หน้าแรก คอลัมนิสต์ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : พหุวัฒนธรรมคือสมบัติของแผ่นดิน

13.08.24 | 15:10 น.

คำที่ตรงกันข้ามกับพหุวัฒนธรรมคือเอกวัฒนธรรม แล้วเราควรจะเลือกนโยบายไหนดี

ในอดีต แผ่นดินนี้มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ปัจจุบัน วิกิพีเดียจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ไว้ 53 กลุ่ม ลักษณะจำเพาะของชาติพันธุ์คือวัฒนธรรม ที่รวมถึงภาษาของชาติพันธุ์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดลทำการสำรวจและพบว่า มีภาษาแม่ที่พูดกันระหว่างลูกกับแม่ในครอบครัวอยู่กว่า 70 ภาษา บางกลุ่มชาติพันธุ์มีเพียงภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน บางกลุ่มมีภาษาเขียนที่ใช้อักษรเฉพาะของตน บางกลุ่มยืมตัวอักษรของสังคมหลักมาใช้ เช่น อักษรโรมัน อักษรไทย บางกลุ่มใช้ทั้งอักษรของตนและอักษรที่ยืมมาพร้อมกันไป

สุจิตต์ วงษ์เทศเสนอว่า ไทยแท้ไม่เคยมี … ที่มีล้วนลูกผสม ร้อยพ่อพันแม่ (ดู https://www.silpa-mag.com/culture/article_56923) สุจิตต์ให้เหตุผลว่า “ไทย” ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ ดังนั้น ไม่มีเชื้อชาติไทย เพราะเชื้อชาติไม่มีจริงในโลก แต่เป็นสิ่งสร้างใหม่ในยุโรปใช้ล่าเมืองขึ้น และใช้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ “ไทย” เป็นชื่อทางวัฒนธรรม มีขึ้นจากการหล่อหลอมประสมประสานทางสังคมของคนหลายเผ่าพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่ นับพัน ๆ ปีมาแล้ว ภาษา ประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ ได้กลายตนเป็นไทย”

สุจิตต์มีข้อเสนอให้ทำความเข้าใจกับความหลากหลาย ดังนี้

1.ในอดีต มีการกวาดต้อนผู้คนจากอุษาคเนย์โบราณ (ซึ่งมีไทยอยู่ด้วย) ให้มาอยู่ในดินแดนนี้ ที่เป็นพื้นที่กว้างขวางรกร้างว่างเปล่า มีคนไม่มาก บ้านเมืองต่าง ๆ มักทำสงครามโดยไม่ยึดดินแดน เพราะต่างมีที่ดินรกร้างมากอยู่แล้ว แต่กวาดต้อนผู้คนเป็นเชลย เพื่อสะสมพลังการผลิตและเป็นกำลังใช้ทำสงครามต่อไป บรรดาผู้คนที่ถูกกวาดต้อนต่างกลายตนเป็นประชากรของบ้านเมืองฝ่ายชนะ แล้วสืบลูกสืบหลานเติบโตในอาชีพ-หน้าที่การงานต่าง ๆ นานไปก็ลืมรากเหง้าความเป็นมาแท้จริงของตน บางทีสำคัญตนเป็นคนดั้งเดิมแท้ของบ้านเมืองนั้น ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ คนชั้นกลางกรุงเทพฯ อวดความเป็น “ไทยแท้” ทุกวันนี้ ซึ่งส่วนมากมีที่มาจากชาวบางกอกดั้งเดิมสมัยอยุธยานานาชาติพันธุ์ ประสมกับเชลยจากที่ต่าง ๆ สมัยกรุงธนบุรี แล้วประสมลาวกับเขมรสมัย ร.1 จีนสมัย ร.2 กับเชลยลาวกลุ่มใหญ่สมัย ร.3 เป็นต้น

