6 ปฏิวัติการศึกษาไทย
ได้ผลครับ ได้ผล หลัง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศเชิญชวนทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมปฏิวัติการศึกษาไทย
เสียงตอบรับค่อยๆ ดังขึ้นทีละน้อยๆ ทีละคนๆ
ถ้ารับลูกต่อกันไปเรื่อยๆ คงกระจายไปทั่ว ทั้งในและนอกแวดวงประชาคมการศึกษา
รศ.ประภาภัทร นิยม แห่งสำนักโรงเรียนรุ่งอรุณ ครู อาจารย์ แฟนพันธุ์แท้ท่านแรกเขียนมาคุย “ตรงประเด็นมากและทันท่วงที” ค่ะ
“เรื่องปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเด็นที่ควรระมัดระวังในการกลับไปเน้นใช้หลักสูตรแกนกลางปี 2551 คือ เกณฑ์การวัดและประเมินผลจะไม่ออกมาที่สมรรถนะของผู้เรียน แต่ยังคงเป็นตัวชี้วัดเดิมที่ยังเน้นเนื้อหาสาระอยู่”
“ที่ผ่านมามีความพยายามเพิ่มเติมนวัตกรรมการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning หรือโครงงานฐานวิจัย Project or problem based Learning ก็ตาม
แต่ปรากฏว่าครูทั้งหลาย จำเป็นต้องกลับไปใช้การประเมินโดยการทดสอบตอบตัวชี้วัดเดิม จึงละเลยความพยายามที่จะเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนอย่างแท้จริง”
“ถ้าระบบของหลักสูตรสอดคล้องกันตลอดสาย ต้องเข้าสู่การประเมินให้เกิดสมรรถนะ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องกลับไปปรับวิธีการเรียนการสอน และใช้วัดผลการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนโครงงานฐานวิจัยให้เป็นประโยชน์ได้”
ก่อนปิดท้าย ครูสะกิดถึงสำนวนไทยที่ผมเขียนว่า “บอกกล่าวเล่าสิบ”
สำนวนเดิมเป็นอย่างที่อาจารย์ว่า “บอกเล่าเก้าสิบ” จริงๆ ขอบพระคุณครูครับ
นักการศึกษาอีกท่าน รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ อดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นักคิดฟิตไม่ตก สะท้อนคิดต่อ “จะปฏิวัติการศึกษาไทยสำเร็จต้องมีการปฏิวัติต่างๆ ดังนี้”
1.ปฏิวัติหลักสูตรใหม่หมดให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี AI ที่เน้นสมรรถนะผู้เรียนเป็นสำคัญ
2.ปฏิวัติโครงสร้างระบบการบริหารการศึกษาไทย จากศูนย์กลางอำนาจที่กระทรวงศึกษาไปให้จังหวัด ศึกษาธิการจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษามีอำนาจเต็ม อิสระในการบริหารบุคลากรและงบประมาณ
3.ปฏิวัติการจัดการเรียนรู้และระบบการวัดผล ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีโอกาสและส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหา กิจกรรมที่ต้องการการเรียนรู้ในเรื่องที่สนใจร่วมกับครู มีการวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนเป็นสำคัญ
4.ปฏิวัติการเข้าสู่วิทยฐานะ ความก้าวหน้าวิชาชีพของครู ผู้บริหารสถานศึกษาใหม่หมด ให้อำนาจศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่ดูแลเรื่องผลงานเชิงประจักษ์จริงๆ ไม่เน้นการทำเอกสาร ให้กคศ.มีหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัย คุณสมบัติและกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งของบุคลากรการศึกษาเท่านั้น ไม่มีอำนาจอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันที่ความก้าวหน้าของครู บุคลากรการศึกษาทุกอย่างขึ้นกับกระทรวงศึกษาส่วนกลางเท่านั้น
