ในน้ำใส มีน้ำขุ่น เหลี่ยมเล่ห์ กับ เพทุบาย เป้าหมาย ชัยชนะ
การเจรจาทางการทูตระหว่างทัพฌ้อกับทัพฮั่นดำเนินไปด้วยความราบรื่นโดยพระเจ้าฌ้อปาอ๋องส่งมอบพระบิดาพระเจ้าฮั่นอ๋องตามข้อตกลง
แต่ความราบรื่นก็เริ่มปรากฏเค้าลางแห่งความไม่พึงพอใจขึ้น
เมื่อพระเจ้าฮั่นอ๋องเลิกทัพกลับทางทิศตะวันออก จางเหลียงได้เข้าไปรายงานสถานการณ์และความเป็นจริงของการยึดครองพื้นที่ทางการทหาร
เป็นการเปรียบเทียบดุลกำลัง 2 ฝ่าย
เดิมทัพฌ้อยึดครองดินแดน 10 ส่วน ขณะที่ทัพฮั่นกระทำศึกตีมาอยู่ในความยึดครองได้ถึง 8 ส่วน
ความเป็นจริงในทางความคิดที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่
“ทะแกล้วทหารซึ่งตามเสด็จมาแต่เมืองตะวันออกก็รื่นเริงทุกตัวคน หวังจะได้กลับไปบ้านเมือง”
นี่ย่อมเป็นเงื่อนไขทาง “การทหาร” อันส่งผลสะเทือนในทาง “ความคิด”
แนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์ของจางเหลียงจึงเริ่มต้นจากสภาพความเป็นจริงใหม่หลังเปิดแนวทางด้านการทูต
เพื่อสงบศึกและแลกตัวไทก๋งกับดินแดนบางส่วน
“บัดนี้ ไต้อ๋องมาแบ่งอาณาเขตฝ่ายตะวันออกให้ฌ้อปาอ๋อง ทะแกล้วทหารก็จะไม่มีความสบายก็จะไปจากไต้อ๋องสิ้น
ถ้าฌ้อปาอ๋องกลับประทุษร้ายขึ้น ไต้อ๋องจะสู้ฌ้อปาอ๋องได้หรือ
ประการหนึ่ง คำโบราณว่าไว้เป็นวิสัยโลกมีพระอาทิตย์ดวงเดียวซึ่งจะส่องโลกเป็นสองดวงนั้นมิได้ สัตว์ทั้งปวงก็เดือดร้อนเหลือที่จะทน
ทุกวันนี้ฌ้อปาอ๋องมีแต่ถอยกำลังจวนจะเสียเมืองอยู่แล้ว
ไต้อ๋องจะละไว้ให้มีกำลังขึ้นจึงมิชอบ เปรียบดุจเสืออันผอมเอามาถนอมเลี้ยงให้พีมีแรงขึ้นเกรงแต่จะประทุษร้ายกลับอยู่เป็นนิตย์ ทูลทั้งนี้ใช่จะมิรับไต้อ๋องนั้นหามิได้
หวังจะให้เป็นเอกกษัตริย์ครองสมบัติอยู่แต่องค์เดียว”
แท้จริงแล้ว อุปมาว่าด้วย “พระอาทิตย์ดวงเดียว” กับ “พระอาทิตย์สองดวง” ในทางการเมืองมิได้เริ่มจากยุทธนิยาย “สามก๊ก” อย่างที่เข้าใจ
หากแต่ยังปรากฏอยู่ในยุทธนิยาย “ไซฮั่น” ด้วย
อาจมองได้ว่านี่เป็นเรื่องในยุคหลังเมื่อมองย้อนกลับไปใน “พงศาวดาร” มองลึกลงไปใน “ประวัติศาสตร์”
เนื่องจากทั้ง “สามก๊ก” ทั้ง “ไซฮั่น” ล้วนเรียบเรียงขึ้นในชั้นหลัง
รากฐานอาจเป็นการประมวลจากการแสดงออกผ่าน “อุปรากร” ทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับอย่างเป็นทางการ
