เศรษฐศาสตร์โดนัท
โดนัทเป็นขนมแป้งทอดหรืออบ มีเนื้อคล้ายขนมเค้ก รูปร่างกลม มีรูตรงกลาง ดูแล้วคล้ายห่วงยาง ถ้าให้วาดรูปโดนัท เราก็จะเขียนวงกลมสองวง ที่มีจุดศูนย์กลางเดียวกัน รูปวงกลมสองวงนี้คือภาพที่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่จำนวนหนึ่งชวนให้เรานึกถึง เมื่อกล่าวถึงวิชาเศรษฐศาสตร์ ภาพนี้มาจากการริเริ่มของนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งชื่อ เคท รอเวิร์ธ เธอจบจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเริ่มเป็นขบถต่อเศรษฐศาสตร์กระแสหลักตั้งแต่เป็นนักศึกษา เธอรู้สึกว่าบรรดาสมการและคำอธิบายที่ครูบาอาจารย์สอนนั้น ตอบแต่โจทย์ที่จำกัด เช่น
– อะไรทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจเติบโตและขึ้นลง?
– อะไรคือสาเหตุของการว่างงาน?
– อะไรคือสาเหตุของเงินเฟ้อ?
– อัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดอย่างไร?
เธอพยายามตั้งโจทย์ใหม่ว่า “อะไรคือเป้าหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์?” แล้วย้อนไปหาคำตอบที่นักเศรษฐศาสตร์คนแรก ๆ ได้คิดไว้ นักปรัชญากรีกชื่อเซโนโฟนคิดคำว่า ‘economics’ โดยรวมคำว่า oikos (ครัวเรือน) กับคำว่า nomos (ปทัสถาน) เข้าด้วยกัน เพื่อหมายถึงศิลปะในการจัดการครัวเรือน สองสหัสวรรษผ่านไป คำว่าเศรษฐศาสตร์กลายมามีบทบาทสำคัญไม่เฉพาะต่อครัวเรือน หากต่อเมือง ประเทศ และโลกใบนี้ด้วย เคทคิดหาคำตอบและมีข้อเสนอว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ควรมีเป้าหมายเพื่อให้ “มนุษยชาติมีพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นธรรม” แล้วพื้นที่นี้อยู่ที่ไหน เธอตอบว่า อยู่ระหว่าง “รากฐานทางสังคม” (social foundation) ที่รองรับมิให้มนุษย์ตกอยู่ในความแร้นแค้นยิ่ง (critical deprivation) กับเพดานทางนิเวศวิทยาที่หากเกินเลยไป มนุษย์ก็จะเผชิญกับความเสื่อมโทรมยิ่งของสภาวะแวดล้อมโลก
เคท เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่ หมอเนตร รามแก้ว ส่งมาให้ผมอ่าน หนังสือเล่มนั้นชื่อ “เศรษฐศาสตร์โดนัท : เจ็ดวิธีคิดในแบบของนักเศรษฐศาสตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21” เธอเชื่อในอำนาจของรูปภาพหรือไดอะแกรม ในทำนอง “สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น” ดังนั้น เพื่อไปพ้นจากกรอบหรือกระบวนทัศน์เดิมของเศรษฐศาสตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ถือการเติบโตของ GDP เป็นสำคัญ เธอจึงเสนอไดอะแกรมใหม่ที่เป็นวงกลมสองวงที่เธอตั้งชื่อว่าโดนัท และตั้งชื่อเศรษฐศาสตร์แห่งศตวรรษใหม่ว่า “เศรษฐศาสตร์โดนัท” ดังแสดงด้วยไดอะแกรมต่อไปนี้
