ภายในความร้อนแรงจากกรณี “ธรรมกาย” ไม่ว่าจะมาจาก “นอก” หรือจาก “ใน”วัด
เสียงของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท มี”ความเย็น”
ไม่ว่าจะมองจากด้านแห่งความเป็น “ผบ.ทบ.” ไม่ว่าจะมองจากด้านความเป็น”เลขาธิการ” คสช.
เป็นความเย็นอันตรงกับความหมายของ “นิพพาน”
ลองไปสอบถามชาวมคธซึ่งเป็นชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไปจะตระหนักในความหมายของ “นิพพาน”ในเชิงรูปศัพท์
ข้าวเย็นแล้ว ชาวบ้านเขาว่า “ข้าวนิพพาน”
เมื่อ”นิพพาน” คือความเย็น จึงย่อมอยู่ตรงกันข้ามกับความร้อนอันระอุอย่างยิ่ง
ความร้อนอันมีอยู่หน้าประตู 5 หน้าประตู 6
ไม่ว่าจะมองจากทางด้านของ “ตำรวจ” ไม่ว่าจะมองจากทางด้านของ “กัลยาณมิตร”
เสียงของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท จึงทรงความหมาย
สิ่งที่ผมห่วง คือ พื้นที่ที่เผชิญหน้ากัน เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังดำเนินการต้องรอบคอบ อดทน
และควบคุมอารมณ์ให้ได้
กลัวว่าจะนำไปสู่การปะทะกัน
แต่ที่สำคัญต้องดำรงเจตนารมณ์และความมุ่งหมายในการบัง คับใช้กฎหมายให้ประสบผลสำเร็จ บางครั้งเราจะต้องยอมเสียเวลาแต่จะไม่ยอมให้มีการเสียเลือดเนื้อและชีวิต
ต้องยึดตามแนวทางนี้
หากทำแบบไม่คิดอะไรเลย ถือเป็นเรื่องง่ายแค่ใช้กำลังบุกเข้าไปจะปะทะเสียเลือดเนื้อ บาดเจ็บและเสียงความรู้สึก
เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน
อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งให้พระสงฆ์และลูกศิษย์ที่อยู่ภายในวัดได้นั่งสวดมนต์
เมื่อมีสติก็จะมีปัญญา
แม้จะเป็น “ทหาร” อยู่ในเครื่องแบบตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร แต่ก็เปี่ยมด้วยความสุขุม
ยึดกุมหลักการ “การเมืองนำการทหาร”
นี่คือน้ำเสียงอัน “เยือกเย็น” อย่างยิ่งที่ดังขึ้นในท่ามกลางความร้อนระอุ
ร้อนระอุกระทั่งมอง”พระ”มิได้เป็นพระ
ร้อนระอุกระทั่งคิดจะทำลาย “ล้าง” เหมือนกับเข้าไปทำความสะอาด “วัด”
ทั้งๆที่คนพูดก็ไม่ได้”บริสุทธิ์”สะอาดอะไร
“น้ำเสียง” อันมาจาก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท จึงเหมือนกับการกระตุกเตือนด้วยความนุ่มนวล
เป็น”ความเย็น”ในความ”ระอุ”
เป็น”ความเย็น”ภายใน”การยืนหยัด”อย่างมั่นคง แน่วแน่ ในหลักการ
เมื่อ “สติ” มา “ปัญญา”ย่อมบังเกิด

