Full Stop ทางการเมืองของโจ ไบเดน
ภายใต้แรงกดดันของกรรมการพรรคเดโมแครตและนายทุนผู้ให้การสนับสนุนเงินทุนการรณรงค์หาเสียง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนประกาศถอนตัวการชิงประธานาธิบดี 2024 และสนับสนุนให้รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ลงชิงตำแหน่งแทนในนามพรรคเดโมแครตเช่นเดียวกัน
“ไบเดน” โลดแล่นโดดเด่นในวงการเมืองสหรัฐราวครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่มือใหม่ขาดประสบการณ์กลายเป็นวุฒิสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในสภา และได้ประสบเหตุการณ์สงครามเย็น ล่าสุดได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี สุดท้ายถูกสมาชิกพรรคกดดันให้ถอย เป็นเหตุให้ไบเดนกระอักกระอ่วน ก็เพราะไบเดนบกพร่องในประเด็น “ตระหนักรู้ตนเอง” ทำงามหน้าสวนกระแส หากรู้ตัวรีบถอย ก็ไม่น่าจะเผชิญกับ Full Stop ที่ขาดความสง่างาม
หวนคิดอดีต 1968 คือปีที่สหรัฐประสบปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง และการลอบสังหารทางการเมือง ตลอดจนประธานาธิบดีสละสิทธิการป้องกันตำแหน่งอีก 1 สมัยด้วย
ปี 2024 ของสหรัฐ ดูเหมือนกำลังโคจรเข้าสู่เส้นทางเดิม ความขัดแย้งระดับชนชั้นหยั่งรากลงลึก อเมริกันชนขาดความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเสถียรภาพและสันติภาพ จึงเกิดความกังวล
ไบเดนในวัย 81 โต้วาทีแสดงวิสัยทัศน์ทางโทรทัศน์กับโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นคู่แข่งการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ผลงานไม่ดี เป็นเหตุให้สมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนจำนวนไม่น้อยมีอาการตกตะลึง
เมื่อเร็วๆ นี้ ไบเดนกล่าวว่า จะสู้ถึงที่สุด “พระเจ้าเท่านั้นที่จะสั่งให้เขาถอนตัวได้” ทว่าท่ามกลางภาวะความกดดันของกรรมการพรรคและนายทุน ไบเดนจึงได้ประกาศถอนตัวเมื่อ
วันที่ 21 กรกฎาคม ไบเดน จึงกลายเป็นคนแรกที่ประกาศถอนตัวในรอบ 56 ปี คือหลังจากปี 1968 ที่ประธานาธิบดีจอห์นสันสละสิทธิ
รัฐธรรมนูญสหรัฐบัญญัติเกี่ยวกับอายุของผู้สมัครชิงประธานาธิบดี ต้องมีอายุครบ 35 ปีบริบูรณ์ แต่มิได้กำนดอายุขั้นสูงสุด จึงเกิดปัญหาการเมืองของคนชรา ก่อนไบเดน อายุสูงสุดของประธานาธิบดีสหรัฐคือ โรนัลด์ เรแกน ครบวาระเมื่ออายุใกล้ 78 ว่ากันว่า ระยะครึ่งหลังสมัยที่ 2 เรแกนป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน
ส่วนไบเดนตอนที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2020 ก็เข้าวัยชรามากแล้ว แต่ใจยังไม่ยอมแก่ คนส่วนใหญ่จึงเห็นว่า เมื่อครบเทอม 1 สมัยควรต้องส่งไม้ต่อ แต่เมื่อใกล้ถึงการเลือกตั้ง 2024 ยังหวังที่จะไปต่ออีก 4 ปี ประจวบกับพรรคเดโมแครตไม่มีคู่แข่ง ไบเดนจึงผ่านรอบแรก (primary vote)