เศรษฐศาสตร์การเติบโตแสดงด้วยไดอะแกรมง่าย ๆ ในรูปของเส้นโค้งของ GDP ที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ (exponential) ซึ่งสอดคล้องกับความรับรู้ของผู้คนในเรื่องความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนขึ้น ที่แปลความเป็นความก้าวหน้า ในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา ก็มีความก้าวหน้าจริง ๆ ด้วย เด็กที่เกิดในปี ค.ศ. 1950 มีอายุคาดเพียง 48 ปี ส่วนเด็กที่เกิดขึ้นในปีนี้ มีอายุคาด 71 ปี จำนวนคนจนที่มีรายได้น้อยกว่า $1.90 ต่อวันได้ลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นกว่า 40% และกว่าสองพันล้านคนมีน้ำดื่มที่ถูกหลักอนามัยและมีส้วมใช้เป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นต้น
แต่มนุษย์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับปัญหาเดิมและปัญหาใหม่ ผู้คนหลายล้านคนยังคงมีชีวิตอย่างแร้นแค้นยิ่ง หนึ่งในเก้าคนมีอาหารไม่พอกิน ในปี ค.ศ. 2015 เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบจำนวนหกล้านคนเสียชีวิตลง กว่าครึ่งด้วยโรคที่ป้องกันหรือรักษาได้โดยง่าย เช่น โรคท้องร่วงหรือมาเลเรีย วิกฤตการเงินในปี ค.ศ. 2008 ส่งผลสะเทือนต่อเนื่องไปทั่วโลก ผู้คนหลายล้านคนตกงาน ไร้ที่อยู่อาศัย สูญเสียเงินที่เก็บออมไว้ ฯลฯ ขณะที่ในระดับโลก ความเหลื่อมล้ำได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี ค.ศ. 2015 บุคคล 1% ที่รวยที่สุดในโลกมีทรัพย์สมบัติมากกว่าบุคคลอีก 99% ที่เหลือรวมกัน
ไดอะแกรมทางเศรษฐศาสตร์ที่โด่งดังมากเป็นของ พอล ซามวลสัน นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชายหนุ่มหลายแสนคนกลับจากสงครามและเข้าเรียนวิศวกรรมศาสตร์ โดยหวังมีงานทำในการก่อสร้างและการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แต่พวกเขาต้องเรียนวิชาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ด้วย ซึ่งพวกเขารู้สึกว่าเป็นวิชาที่น่าเบื่อ ซามวลสันได้รับมอบหมายให้เขียนตาราที่สามารถทำให้นักศึกษาเข้าใจได้ง่ายขึ้น เขาจึงเขียนตำราที่ใช้ไดอะแกรมต่าง ๆ ประกอบคำอธิบาย มากกว่าจะเขียนเป็นสมการที่เข้าใจยาก ไดอะแกรมที่เขาเขียนไดอะแกรมหนึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าใช้อธิบายการหมุนเวียนของรายได้ ระหว่างครัวเรือนกับธุรกิจ ได้อย่างดี ดังนี้
ไดอะแกรมนี้นอกจากจะใช้อธิบายการหมุนเวียนของรายได้และการแลกเปลี่ยนระหว่างครัวเรือน (แรงงาน) และธุรกิจแล้ว ยังนำมาใช้ยืนยันทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ (neoliberal theory) อันเป็นที่มาของทฤษฎีตลาดเสรี และการปล่อยตามสบาย (laissez-faire) ให้ธุรกิจนำเศรษฐกิจ และให้รัฐบาลลดบทบาทในการควบคุมและสร้างความสมดุลให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งนี้ โดยอ้างว่าทุกอย่างจะมีตลาดเป็นตัวควบคุมการไหลเวียนของรายได้ตามไดอะแกรมของซามวลสันอยู่แล้ว
เคทมีความเห็นว่า ไดอะแกรมของซามวลสันเป็นประโยชน์ในการอธิบายบทบาทของตัวแสดงในไดอะแกรมเท่านั้น ตัวแสดงในไดอะแกรมได้แก่ ครัวเรือน ธุรกิจ ธนาคาร รัฐบาล และการค้า แต่ตัวแสดงที่สำคัญทางเศรษฐศาสตร์แต่ไม่แสดงในไดอะแกรมยังมีอีกมาก กล่าวเฉพาะตัวแสดงสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ยังมี ตลาด การเงิน ชาวบ้าน สังคม โลกพิภพ อำนาจ การผูกขาด เป็นต้น
มาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 21 เคทขอเสนอไดอะแกรมการหมุนเวียนใหม่ โดยให้ความสำคัญแก่ปัจจัย นำเข้าสู่โลกพิภพและสังคม ได้แก่พลังงานตลอดจนสิ่งมีชีวิตและวัสดุ และปัจจัยนำออก ได้แก่ความร้อนและขยะ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยแวดล้อมของกิจการของมนุษย์ ส่วนการหมุนเวียนทางการเงินนั้น มีตัวแสดงล้อมรอบได้แก่ ครัวเรือน ตลาด ชาวบ้าน และรัฐ ถ้าจะพิจารณาในมุมหนึ่ง นี่คือไดอะแกรมวงกลมซ้อนกัน (imbedded or nested diagram) วงในคือเศรษฐกิจ วงกลางคือสังคม วงนอกคือโลกพิภพ ไดอะแกรมใหม่ช่วยให้เราเห็นการเชื่อมโยงของตัวแสดงต่าง ๆ ของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ครบเครื่องขึ้น ดังนี้
ขอย้อนกลับมาที่โดนัทของเคท คราวนี้เราได้ข้อสรุปว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ช่วยให้มนุษย์เราอยู่ในพื้นที่อันอ่อนโยนของเนื้อขนมโดนัท ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ดังนั้น เป้าหมายของเศรษฐศาสตร์คือ 1) การฉุดให้เราขึ้นมาจากหลุมที่อยู่ต่ำกว่าระดับรากฐานของสังคม 2) แม้ทุกคนควรได้รับการเกื้อหนุนทางสังคม แต่สังคมก็ไม่ควรทำเกินไปจนเป็นการเบียดเบียนโลกพิภพ จนเลยเพดานนิเวศวิทยาออกไป
อาศัยไดอะแกรมรูปโดนัท เราอาจระบุความทุกข์ยากและความขาดแคลนทางสังคม ตลอดจนการเบียดเบียนระบบนิเวศวิทยาในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1) เรามีความทุกข์ยากในเรื่องที่อยู่อาศัย, ความเสมอภาคทางเพศสภาพ, ความเท่าเทียมกันทางสังคม, การมีสิทธิมีเสียงทางการเมือง, สันติภาพและความยุติธรรม, รายได้และการมีงานทำ, รวมทั้งมีความขาดแคลนในเรื่องเครือข่าย, พลังงาน, น้ำ, อาหาร, ระบบสุขภาพ, การศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นต้น
2) เราทำเกินขอบเขตของระบบนิเวศที่สมดุลจนเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ, เกิดปัญหาการใช้ที่ดิน, การมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่มาจากปุ๋ยมากเกินไป, การเกิดมลภาวะทางอากาศ, การพร่องลงของชั้นโอโซน, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การเกิดมลภาวะจากสารเคมี เป็นต้น
ไดอะแกรมโดนัทที่เพิ่มเติมรายละเอียดเหล่านี้แสดงอยู่ข้างล่างนี้
หนังสือชื่อเศรษฐศาสตร์โดนัทของเคทมีชื่อรองว่า “เจ็ดวิธีคิดในแบบของนักเศรษฐศาสตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21” จึงขอเล่าสู่กันฟังว่าเจ็ดวิธีคิดแบบใหม่ ดังนี้
1) เปลี่ยนเป้าหมาย ในช่วงเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา เศรษฐศาสตร์จดจ่ออยู่กับเรื่องการเพิ่มของ GDP ในฐานะตัววัดหลักของความก้าวหน้า การจดจ่อเช่นนี้ถูกใช้เป็นเหตุผลให้ยอมรับความเหลื่อมล้ำอย่างยิ่งของรายได้และทรัพย์สิน ตลอดจนการทำลายโลกของสิ่งมีชีวิต จึงควรเปลี่ยนเป้าหมายจากการเติบโตของ GDP มาเป็นการนำพาให้มนุษย์มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและเป็นธรรมของไดอะแกรมโดนัท ถึงเวลาแล้วที่จะเศรษฐกิจจะเจริญอย่างสมดุล