Advertisement

สถาบันภาษาและวัฒนธรรมแห่งเอเชีย ม. มหิดล รวบรวมภาษาพูดในประเทศไทยได้เจ็ดสิบกว่าภาษา

2.ปัจจุบัน เรายังควรดึงดูดผู้คน โดยทำให้คาบสมุทรที่ยื่นยาวลงไปทางใต้เป็นเสมือนสะพานธรรมชาติที่เชื่อมโยงโลกเหนือ-ใต้ และพยายามดึงดูดคนภายนอกจากทิศทางต่าง ๆ รวมทั้งทิศตะวันตก-ตะวันออก มาค้าขายแลกเปลี่ยนกับคนภายในที่เป็นชนพื้นเมือง แล้วมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและสังคมประสมประสานกัน แต่ไม่ควรเหมารวมว่าคนทั้งประเทศเหมือนกันหมด หากต้องพิจารณาว่าต่างกันตามตำแหน่งแห่งหน เช่น ระหว่างคนทางคาบสมุทรกับคนที่อยู่ภายในภาคพื้นทวีป

3.คนไทยไม่ควรต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะอยู่กึ่งกลางอุษาคเนย์ คุ้นเคยคนแปลกหน้านานาชาติพันธุ์ ไปมาค้าขายกับทุกสารทิศ รวมทั้งตะวันตกและตะวันออก มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสูงมากทางสังคมและวัฒนธรรม จึงไม่ควรต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ควรรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างรู้เท่าทัน

ดูเหมือนว่าคุณค่าหลักที่ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์จะได้แก่ คุณค่าทางความเชื่อและจิตวิญญาณ ความเชื่อมีวิวัฒนาการจาก จิตวิญญาณนิยม (animism) สู่ความเชื่อในพระเจ้าหลายองค์ (polytheism) หรือองค์เดียว (monotheism) ความเชื่อว่าแรงขับเคลื่อนของโลกมีลักษณะทวิลักษณ์ (dualism) เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว (เทพสู้กับมาร manichaean) ความเชื่อในกฎธรรมชาติ (natural law) และมนุษยนิยม (humanism) ปัจจุบัน เราจะเน้นคุณค่าในทางวัตถุมากขึ้น เช่น คุณค่าของเงินและการค้า คุณค่าของอำนาจและการปกครอง แต่ข้อเสนอเรื่องความหลากหลายควรรวมคุณค่าทางจิตวิญญาณ (ทางวัฒนธรรม) ผสมผสานกับคุณค่าทางวัตถุ

ก่อนอื่น ขอเสนอว่าควรจำแนกระหว่างข้อเท็จจริงกับมโนทัศน์ สังคมพหุวัฒนธรรมหมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่า สังคมมีหลายวัฒนธรรม ภายในสังคมมีวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมย่อยหลาย ๆ วิถีชีวิต มีหลายมุมมองที่ท้าทายวัฒนธรรมหลัก มีหลายชุมชนที่มีระบบความเชื่อและการปฏิบัติที่เป็นของชุมชนเอง เป็นต้น พหุวัฒนธรรมนิยม (multiculturalism) ไม่ใช่ข้อเท็จจริง หากหมายถึงการตระหนัก ยอมรับ และให้เกียรติแก่ส่วนต่าง ๆ ของสังคมพหุวัฒนธรรม

สังคมเอกวัฒนธรรมมีอยู่น้อยมาก มีการประมาณว่าไม่น่าจะเกิน 10% เช่น ในบรรดารัฐสมาชิกประมาณ 200 รัฐขององค์การสหประชาชาติ มีรัฐสมาชิกประมาณ 20 รัฐที่ถือว่าเป็นสังคมเอกวัฒนธรรม อีกประมาณ 180 รัฐรวมทั้งรัฐไทย ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ส่วนเอกวัฒนธรรมนิยมที่มีหลายแบบ (plural monoculturalism) หมายถึงการมีวัฒนธรรมหลายแบบที่ดำรงอยู่เคียงคู่กัน โดยไม่ข้องเกี่ยวกัน หากสนับสนุนให้แต่ละชุมชนยึดมั่นอยู่ในประเพณีวัฒนธรรมที่ตกทอดมา

