หน้าแรก คอลัมนิสต์ เพื่อสิทธิเสร...

เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน : โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

24.02.17 | 14:04 น.

ปลายสัปดาห์ก่อนและต้นสัปดาห์นี้ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยมีการประชุม 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคณะกรรมการบริหารชมรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อาวุโสกลุ่มหนึ่ง กับกลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกับสื่อมวลชนอาวุโสอีกกลุ่มหนึ่ง

กลุ่มแรก นอกจากประชุมในเรื่องกิจกรรมของกลุ่มแล้วยังว่าด้วยเรื่องต่อเนื่องจากการออกแถลงการณ์คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ… ครั้งนี้ที่ประชุมรับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงตัวแทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจากเดิมที่มาจากปลัดกระทรวง 4 กระทรวง เปลี่ยนแปลงเป็นมาจากองค์กรอิสระ คือ กรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตัวแทนจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น และรายละเอียดการจดทะเบียนใบอนุญาตของสื่อมวลชน

ที่ประชุมเห็นว่าประเด็นการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่สำคัญคือเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และมาตรา 35 กล่าวคือ

มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน ฯลฯ

มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ฯลฯ

Advertisement

ดังนั้น หากมีการพิจารณาเพื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อไป อาจต้องคัดค้านถึงขั้นศาลรัฐธรรมนูญ

การประชุมของกลุ่มแกนนำองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกับสื่อมวลชนอาวุโสจากกลุ่มแรกที่เข้าร่วมประชุมอีกครั้งหนึ่ง มีนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อการปฏิรูป เปิดเผยหลังการประชุมถึงร่างพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันว่า

การที่คณะกรรมาธิการพิจารณาและพยายามทบทวนแก้ไขนั้น มิได้อยู่บนพื้นฐานหลักการของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพผู้ประกอบวิชาสื่อมวลชน ยังเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่โดยอิสระของสื่อมวลชน และไม่สอดคล้องกับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ผ่านการลงประชามติซึ่งมีเจตนารมณ์ให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเองโดยอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากภาครัฐ

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติยืนยันไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายให้อำนาจองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาลงโทษสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นโทษทางอาญาหรือโทษทางปกครอง เพราะเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังยืนยันหลักการการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนที่ได้มีการปรับปรุงกลไกการควบคุมกันเองให้มีประสิทธิภาพตลอดเวลาอยู่แล้ว ทั้งนี้ได้มีกระบวนการในการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนผ่านองค์กรวิชาชีพมากขึ้น ขณะที่มีกฎหมายเกี่ยวข้องกำกับควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไม่น้อยกว่า 30 ฉบับ

ประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปเน้นย้ำว่า ความพยายามในการออกกฎหมายควบคุมสื่อมวลชนภายใต้บรรยากาศที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยย่อมไม่สามารถนำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ จึงเรียกร้องให้ยุติการออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

สุดท้ายที่ประชุมมีมติร่วมกันจัดการประชุมสมัชชาสื่อมวลชนแห่งชาติเพื่อกำหนดท่าทีของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทั่วประเทศในเรื่องการปฏิรูปสื่อและจะกำกับดูแลกันเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

หากรัฐบาลยังยืนยันต้องการกฎหมายฉบับนี้ สื่อคงต้องยืนยันว่า “ไม่ถอย” แม้ก้าวเดียวเช่นกัน

เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์