สังคมสูงวัย-ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติของเกาหลีใต้
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายยุน ซอกยอล ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติด้านประชากร (Demographic national emergency) โดยกล่าวว่าเกาหลีใต้อาจถึงกับสูญพันธุ์ได้ถ้าสถานการณ์ประชากรไม่ได้รับการแก้ไข จึงเห็นได้ว่าปัญหาสังคมสูงวัยและเด็กเกิดน้อยไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะแม้แต่ประเทศที่รุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างเกาหลีใต้ที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” ช่วง 2490-2530 (รวมทั้งปัจจุบันเอาเด็กไทยอย่างลิซ่าไปปั้นเป็นดารา K-pop และเป็นที่ทำมาหากินของผีน้อยจากไทย) ก็ยังสู้กับปัญหาสังคมสูงวัยไม่ไหว
ปัจจุบันเกาหลีใต้มีประชากร 51.7 ล้านคน และกำลังประสบกับปัญหาสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์คือเพียง 18 ปี ที่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มจากร้อยละ 7 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 14 ของประชากรในปี 2560 และในปี 2567 สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มเป็นร้อยละ 19 โดยมีประชากรสูงอายุประมาณ 10 ล้านคน
สาเหตุปัญหาประชากรที่สำคัญของเกาหลีใต้ ประการแรกคือ ประชากรอายุยืนขึ้น คนเกาหลีใต้มีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นทุกปี ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อายุขัยเฉลี่ยของคนเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจาก 75 ปี เป็น 83.4 ปี ในปี 2566 สูงเป็นประเทศที่ 2 ของโลก (รองจากญี่ปุ่น 84.7 ปี) เนื่องจากมาตรฐานการครองชีพและการสาธารณสุขที่ดีขึ้น ประการที่สองคือ อัตราเจริญพันธุ์ หรือจำนวนบุตรที่มารดาแต่ละคนมีตลอดชีวิต (Total Fertility Rate : TFR) ต่ำที่สุดในโลก คือ 0.73 เพราะอัตราเกิดในเกาหลีใต้ลดลงมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งที่รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามที่จะแก้สถานการณ์โดยส่งเสริมให้คนมีลูก แต่จากการสำรวจพบว่าผู้ตอบกว่าครึ่งบอกว่าไม่อยากมีลูกเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเลี้ยงบุตรแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายราว 6 ล้านบาท นอกจากนั้นแล้ว คนเกาหลีรุ่นใหม่มีรสนิยมสูง ต้องมีรถยนต์ดีๆ บ้าน และเครื่องตกแต่ง การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ จึงมีภาระค่าใช้จ่ายมากอยู่แล้ว
“สาเหตุที่อัตราเกิดต่ำที่สำคัญมาจากการที่เยาวชนเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงแต่คุณภาพชีวิตที่ต่ำ” (Guzman 2024) และ “ค่าเสียโอกาสที่สูงมากของการมีลูกในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเสียโอกาสการประกอบอาชีพเมื่อต้องมีลูก ซึ่งกระทบการมีงานทำและการมีลูกของสตรี” (OECD 2024) ทำให้สัดส่วนประชากรวัยเด็กลดลงและสัดส่วนประชากรสูงอายุโตขึ้น คาดว่าในปีหน้า เกาหลีใต้จะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอดที่มีประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากร ในขณะที่ประชากร อายุ 14 หรืออ่อนกว่าจะลดลงจาก 5.7 ล้านคนเหลือ 5.5 ล้านคน และประชากรวัยแรงงาน (15-64) จะลดลงจาก 36.4 ล้านคน เหลือ 35.6 ล้านคน
ปัญหาสังคมสูงวัยผนวกกับการลดลงของประชากรวัยแรงงานทำให้รายได้ประชาชนลดลงและทำให้เงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคมของเกาหลีใต้หมดลงอย่างรวดเร็วและคาดว่าจะหมดเกลี้ยงราวปี 2598 คือเร็วขึ้นกว่าเดิม 2 ปี ขณะที่ในปีนี้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.7 ทำให้รัฐบาลประธานาธิบดียุน ซอกยอล ถูกกดดันให้ปฏิรูประบบบำนาญโดยในปีนี้ต้องเพิ่มอัตราเงินสมทบและขยายอายุการรับสิทธิบำนาญจาก 62 ปี ไปเป็น 65 ปี