บริบททางวัฒนธรรมสะท้อนจากความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในวัฒนธรรมนั้น ในสังคมหนึ่ง ๆ หรือในระหว่างสังคมที่อยู่ใกล้กัน หากคนส่วนใหญ่เชื่อว่า การแข่งขัน การเอาชนะ การครอบงำ/ยอมจำนน หรือการใช้กำลังบังคับ เป็นวิธีการที่ดีในการแก้ไขความขัดแย้ง โอกาสที่จะใช้ความร่วมมือกัน ถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ การให้ความเคารพ หรือการใช้สันติวิธี ก็เป็นไปได้ยาก ตัวอย่างเช่น สังคมยิวและปาเลสไตน์ สังคมไทยและมลายูในชายแดนใต้ มีความขัดแย้งรุนแรง/ยืดเยื้อ ซึ่งส่วนหนึ่งอธิบายได้ว่า เป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรม ที่สืบเนื่องมาจากนโยบายเอกวัฒนธรรมนิยมของฝ่ายต่าง ๆ

อย่างไรก็ดี นักสังคมวิทยาชื่อ ยัสมิน อาลิบาย บราวน์ วิพากษ์สังคมพหุวัฒนธรรมว่า “สังคมพหุวัฒนธรรมที่แท้จริงไม่ควรมีแค่การรู้จักกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมด้วยเรื่องผิวเผิน เช่น ชุดแต่งกาย อาหาร และเครื่องดนตรี รู้จักสังคมอินเดียว่ามีสตรีสวมชุดส่าหรี คนอินเดียชอบกินซาโมซ่า และมีเครื่องดนตรีที่เป็นกลองโลหะ เป็นต้น แต่ควรมีการยอมรับที่ลึกลงไปกว่านั้น เช่นเรื่องสิทธิและเสรีภาพ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในลักษณะที่เท่าเทียมกัน”

อานันท์ กาญจนพันธุ์ ให้ความเห็นว่า “แนวคิดพหุวัฒนธรรมได้เข้ามาพร้อม ๆ กับความเปลี่ยนผ่านทางสังคมวัฒนธรรมไทยในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เดิมประชาชนชาวไทยไม่ค่อยรู้จักคำว่าพหุวัฒนธรรมเท่าใดนัก นอกจากแวดวงวิชาการเท่านั้น อาจเป็นเพราะประเทศไทยในช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงของการสร้างรัฐชาติที่เน้นอุดมการณ์ความเป็นหนึ่งเดียวทางวัฒนธรรม และความเป็นไทย ดังนั้น ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ได้ถูกบดบัง สลาย และกลมกลืน เป็นอย่างมากในช่วงของสร้างรัฐชาติ”

ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ประมาณ 50 กลุ่ม ที่ยังรักษาภาษาแม่เอาไว้ แม้ภาษาจะถดถอยไปมาก มีประชากรรวม 7 – 10 ล้านคน กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ที่มีประชากร 1 ล้าน หรือมากกว่านั้น ได้แก่ ชาติพันธุ์มลายู (ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้) ชาติพันธุ์เขมร (ได้ชื่อว่าเขมรสูงเพราะอาศัยอยู่ในที่ราบสูงทางตอนใต้ของอีสาน) และชาติพันธุ์ไทใหญ่ (ส่วนหนึ่งอาศัยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่)

กลุ่มชาติพันธุ์ที่ถดถอยและกำลังถูกสังคมส่วนมากกลืนกลาย ได้แก่ชนเผ่าพื้นเมือง ประกอบด้วย

ชนเผ่ามละบริ, ก่อ (อึมปี้), บีซู, ชอง, ญัฮกุร, ไทแสก, มอแกน, มอแกลน, อูรักลาโว้ย, และมานิ