2) มองภาพรวม เศรษฐศาสตร์กระแสหลักพรรณนาเศรษฐกิจด้วยภาพที่จำกัดอย่างมาก ภาพนั้นคือการไหลเวียนของรายได้ของซามวลสัน ที่เรื่องเล่าเสรีนิยมใหม่ทำให้แคบลงไปอีก โดยเน้นในเรื่องประสิทธิภาพของตลาด การขาดสมรรถนะของรัฐ การทำให้ครัวเรือนเป็นเรื่องในบ้าน และโศกนาฏกรรมของชาวบ้าน ถึงเวลาแล้วที่จะวาดภาพเศรษฐกิจเสียใหม่ ให้ผนึกรวมอยู่ในสังคม อยู่ในธรรมชาติ โดยได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ เราควรมีเรื่องเล่าใหม่มาพรรณนาตลาด, พรรณนาความเป็นหุ้นส่วนกับรัฐ, บทบาทแกนกลางของครัวเรือน, และความคิดสร้างสรรค์ของชาวบ้าน
3) บ่มเพาะธรรมชาติของมนุษย์ ตรงใจกลางเศรษฐศาสตร์ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีภาพเหมือนของมนุษย์เศรษฐกิจที่มีเหตุผล (rational economic man) ซึ่งเป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน, อยู่อย่างแยกห่าง, มีรสนิยมคงที่, และครอบงำเหนือธรรมชาติ แต่อันที่จริง ธรรมชาติของมนุษย์นั้นรุ่มรวยกว่านี้มาก ภาพเหมือนใหม่ที่เคทเสนอคือ สัตว์สังคม, ผู้อิงอาศัยกัน, เป็นอยู่แบบหลวม ๆ, มีคุณค่าที่เลื่อนไหล, และพึ่งพาโลกของสิ่งมีชีวิต ภาพเหมือนใหม่เพิ่มโอกาสที่เราจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมของไดอะแกรมโดนัท
4) ทำความคุ้นเคยกับระบบต่าง ๆ การตัดไขว้ระหว่างอุปสงค์กับอุปทานของตลาด คือไดอะแกรมแรกที่นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ทุกคนพบพาน แต่อุปลักษณ์ที่มาจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้มีรากมาจากการสมดุลทางกลศาสตร์ แต่จุดเริ่มต้นของความเข้าใจพลวัตของเศรษฐศาสตร์น่าจะได้แก่การคิดเชิงระบบที่มีการป้อนกลับ (feedback) การวางพลวัตศาสตร์ไว้ที่ใจกลางของเศรษฐศาสตร์จะเปิดทางสู่การหยั่งรู้ในหลายเรื่อง อาทิ การขึ้นลงของตลาดการเงิน, ธรรมชาติการเสริมพลังตนเองของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ, จุดพลิกผันของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, และการมองเศรษฐกิจในฐานะที่เป็นระบบเชิงซ้อนที่มีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา
5) ออกแบบเพื่อการกระจาย เส้นโค้งของคุซเนตส์ (Kuznets curve) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำกับรายได้ต่อหัว โดยมีสมมุติฐานว่า เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น และความเหลื่อมล้ำก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่เมื่อรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง กำลังแรงของตลาดจะทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง แต่เคทให้เหตุผลโต้แย้งว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หากเป็นความล้มเหลวในการออกแบบมากกว่า อันที่จริง นักเศรษฐศาสตร์ของคริสต์ศตวรรษที่ 21 ยอมรับว่า มีวิธีที่จะออกแบบเศรษฐกิจได้หลายวิธี เพื่อให้มีการกระจายรายได้และทรัพย์สินที่เป็นธรรม