ที่น่าห่วงคือเกาหลีใต้มีอัตราผู้สูงอายุยากจนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งธนาคารแห่งเกาหลีใต้ก็ออกมาเตือนว่าอัตราเกิดที่ลดลงจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ติดลบตั้งแต่ปี 2593 รวมทั้งธนาคารโลกก็เคยเตือนตั้งแต่ปี 2558 แล้วว่าสังคมสูงวัยเป็นปัญหาพื้นฐานที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีใต้และมีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และเคยทักแล้วว่าเกาหลีใต้มีผู้สูงอายุยากจนมากรวมทั้งตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมีระดับที่น่าห่วง ด้านสุขภาพและการดูแลระยะยาวก็เช่นกัน
ในอีกมุมหนึ่งก็มีผู้มองว่าสังคมสูงวัยในเกาหลีใต้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ทั้งด้านอุตสาหกรรมและการทหาร เพราะสัดส่วนผู้สูงอายุมาก ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลงอาจทำให้ประสิทธิภาพการผลิต (ของแรงงาน) ลดลงและนโยบายต่างประเทศเสียเปรียบ เนื่องจากสังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากมีโอกาสสูญเสียพลังทางนวัตกรรม (Innovative power) และการที่สัดส่วนของประชากรวัยแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลงจะทำให้อุปทานแรงงานลดลงซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจลดลง ขณะที่ในแง่การทหารและการเมืองระหว่างประเทศ เกาหลีใต้ก็มีความวิตกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือที่มีการคุกคามด้วยวิธีการต่างๆ เกาหลีใต้จึงมองเห็นความจำเป็นของจำนวนประชากรในแง่ความมั่นคงและอำนาจทางการทหาร
กลับมาที่ปัญหาสังคมสูงวัยสำคัญในเกาหลีใต้ คือ การที่อัตราผู้สูงอายุที่ยากจนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ปัจจุบันร้อยละ 40 ของผู้สูงอายุเกาหลีใต้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน OECD ซึ่งวัดจากค่าตรงกลาง (Median) ของรายได้หลังหักภาษีของประชากรในแต่ละประเทศ ในเกาหลีใต้ตกเดือนละ $2,600 (9 หมื่นบาท) ซึ่งคนเกาหลีที่มีรายได้ต่ำกว่านี้ถือว่ายากจน (ตัวเลข 9 หมื่นบาทเป็นเพียงเส้นกะระยะ คือถ้ารายได้ต่ำกว่า 9 หมื่นบาทถือว่าเป็นคนยากจน) เส้นความยากจนตามมาตรฐาน OECD สูงมากจึงทำให้มีจำนวนคนอยู่ใต้เส้นนี้มากเมื่อเทียบกับของไทยที่ขีดเส้นความยากจนไว้เพียงเดือนละ 3 พันบาทในปี 2565 (สศช.2565) จึงทำให้มีคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนเพียง 3.8 ล้านคน คิดเป็นเพียงร้อยละ 5.4 ของประชากร (ขณะที่จำนวนผู้ถือบัตรคนจนในปี 2566 มีถึง 1.5 ล้านคน) ทั้งนี้เพราะเส้นความยากจนของไทยคำนวณจากค่าใช้จ่าย (อนึ่งนิยามของผู้สูงอายุ OECD นับจากประชากรที่มีอายุ 66 ปีขึ้นไป ในขณะที่รัฐบาลเกาหลีนับผู้สูงอายุจากประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป)
นอกจากรายได้ต่ำแล้ว อีกปัญหาหนึ่งของเกาหลีใต้คือระบบบำนาญที่ยังไม่แข็งแรง ระบบบำนาญชราภาพเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 โดยให้บำนาญเพียงเดือนละ 8 พันบาท หลังผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 20 ปีจึงจะได้บำนาญตลอดชีวิต เงินบำนาญดังกล่าวมีค่าเพียงร้อยละ 16 ของค่าครองชีพขั้นต่ำ และห่างไกลกับเส้นความยากจนของเกาหลีใต้มาก และยังครอบคลุมผู้สูงอายุเพียงสองในสาม ที่น่าห่วงคือ การที่คนเกิดน้อยลง แรงงานรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาช่วยสมทบเงินกองทุนก็ลดลง กองทุนบำนาญก็ลดน้อยถอยลง โอกาสที่ผู้สูงอายุจะได้พึ่งพาเงินบำนาญก็น้อยลงทุกที