กระนั้น รากฐานนั้นๆ ก็สะท้อน “ผลึก” ในทาง “ความคิด”
เป็นความคิดที่ดำรงอยู่ในสังคมฉิน ในสังคมฮั่น ผ่านเข้าสู่ยุคแห่งการเรียบเรียงและซึมซ่านเข้ามาสู่การเรียบเรียงเป็นสยามพากษ์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ของไทย
นี่ย่อมเป็นความคิดในเชิง “ยุทธวิธี” อันดำรงอยู่ภายใต้ “ยุทธศาสตร์”
การเสนอของจางเหลียงสะท้อนบทบาทของ “ฝ่ายอำนวยการ” การตัดสินใจจึงอยู่ที่บทสรุปของ “ผู้บังคับบัญชา”
ในที่นี้เป็นใครมิได้นอกเสียจาก พระเจ้าฮั่นอ๋อง
“เมื่อได้ลั่นวาจาแบ่งอาณาเขตให้ฌ้อปาอ๋องไปแล้วจะกลับทำเสียอีกอย่างอย่างท่านว่านั้น ความนินทาก็จะมีแก่ตัวเรา”
ระหว่าง “กลับคำ” กับ “ตระบัดสัตย์” ใกล้เคียงอย่างยิ่ง
“ซึ่งอุบายจะแก้เรื่องพระบิดามานี้บรรดาทหารแลหัวเมืองทั้งปวงก็ปรึกษาพร้อมกันสิ้น ซึ่งการแบ่งแผ่นดินแค่ไต้อ๋องกับฌ้อปาอ๋อง
บรรดาทหารในทัพหลวงเข้าใจว่าจะลวง
แต่พอได้สมคิดเหมือนครั้งแผ่นดินพระเจ้าบู๊อ๋องกับติวอ๋องชิงสมบัติกัน ถ้าไม่ฆ่าติวอ๋องเสียพระเจ้าบู๊อ๋องที่ไหนจะได้ราชสมบัติ
ไต้อ๋องแบ่งแผ่นดินให้ฌ้อปาอ๋องกึ่งหนึ่งนานไปแผ่นดินก็จะเป็นของฌ้อปาอ๋อง”
จากนั้น ตันแผง เล็กแก ซุยโห ก็ประสานเสียงกัน “จางเหลียงทูลนี้ข้าพเจ้ากับนายทหารก็พร้อมกันสิ้น เพราะการแผ่นดินจะให้เป็นสิทธิแก่ไต้อ๋องผู้เดียว
ถึงจะทำศึกแก่ฌ้อปาอ๋องสืบไปก็ไม่อาลัยแก่ชีวิต”
ความหมายก็คือ มิได้เป็นความคิดจางเหลียงเพียงผู้เดียว ตรงกันข้าม ไม่ว่าฝ่ายอำนวยการ ไม่ว่ากำลังพลทุกระดับล้วนเห็นไปอย่างมีเอกภาพ
ท่าทีของพระเจ้าฮั่นอ๋องในฐานะ “ผู้บังคับบัญชา” เห็นอย่างไร
ด้านหนึ่ง ครั้นจะขัดไม่ทำตามคำทูลก็เกรงที่ปรึกษาและบรรดานายทหารจะเสียน้ำใจ ด้านหนึ่ง ก็ให้ตั้งทัพมั่นอยู่ที่กุนหลง
เหมือนกับจะอยู่ในที่ตั้ง แต่เป็นการรักษาแนวและไม่มีรูปธรรมของการถอย
10 วันต่อมา ท่าทีนี้ก็มีรายงานจากการเฝ้ามองในเอ๊กเดี๋ยง “ฮั่นอ๋องยกมาแต่เมืองกุนหลงได้ยินข่าวว่าจะยกมาตีเมืองเผิงเฉิง”
นี่ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการศึกระลอกใหม่
พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเมื่อทราบข่าวก็มีความโกรธยิ่งนัก ร้องด่าว่า “อ้ายเล่าปังเป็นแค่ลูกคนจน บังอาจมาลวงเรา”