หากกล่าวกับการตัดสินใจของไบเดนและพรรคเดโมแครตคือความผิดอย่างมหันต์ เพราะนักการเมืองจักต้องตระหนักรู้ตนเอง ความผิดครั้งนี้คือบทเรียนราคาแพง เสมือนมรดกทางการเมืองที่ไบเดนมอบให้แก่นักการเมืองรุ่นลูกรุ่นหลาน ไบเดนก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีจุดอ่อนคืออาการหลงลืม พูดจาผิดพลาด พูดยิ่งมากผิดยิ่งมาก เป็นการทำลายบุคลิกภาพ ถ้ารีบถอยก่อนถูกกดดันน่าจะแลดูสง่างาม เพื่อให้ประวัติศาสตร์อเมริกาจารึกไว้ซึ่งสิ่งที่ดีงาม แต่โอกาสเช่นนั้นได้ผ่านไปแล้ว เช่นเดียวกับสายน้ำ ดั่งเพลง River of no return
ตั้งแต่ไบเดนประกาศลงป้องกันตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว การเผชิญหน้าแสดงวิสัยทัศน์กับทรัมป์เมื่อเดือนที่แล้วคือครั้งแรก ไบเดนก็พ่ายแพ้หมดรูป แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืน
อำนาจเป็นเหตุให้คนหลงระเริงคือสัจธรรม แต่การกล่าวหาไบเดนว่าหลงใหลได้ปลื้มกับตำแหน่งนั้น เป็นเพียงข่าวลือ ความจริงน่าจะเกิดจากไบเดนมีความเชื่อมั่นว่า ตนเท่านั้นที่จะพิชิตทรัมป์ได้สำเร็จ ทั้งนี้ เพื่อสกัดมิให้ทรัมป์เข้าประจำตำแหน่งทำเนียบขาวอีกวาระหนึ่ง เพราะไบเดนเคยกล่าวว่า หากมิใช่ทรัมป์ลงชิง เขาอาจไม่ลงแข่ง เพราะในสายตาของเขามองว่า ประชาธิปไตยสหรัฐกำลังประสบกับอุปสรรคนานัปการ จึงยอมเปลืองตัว แต่อาจหลงลืมไปว่าสภาพร่างกายของเขาไม่เหมาะกับการนั่งทำเนียบขาวอีก 4 ปี
ย้อนมองอดีตหลังสงครามโลก มีเพียงจอห์นสันและทรูแมนสองคนสละโอกาสการป้องกันตำแหน่ง เพราะความนิยมของผู้มีสิทธิลงคะแนนตกต่ำ ในการเลือกตั้งรอบแรกเผชิญกับความท้าทายที่แข็งแกร่ง เขาทั้งสองเล่นการเมืองเป็น อ่านการเมืองออกว่าโอกาสชนะคู่ต่อสู้หมดลงแล้ว จึงประกาศถอนตัว รักษาหน้าตาเอาไว้
แต่การประกาศถอนตัวของไบเดนเพราะถูกแรงกดดัน จึงมีความต่าง ต่างกันที่จอห์นสันและทรูแมนรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ จึงยกธงขาวยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่โหมโรง
ส่วนการที่ไบเดนได้ผ่านรอบแรกอย่างง่ายดาย ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงในพรรค จึงคาดคิดไม่ถึงว่าการดีเบตเพียงรอบเดียว บรรดาผู้มีอำนาจในพรรคเปลี่ยนใจชนิดกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยกดดันให้ถอนตัว ทั้งนี้ เพื่อคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมเป็นหลัก กรณีที่เกิดขึ้น การที่ไบเดนมองว่าถูกพลพรรคทรยศหรือหักหลัง ก็มิใช่เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่การเมืองคือศิลปะที่เป็นไปได้
ผู้นำวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตนามซูเมอร์ ด้านหนึ่งชื่นชมไบเดนว่าเป็น “ประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่” อีกด้านหนึ่งกล่าวว่า การถอนตัวของไบเดนคือ “ผู้รักชาติที่แท้จริง”