กลุ่มชาวเขาที่มีวิถีชีวิตและภาษาของตนประกอบด้วยกะเหรี่ยง (Karen) ม้ง (Hmong) เย้า (Yao) มูเซอ (Lahu) ลีซอ (Lisu) อีก้อ (Akha) ลัวะ (Lua) ถิ่น( H’tin) ขมุ( Khamu) มละบริ (Malabari) ปะดอง (Padaung) ปะหล่อง (Palong)

สมมุติว่าเราเลือกที่จะเปลี่ยนนโยบายหลักจากการสร้างรัฐชาติโดยการบังคับผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม มาเป็นนโยบายพหุวัฒนธรรมนิยม ผู้รับผิดชอบหลักต่อนโยบายนี้คือผู้มีอำนาจ ได้แก่ รัฐบาลและราชการส่วนภูมิภาค แต่ลำพังผู้มีอำนาจอาจไม่เพียงพอ รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติไว้ในมาตรา 43 ว่า “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ … หมายความรวมถึงสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐ ในการดำเนินการดังกล่าวด้วย”

ปัจจุบัน มีความพยายามที่จะตรากฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการของร่างกฎหมายชาติพันธุ์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 สาระสำคัญคือให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม และเข้าถึงสิทธิด้านต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ สภาฯได้รับหลักการของร่างกฎหมายรวม 5 ฉบับ ซึ่งจะนำมาพิจารณาร่วมกันในวาระสองและสามต่อไป

ต่อไปจะขอเสนอแนวคิดเรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ไม่มากก็น้อย คำว่า “พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ” มีปรากฏเป็นครั้งแรกในมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยได้กำหนดพื้นที่นำร่องไว้ 4 แห่ง ได้แก่ 1) บ้านห้วยหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย 2) ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก หลังจากนั้น มีหมู่บ้านกะเหรี่ยงแห่งอื่น ๆ ทยอยกันประกาศตนเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ จนถึงปัจจุบัน มีจำนวน 14 หมู่บ้าน ในบรรดาหมู่บ้านที่ได้ประกาศเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเหล่านี้ มีบางหมู่บ้านได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

ชนเผ่าพื้นเมืองได้พยายามพึ่งตนเองให้มากขึ้น โดยมีการรวมกลุ่มกันในนามสมัชชาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดิน และปัญหาสถานะบุคคล (สัญชาติ) ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 มีการก่อตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยขึ้นเพื่อสนับสนุนการจัดการตนเองและการร่วมกันแก้ไขปัญหาของชนเผ่าพื้นเมือง

น่าจะมีการขยายแนวคิดเรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ให้ครอบคลุมถึงพื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมืองอื่น ๆ (นอกจากชาวกะเหรี่ยง) ด้วย โดยอาจทำเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างราชการกับสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

การมีเขตวัฒนธรรมพิเศษระดับหมู่บ้านนับเป็นจุดเริ่มต้น ควรมีการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะมีเขตวัฒนธรรมพิเศษระดับจังหวัด ที่มีประชากรชาติพันธุ์จำนวนมาก เช่น จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดอีสานใต้ จังหวัดหรืออำเภอในภาคเหนือที่มีชาวเขา หรือชาวไทใหญ่อาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้โดยความร่วมมือกับองค์กรบริหารส่วนจังหวัดของจังหวัดนั้น ๆ หรือกับเทศบาลสำหรับเขตวัฒนธรรมพิเศษระดับอำเภอ

หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) หน่วยงานหนึ่ง มีชื่อว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยงานนี้ มีโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมชุมชนผ่านกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และประชาสังคมเพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ 18 พื้นที่ และกำลังขยายพื้นที่เพิ่มอีก 20 พื้นที่ ทั้งนี้ โดยใช้แนวคิดเรื่องวิสาหกิจทางวัฒนธรรม (Cultural Enterprise)

