปประกอบสร้างขึ้น 56 ประเทศในปัจจุบัน เกือบทุกประเทศมีปัญหาการรบพุ่งภายใน ด้วยเหตุแห่งความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นใน ซูดาน โซมาเลีย เคนยา แองโกลา ไนจีเรีย มาลี ลิเบีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหรือดีอาร์ซี (Democratic Republic of the Congo DRC) ฯลฯ
ขอยกตัวอย่างประเทศลิเบีย ซึ่งเป็นรัฐ-ชาติแต่ในนาม เมื่อประเทศตะวันตกหลายประเทศร่วมมือกันกำจัดกัดดาฟีได้สำเร็จในปี 2554 ไม่มีผู้นำคนใดที่จะคงรูปแบบของประเทศไว้ได้ ประเทศจึงแตกสลายคืนสู่รูปแบบดั้งเดิมของตน คือแบ่งเป็นสามภูมิภาคซึ่งแตกต่างกันทางภูมิศาสตร์ ทางตะวันตกคือภูมิภาคตริโปลี ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ทางตะวันออกมีศูนย์กลางที่เมืองเบงกาซี และทอดยาวลงไปถึงพรมแดนประเทศชาด ในสมัยกรีก ภูมิภาคนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อซีเรไนกา ส่วนทางตะวันตกเฉียงใต้คือภูมิภาคเฟซซาน ความเป็นภูมิภาคเดียวกันของสามภูมิภาคนี้ มีอยู่เพียงเพราะชาวยุโรปขีดเส้นลงบนแผนที่เพื่อรวมเข้าไว้ด้วยกันเท่านั้นเอง
ประเทศดีอาร์ซีเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความล้มเหลวในการขีดเส้นดังกล่าว ดีอาร์ซีไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นสาธารณรัฐ แม้ชื่อจะบ่งบอกเช่นนั้น ดีซีอาร์ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 200 กลุ่มใหญ่ที่สุดคือชาวบันตู พวกเขาพูดภาษาหลายร้อยภาษา ที่ใช้มากที่สุดคือภาษาฝรั่งเศส เพราะเคยเป็นอาณานิคมของเบลเยี่ยม (ค.ศ. 1908-1960) ก่อนหน้านั้น กษัตริย์เลโอปอลด์ที่สองแห่งเบลเยี่ยมยึดดินแดนนี้เป็นสมบัติส่วนพระองค์ เพื่อปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติใส่กระเป๋า การปกครองของพระองค์นั้นทั้งรุนแรงและหยาบช้า ตัวอย่างเช่น สมัยนั้นต้องการยางพารามาทำล้อรถจักรยาน ต้นยางที่ปลูกในสวนยังโตไม่ทัน กษัตริย์เลโอปอลด์ที่สองจึงมีบัญชาให้กำหนดโควตาแก่ชนพื้นเมือง ให้หายางจากต้นยางธรรมชาติ (ยางป่า) มาให้พระองค์ ถ้าทำไม่ได้ตามโควตา ก็ลงโทษโดยการตัดต้นแขน ประชากรของ “รัฐอิสระคองโก” (ชื่อที่เรียกประเทศดีอาร์ซีในสมัยพระองค์) มีประมาณ 16 ล้านคน ในระหว่างที่รัฐนี้เป็นสมบัติส่วนพระองค์ (ค.ศ. 1885 – 1908) ประชากรประมาณ 8 ล้านคนเสียชีวิตลง ในปี ค.ศ. 1908 ต้นยางที่ปลูกมีพอเพียงแก่ตลาด การค้ายางจากต้นยางป่าประสบการขาดทุน พระองค์เลยยกรัฐอิสระคองโกให้เป็นอาณานิคมของประเทศเบลเยี่ยม และยกหนี้สินให้ด้วย
ปัจจุบันดีอาร์ซีเป็นสมรภูมิอันไพศาล โดยมีกลุ่มมากกว่า 20 กลุ่มเข้ามาข้องเกี่ยวในการรบ เช่น หลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา กองกำลังสังหารของฮูตูหนีไปยังภาคตะวันออกของดีอาร์ซีและร่วมกับบางหน่วยของกองทัพดีอาร์ซีเพื่อสังหารชาวทุตซีในดีอาร์ซี กองทัพรวันดาและยูกันดาจึงก้าวเข้ามา โดยมีบุรุนดีและเอริเทรียหนุนหลัง กองทัพรวันดาโจมตีกองกำลังสังหารของฮูตู แล้วโค่นล้มรัฐบาลดีอาร์ซี จากนั้นก็ขนแร่แทนทาเลียมกลับไป อย่างไรก็ตาม กองกำลังที่เคยเป็นฝ่ายรัฐบาลไม่ถอดใจ ยังสู้ต่อไป โดยความช่วยเหลือของแองโกลา นามีเบีย และซิมบับเว องค์การสหประชาชาติประมาณว่า ผู้คนหลายหมื่นคนเสียชีวิตจากการสู้รบในภาคตะวันออกของดีอาร์ซี อีกหกล้านคนเสียชีวิตล้มตายด้วยโรคร้ายและภาวะขาดแคลนอาหาร