สาเหตุหนึ่งของปัญหาบำนาญของเกาหลีใต้เข้าใจว่ามาจากการที่รัฐบาลในอดีตไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับผู้สูงอายุ เพราะลัทธิขงจื๊อในเกาหลีใต้ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งครอบครัวของตนได้ เช่นสมัยปี 2523 รายได้ของผู้สูงอายุเกาหลีใต้ร้อยละ 72 มาจากเงินโอนจากบุตรหลาน แต่ระยะหลัง คนรุ่นหลังไม่ค่อยช่วยเหลือผู้สูงอายุ และสัดส่วนเงินโอนจากบุตรหลานลดลงเหลือเพียงร้อยละ 31 ในปี 2546
ผู้สูงอายุเกาหลีใต้จำเป็นต้องทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพจนอายุ 70 ปี (ผู้สูงอายุวัยต้น (65-69) ในเกาหลีใต้ร้อยละ 50 ยังทำงานอยู่) งานส่วนใหญ่เป็นงานที่ไม่ค่อยมีคนอยากทำและค่าตอบแทนต่ำ สาเหตุหนึ่งนอกจากระบบบำนาญที่ไม่เพียงพอ คือภาคเอกชนเกาหลีมักกดดันให้เกษียณออกจากงานประจำเร็วเพื่อประหยัดเงินสมทบประกันสังคมและสวัสดิการโดยยอมจ่ายเงินเลิกจ้างเป็นก้อน ในเกาหลีใต้มีแรงงานอายุ 55+59 เพียงร้อยละ 25 ที่ไม่เคยถูกปลด เทียบกับร้อยละ 50 ในประเทศ OECD แรงงานสูงอายุที่ตกงานไม่น้อยที่เดินเก็บกล่องกระดาษ วัสดุพลาสติกใช้แล้ว ขยะ เพื่อเอาไปขายเพื่อยังชีพและค่ายา บางคนทนทำอยู่นับสิบปี ตามรายงานของ OECD ผู้สูงอายุวัย 65-69 มีอัตราการว่างงานสูงถึงร้อยละ 50 ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นที่ผู้สูงอายุวัยนี้จะว่างงานร้อยละ 51
อนึ่ง สำนักสถิติเกาหลีใต้พบว่าในปี 2565 ผู้สูงอายุที่ทำงานร้อยละ 34 มีความเครียดในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 93 หาเงินใช้ของตนเองและคู่สมรส ร้อยละ 4 ได้จากรัฐและองค์กรการกุศล และร้อยละ 3 อาศัยเงินจากบุตรหรือญาติ ร้อยละ 18 ร่วมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในปี 2564 ร้อยละ 82 ไม่ต้องการอยู่กับลูกๆ ร้อยละ 68 มีการเตรียมตัวเกษียณ และในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ร้อยละ 36 ทำงานอดิเรก ร้อยละ 25 เดินทาง และร้อยละ 21 หาเงินใช้
ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีใต้ยังสนับสนุนให้ผู้สูงอายุทำงานมากขึ้นเพื่อประทังปัญหาวิกฤตประชากรของประเทศ โดยครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้อายุเกิน 75 และงานที่ทำเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะและไม่ต้องฝึกนาน ประมาณร้อยละ 30 เป็นงานเกษตรกรรม ประมง และป่าไม้ และ ร้อยละ 23 เป็นด้านสังคมและบริการ
นอกจากส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงานแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังพยายามแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยด้วยมาตรการต่างๆ ที่จูงใจให้คู่สมรสมีบุตรมากขึ้น เช่น ให้รางวัลคนมีลูกตามจำนวนที่มี การเพิ่มวันหยุด วันลาคลอด วันลาของสามีที่มีลูก การสงเคราะห์บุตรและการดูแลอนุบาลเด็กอ่อน ฯลฯ และยังคิดจะยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้ผู้ชายที่มีลูก 3 คนขึ้นไป ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้เงินไป 280 พันล้านดอลลาร์ (10 ล้านล้านบาท) เพื่อแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย แต่มีผู้ให้ความเห็นว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาเท่าใด (Guzman 2024)
ครับ ก็ไม่รู้ว่าประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติด้านประชากรของเกาหลีใต้จะแก้ปัญหาสังคมสูงวัยและเด็กเกิดน้อยอย่างฉุกเฉินได้เพียงใดทั้งการแก้ไขปัญหากองทุนประกันสังคมอย่างรีบด่วน การเร่งให้ประชาชนมีลูกมากขึ้นและการช่วยผู้สูงอายุที่ยากจน