โครงการที่ บพท. สนับสนุนเป็นความร่วมมือกับ อปท. ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ครัวเรือน/ผลิตภัณฑ์ชุมชน, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, การขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมบนพื้นที่ประวัติศาสตร์, การพัฒนาย่านพหุวัฒนธรรม, การพัฒนาเมืองด้านศิลปะวัฒนธรรม

วิธีการทำงานของวิสาหกิจทางวัฒนธรรมประกอบด้วย

(1) การจัดทำแผนที่ทางวัฒนธรรม (Cultural Mapping) ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อค้นหาทุนทางวัฒนธรรมชุมชน คนเก่ง ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการหนุนเสริมการสร้างผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมนั้นๆ

(2) การสนับสนุนให้เกิดประชาคมวัฒนธรรมในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ

(3) การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาคมวัฒนธรรมของพื้นที่ ผ่านการจัดทำกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ได้แก่ การกระตุ้นจิตสำนึกรักและหวงแหนวัฒนธรรมพื้นที่ การถอดบทเรียนและการจัดการความรู้

(4) การบูรณาการการทำงานของประชาคมวัฒนธรรมกับหน่วยงานรัฐในพื้นที่และราชการส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน และ

(5) การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ถึงผลกระทบของกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่อรายได้และการกระจายรายได้ของพื้นที่

อันที่จริง รัฐบาลควรมีนโยบายสนับสนุน (พร้อมงบประมาณ) ให้ อปท. มีบทบาทนำในเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม เพราะนอกจากจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแล้ว ยังสอดคล้องกับหลักการที่ว่า คนท้องถิ่นย่อมรู้จักและประสงค์จะส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดีกว่าใคร มีผลงานพื้นบ้านที่หลากหลาย และควรได้รับการส่งเสริมจาก อปท. โดยเฉพาะผลงานที่มีชีวิตชีวา อาทิ

– นิทานพื้นบ้าน, ตำนาน/เรื่องเล่าที่สัมพันธ์กับความเชื่อ, บทร้องพื้นบ้าน, บทสวดหรือบทกล่าวในพิธีกรรม, สำนวนและภาษิต, ปริศนาคำทาย, ตำราที่เป็นเอกสารโบราณ ฯลฯ

– ศิลปะการแสดง, ดนตรี, การขับร้อง, นาฏศิลป์ (การรำ, การเต้น), การละคร, การแสดงสด ฯลฯ

– ประเพณีที่เกี่ยวกับศาสนา, เกี่ยวกับเทศกาล, วงจรชีวิต, การทำมาหากิน ฯลฯ

– งานช่างฝีมือดั้งเดิม, การทอผ้า, ย้อมผ้า, สิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยผ้า, เครื่องจักสาน, เครื่องรัก, เครื่องปั้นดินเผา, เครื่องโลหะ, เครื่องไม้, เครื่องหนัง, เครื่องประดับ ฯลฯ

– การละเล่นพื้นบ้าน, กีฬาพื้นบ้าน, ศิลปะการป้องกันตัว ฯลฯ

– อาหารพื้นบ้าน

– การแพทย์แผนไทย, การแพทย์พื้นบ้าน, การนวด ฯลฯ

อปท. อาจเลือกงานด้านใดด้านหนึ่ง ที่อยู่ในชีวิตจิตใจของชาวบ้าน และพัฒนาความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์เชิงศิลป์ จนเป็นทุนทางสังคมอันเป็นที่ภาคภูมิใจของชุมชน และผู้มาเยือน

เราควรมีนโยบายพหุสังคมนิยม ที่ตามด้วยวิธีการส่งเสริมที่แยบยลและได้ผล โดยอาศัยการดำเนินงานของ อปท. และความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ของเจ้าของวัฒนธรรมพื้นถิ่นนั้นเอง

โคทม อารียา