จึงสั่งทหารทั้งปวงให้เตรียมพร้อม
ขณะเดียวกัน พระเจ้าฮั่นอ๋องก็ปรึกษากับจางเหลียง ตันแผง “ซึ่งจะทำศึกบรรดาหัวเมืองทั้งปวงเราได้สั่งให้กลับไปบ้านเมืองแล้ว ครั้นจะให้เรียกหา
ความนินทาก็จะมีว่าเราเป็นกษัตริย์เจรจาไม่ยั่งยืน”
“ไต้อ๋องเกรงคนจะติเตียน ดังนั้น จงจัดทหารให้รักษาหน้าที่เชิงเทินให้มั่นไว้ แล้วใช้คนไปว่ากล่าวให้ฌ้อปาอ๋องโกรธยกมาทำศึกกับเราก่อน
ภายหลังจึงมีหนังสือบอกบรรดาหัวเมืองว่าฌ้อปาอ๋องกลับมาทำสงคราม”
ความหมายก็คือ สร้างสถานการณ์ “ใหม่” กลบสถานการณ์ “เก่า” สร้างเงื่อนไขให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายกระทำ ตนเองเป็นฝ่ายตั้งรับ
โยนข้อหา “กลับคำ” เป็นเรื่องของฌ้อปาอ๋อง
ความหมายแห่งการยุทธนี้ดำเนินไปในลักษณะตีสองหน้า ไม่เพียงในเรื่องใครยึดในคำ ใครไม่ยึดในคำ
หากแต่ยังอยู่กับ “รายละเอียด” ในกระบวนการเคลื่อนทัพ
ทางหนึ่ง หนังสือซึ่งแจ้งไปยังแต่ละหัวเมืองระบุว่า ซึ่งทิ้งสัตย์กับฌ้อปาอ๋องนั้นโดยล่อลวงแต่ให้ส่งพระบิดามา ครั้นได้พระบิดาหากจะละฌ้อปาอ๋องไว้นานไป
เกรงจะเป็นเสี้ยนหนามศัตรูในแผ่นดิน
ขณะเดียวกัน ทางหนึ่ง บรรดาหัวเมืองเมื่อยกมาก็เข้าเมืองไม่ทัน เห็นหานซิ่น หยินโป้ แพอวด ก็จะทำเป็นศึกกระหนาบ
เมื่อระบุฌ้อปาอ๋องเป็นเสี้ยนหนาม เมื่อกำลังเข้ามาพร้อม
เท่ากับตั้งธงให้ฌ้อปาอ๋องเป็น “โจทก์ร่วม” บนแนวทางที่ “จำจะคิดกำจัดฌ้อปาอ่องเสียจึงจะเป็นแผ่นดินเดียว ไพร่บ้านพลเมืองจะได้มีความสุข”
นี่ย่อมเป็น “ยุทธวิธี” ที่จะบรรลุ “ยุทธศาสตร์”
ทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามบทเรียนและความจัดเจนของซุนวู ไม่ว่าจะออกมาในท่วงทำนองแบบ เสถียร วีรกุล ที่ว่า
ยุทธศาสตร์ คือ วิชาเล่ห์เหลี่ยม แต้มคู
ไม่ว่าจะออกมาในท่วงทำนองแบบ บุญศักดิ์ แสงระวี ที่ว่า อันสงครามนั้นคือการใช้เล่ห์เพทุบาย
รบได้ให้แสดงรบไม่ได้ จะรุกให้แสดงไม่รุก
ใกล้ให้แสดงไกล ไกลให้แสดงใกล้ ไม่ว่าจะมองจากด้านของฌ้อปาอ๋อง ไม่ว่าจะมองจากด้านของฮั่นอ๋อง
เป้าหมายอยู่ที่ชัยชนะ เป้าหมายอยู่ที่การกำราบอีกฝ่าย
ขนาดเอาตัวพระบิดาของฮั่นอ๋องเตรียมต้มในกระทะร้อนๆ ขนาดยินยอมเสียดินแดนเพื่อแลกอิสรภาพให้กับพระบิดา
การล่อหลอก การลวงด้วยเล่ห์เพทุบาย จึงเกิดขึ้นตลอดสองรายทาง