6) สร้างเพื่อเสริมสร้าง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้เสนอภาพว่าสิ่งแวดล้อมที่สะอาดเป็นเหมือนสินค้าฟุ่มเฟือย มีแต่ผู้มีฐานะดีเท่านั้นที่จะจัดหามาได้ ในทำนองกับเส้นโค้งของคุซเนตส์ เส้นโค้งของมลภาวะจะเพิ่มขึ้นกับการพัฒนา แต่เมื่อพัฒนาต่อไป มลภาวะจะลดลง แต่เคทแย้งว่าหามีกฎเช่นนี้ไม่ การเสื่อมโทรมของแต่นิเวศวิทยาเป็นผลมาจากการออกแบบทางอุตสาหกรรมที่บกพร่อง ในศตวรรษนี้ เราต้องการความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ปลดปล่อยการออกแบบไปสู่การเสริมสร้าง และการนำมนุษย์มาเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกระบวนการชีวิตที่เป็นวัฏจักรของโลกใบนี้
7) จงเลือกทางสายกลางเกี่ยวกับเติบโต ไดอะแกรมของทฤษฎีเศรษฐกิจที่อันตรายมากคือไดอะแกรมที่แสดงการเพิ่มขึ้นของ GDP ไปเรื่อย ๆ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าการเพิ่มขึ้นไม่รู้จบของ GDP นั้นเป็นเรื่องที่ต้องมี แต่ในธรรมชาติ ไม่มีอะไรเลยที่เติบโตไปเรื่อย ๆ อันที่จริง การไม่ถือเอาการเพิ่มของ GDP เป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นพอยอมรับกันได้ แต่การเอาชนะการยึดติดในเรื่องนี้ดูจะยากกว่ามาก ทุกวันนี้ เรามีเศรษฐกิจที่ต้องการการเติบโต ไม่ว่ามันจะทำให้เราเจริญก้าวหน้าหรือไม่ก็ตาม การพลิกมุมมองในเรื่องนี้เรียกร้องให้เราเลือกทางสายกลางเกี่ยวกับการเติบโต แล้วศึกษาสำรวจว่า เศรษฐกิจที่ปัจจุบันยึดติดกับการเติบโต จะเรียนรู้วิธีที่จะอยู่โดยไม่มีการเติบโตได้อย่างไร
ผมไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์สักเท่าไร เล่มที่เคยอ่านนานแล้วและประทับใจคือเรื่อง “จิ๋วแต่แจ๋ว” (small is beautiful) ของ อี. เอฟ. ชูมากเกอร์ อ่านแล้วจึงได้ช่วยอาจารย์ชาญชัย ลิมปิยากร ในงานของสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสมอยู่นานปี ต่อมาได้อ่านหนังสือชื่อ “ทุนและอุดมการณ์” ของโทมัส ปีเกตตี ซึ่งช่วยให้เห็นประวัติศาสตร์ของการเติบโตและของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ด้วยสถิติและตัวเลขมากมาย หนังสือของเคทเรื่อง “เศรษฐศาสตร์โดนัท” ที่นำมาแนะนำในที่นี้ ช่วยให้ผมมีความหวังในนักเศรษฐศาสตร์ ว่าพวกเขาส่วนหนึ่งเริ่มเห็นอันตรายของลัทธินิยมของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ได้แก่เสรีนิยมใหม่ที่เสนอให้เราพยายามแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโต ยามที่ GDP ไม่ค่อยเพิ่ม กระแสหลักบอกให้เราหาทางกระตุ้นการบริโภค
สุดท้ายอาจไม่ได้ผลทั้งในเรื่องสวัสดิภาพสังคมและความยั่งยืน เคทเสนอให้เราเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมองภาพแคบของเสรีนิยมใหม่ แล้วหาทางมองภาพกว้างที่นำพาความเจริญก้าวหน้า โดยเบียดเบียนธรรมชาติให้น้อยลง ขอขอบคุณเคท รอเวิร์ธ สำหรับความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นกระแสธารใหม่อันสดชื่น ปลุกให้ตื่นจากการยึดติดกับการเติบโตต่อไปไม่หยุดยั้ง