บัดนี้ ขอนำเรื่องมาสู่ปัจจุบัน กล่าวได้ว่ามี “การเบียดเสียดแย่งชิงแอฟริกา” รอบสอง เริ่มด้วยการก่อตั้งฟอรัมว่าด้วยความร่วมมือจีน-แอฟริกา (FOCAC) ในปี 2543 นับถึงปี 2565 บริษัทจีนได้สร้างทางรถไฟยาวกว่า 10,000 กม. ถนนยาวถึง 100,000 กม. สะพานเกือบ 1,000 แห่ง และท่าเรือเกือบ 100 แห่งในแอฟริกา อีกทั้งยังก่อสร้างโรงพยาบาลมากกว่า 130 แห่ง โรงเรียนอีกมากกว่า 170 แห่ง และสนามกีฬาอีก 45 แห่ง ตัวอย่างเช่น มีการสร้างทางรถไฟสายมาตรฐานมอมบาซา-ไนโรบีในเคนยาความยาว 480 กิโลเมตร มีการสร้างทางรถไฟเบนกุเอลาในแองโกลาความยาว 1,344 กิโลเมตร โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้คงจะช่วยให้แอฟริกาพ้นจาก “การถูกจองจำโดยภูมิศาสตร์” (ซึ่งเป็นชื่อของหนังสือที่ผมใช้อ้างอิงในบทความนี้) ได้ไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ดี การลงทุนที่หลากหลายของจีน โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม เพื่อที่จะช่วยลดปัญหาการเดินทางและการขนส่งสินค้าลงบ้างนั้น กลับถูกสื่อตะวันตกโจมตีว่าจีนหิวกระหาย เอาแต่ได้ และหวังตักตวงผลประโยชน์จากแอฟริกาอย่างบ้าคลั่ง กระทั่งประณามท่าทีของจีนที่มีต่อแอฟริกาว่าเป็นการล่าอาณานิคมใหม่ จอห์น โบลตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริการะบุว่า การลงทุนของจีนในแอฟริกาเป็นการล่าเหยื่อ การให้เงินกู้มหาศาลทำให้เกิดการใช้หนี้เพื่อกักขังประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาให้เป็นเชลยตามความปรารถนาและข้อเรียกร้องของปักกิ่ง
ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปพยายามโน้มน้าวประเทศในแอฟริกาด้วยทางเลือกที่ดีกว่า กระแสของโลกคือเรื่องพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องนี้ สหภาพยุโรปมีองค์ความรู้และประสบการณ์มากกว่าจีน สหภาพยุโรปนำเสนอโครงการ Global Gateway Initiative โดยพยายามรวบรวมเงินจำนวน 316 พันล้านเหรียญสหรัฐจากรัฐบาลและนักลงทุนเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน โครงการมาพร้อมกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ผู้ใช้แรงงานไม่ถูกละเมิดสิทธิ์ ไม่มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ไม่มีการละเมิดอธิปไตยของประเทศ
การเบียดเสียดแย่งชิงแอฟริการอบสองแสดงให้เห็นว่า แอฟริกาเป็นภูมิภาคหนึ่งที่มีความสำคัญด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ จีน อินเดีย และประเทศตะวันตกต่างเสนอโครงการแก่แอฟริกา ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน เราได้แต่หวังว่าการเบียดเสียดแย่งชิงครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อเข้าไปตักตวงประโยชน์ หากเพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม แม้ประเทศไทยที่เป็นประเทศเล็ก ก็ไม่ควรพลาดโอกาสการเพิ่มการค้าและการลงทุนกับประเทศในแอฟริกาให้มากขึ้น
ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น แอฟริกาจะไม่ถูกจองจำโดยภูมิศาสตร์ ด้วยประชากร 1,100 ล้านคนในปัจจุบันที่อาจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อถึงปี ค.ศ. 2050 แอฟริกาจะพ้นจากชะตากรรมที่โลกภายนอกกำหนด และผงาดขึ้นมาเทียมเท่าทวีปอื่น ๆ ได้ในอนาคต
โคทม อารียา