5.ปฏิวัติกระบวนการสรรหา แต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาใหม่หมด เป็นอำนาจของจังหวัด ศึกษาจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา ไม่ใช่ส่วนกลางมีอำนาจโยกย้ายได้ทั่วประเทศ เช่น ย้าย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาจากภาคอีสานมากรุงเทพฯ จากกรุงเทพฯไปภาคใต้ เป็นต้น ต้องเน้นผลงานเชิงประจักษ์ มากกว่าเน้นขนาดโรงเรียน ต้องเล็กไปกลาง ไปใหญ่ เป็นต้น ต้องมีกระบวนการสรรหาที่โปร่งใสชัดเจน
6.ปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยีและอาคารสถานที่ สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศของสถานศึกษาที่พร้อมสนับสนุน ส่งเสริมการเรียนรู้ของผุู้เรียนให้สามารถเรียนได้ทุกที่ รู้ได้ทุกเวลาอย่างแท้จริง การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยุุู่แต่ในสถานศึกษาของผู้เรียนเท่านั้น
“ได้แต่หวังว่าการจัดการศึกษาต้องเพื่อคุณภาพผู้เรียนในอนาคต ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องเพื่อผู้เรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อครู ผู้บริหาร บุคลากรการศึกษาให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพแต่เพียงอย่างเดียว” ครูเอกชัยทิ้งท้ายน่าคิด
นักการศึกษาอีกท่าน อาจารย์นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข เจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง รูปแบบการสร้างค่านิยมสันติวิธีร่วมกับจริยธรรมในระบบการสอน ทำร่วมกับ รศ.ดร.ประพนธ์ เจียรกูล และคณะ โดยการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกล้า
สะท้อนแนวคิดมาว่า “ปฏิรูปหลักสูตรแล้ว ต้องทำเรื่องวิธีสอน เพราะเป็นเรื่องคู่กัน Curriculum and Instruction Administration and Supervision
หลักสูตรเป็นกรอบเนื้อหาสาระที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย วิธีสอนจึงสำคัญมาก เพราะทำให้นักเรียน
เรียนรู้เนื้อหาโดยเข้าใจง่ายและสนุก ทำให้อยากเรียน
ท่านรัฐมนตรีออกทีวีการศึกษาของกระทรวงพูดเรื่องนโยบายการศึกษาอนุบาล 3 ลด 3 เพิ่ม 3 เร่ง
การศึกษาปฐมวัยอนุบาลสำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงอายุที่สมอง สามสมองกำลังเจริญเติบโตทั้งขนาดและการรับรู้ การคิด ในอัตราที่สูงที่สุดของชีวิตประมาณ 80% ของผู้ใหญ่ปกติ เหลืออีก 20% จะพัฒนาต่อไปจนถึงวัยรุ่นและยังคงเรียนรู้พัฒนาตลอดชีวิต
“ครูต้องพูดสื่อสารทางบวก ใช้ทักษะฟังใจกับนักเรียนขณะสอน เพราะคำพูดทางบวกจะกระตุ้นให้สมองเปิดรับการเรียนรู้ทั้งวิชาการและจริยธรรม สร้างกำลังใจที่เข้มแข็ง เชื่อมั่น คิดริเริ่มประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีงาม มีคุณธรรม จริยธรรม นำตนเองได้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร”
ในทางตรงข้ามคำพูดทางลบของครู กระตุ้นให้สมองปิดรับการเรียนรู้ทั้งมวล ใช้วิธีสอนอะไรก็ไม่ได้ผล ทำให้นักเรียน โกรธ แค้น ดื้อ ต่อต้านครู คิดหาทางแก้แค้น แก้ลำ สู้กลับ รวมหัวตั้งเก๊งเด็กเกเร อันธพาล นักเรียนเลว บ่มเพาะพฤติกรรมต่อต้านสังคม ก้าวร้าว ใช้ความรุนแรงในครอบครัว สังคม ที่สาธารณะ
มีผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา สรุปว่า โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงให้สังคมไทย
WHO องค์กรอนามัยโลก/2003 ชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงทำลายทุกอย่าง ทำลายบุคลิกภาพเยาวชน ครอบครัว ชุมชน ประชาชน ระบบการเมืองการปกครองประชาธิปไตยของประเทศ จึงเรียกร้องให้ทุกประเทศจัดโครงการอบรมบุคลากรโรงเรียน และทุกโครงการที่เน้นพัฒนาทรัพยากรคน
ครับ ร่วมสะท้อนคิดกันมากๆ เพื่อว่าวันหนึ่ง ปฏิวัติการศึกษาจะเป็นจริง