คำกล่าวของซูเมอร์ ดูผิวเผินเหมือนเป็นการเคารพนับถือ แต่ความจริงเป็นการพูดจาประชดไบเดน อาจเป็นการสื่อความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าไบเดนไม่ควรปิดกั้นโอกาสของผู้อื่นตั้งแต่แรก
สมัยจอห์นสันถอยออกตั้งแต่รอบแรก ก็ยังโทมนัสขมขื่น จึงเชื่อว่าไบเดนน่าจะต้องระทมเป็นทวีคูณ แต่ถ้าไบเดนถอนตัวตั้งแต่แรกเหมือนจอห์นสัน สภาพการณ์คงไม่เร็วร้ายมากเท่านี้
มีข่าวว่า พรรคเดโมแครตจะส่ง “คามาลา แฮร์ริส” รองประธานาธิบดีลงชิงตำแหน่งแทนไบเดน ข้อดีคือเธออาจเรียกแขกจากสตรีผิวดำ ผู้มีสิทธิฝ่ายก้าวหน้า แต่อาจมิได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรค เพราะยังไม่มีความมั่นใจว่าเธอมีความสามารถในการปกครองประเทศ อีกประการหนึ่งเธอยังมีความละอ่อนในด้านการบริหาร สามปีครึ่งที่ผันผ่านยังไม่มีผลงานใดสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน บรรดา Swing State รวม 7 รัฐ แฮร์ริสยังไม่มีบารมีพอที่จะทำคะแนนได้อย่างเต็มที่ เพราะรัฐทั้ง 7 ล้วนเป็นรัฐที่ “ชี้เป็นชี้ตาย” กับการเลือกตั้ง ถ้าหากข่าวส่งแฮร์ริสลงชิงนั้นเป็นจริง ย่อมหมายความว่า เธอคือตัวเลือกในยามที่ไม่มีทางเลือก
ไม่ว่าไบเดน ไม่ว่าอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ล้วนให้การสนับสนุน “แฮร์ริส” ส่วน “โอบามา” กล่าวว่า เชื่อมั่นพรรคมีความสามารถส่งคนที่เหมาะสมลงสู้ศึก และไม่วิพากษ์เกี่ยวกับแฮร์ริสแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนขุนพลก่อนออกรบ หากกล่าวกับพรรคเดโมแครตก็เสมือนการเดิมพันอันสูงยิ่งในสมรภูมิ เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่า เหตุการณ์ปี 1952 และ 1968 พรรคเดโมแครตพ่ายแพ้หมดรูป พรรคเดโมแครตมองว่าครั้งนี้ไม่เหมือนสองครั้งก่อนนั้นละหรือ
ต้องไม่ลืมว่า ปี 1968 เป็นปีที่การเมืองสหรัฐวุ่นวายที่สุด ไม่ว่ากระแสต่อต้านสงครามเวียดนาม ไม่ว่าการลอบสังหารโรเบิร์ต เคนเนดี้ และมาร์ติน ลูเทอร์คิง และยังมีสงครามวัฒนธรรม ล้วนเป็นเหตุให้สังคมแตกแยก อเมริกันชนอยู่กันอย่างอกสั่นขวัญแขวน ส่วนการที่จอห์นสันถอนตัวกลับกลายเป็นประเด็นทางการเมืองต่อพรรคเดโมแครตอย่างเข้มข้น นำมาซึ่งความแตกแยกในพรรคอย่างรุนแรง
56 ปีให้หลังของวันนี้ เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นละม้ายคล้ายคลึงกับอดีต กล่าวคือบรรดาวิทยาเขตเกิดกระแสต่อต้านสงครามกาซา โดนัลด์ ทรัมป์ถูกลอบสังหาร ประธานาธิบดีถอนตัวลงป้องกันตำแหน่ง เหตุการณ์ปี 1968 ถูกลืมแล้วละหรือ
ซ้ำร้ายกว่านั้น อำนาจฝ่ายขวาสหรัฐกำลังสยายปีก ปัญหาคัดค้านการทำแท้ง ตลอดจนสงครามทางวัฒนธรรมล้วนยกระดับ จำนวนชนชั้นกลางซึ่งเป็นพลังสำคัญกำลังลดลง และปัญหาความรวยความจนไม่สมมาตรกัน เป็นต้น จึงไม่แปลกที่ผลการสำรวจประชามติล่าสุดชี้ว่า อเมริกันชนจำนวนเกินกว่า 2 ใน 3 เห็นตรงกันว่า ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

