เมื่อวันอังคารที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพยูเครนบุกโจมตีแบบสายฟ้าแลบโดยรุกรบเข้าไปในแคว้นคูสค์ ซึ่งเป็นดินแดนของรัสเซียที่ตั้งอยู่ติดกับชายแดนยูเครนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยกำลังพลถึง 4 กองพลน้อยพร้อมรบ รวมทั้งกองทหารไซเบอร์และกองทหารส่งกำลังบำรุงที่สามารถยึดครองดินแดนได้ถึง 1,000 ตารางกิโลเมตร รวมทั้งเมืองซุดซา ซึ่งเป็นเมืองชุมทางที่มีสถานีวัดปริมาณก๊าซธรรมชาติที่รัสเซียส่งผ่านท่อส่งก๊าซยูเครนไปยังยุโรปซึ่งทำรายได้ให้แก่รัสเซียปีละกว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคืบหน้าลงใต้เข้าแคว้นนอฟโกรอดซึ่งถือว่าเป็นเมืองหน้าด่านสู่กรุงมอสโกเมืองหลวงของรัสเซียอีกด้วย
การบุกลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียของกองกำลังยูเครนนั้นทำให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยใกล้โจมตีทำลายสนามบินต่างๆ ที่รัสเซียใช้เครื่องบินไปทิ้งระเบิดภายในดินแดนยูเครนได้ถึง 4 สนามบิน และสามารถยึดเส้นทางลำเลียงของทหารรัสเซียที่ใช้เดินทางและขนส่งยุทโธปกรณ์ไปยังแนวรบจากเหนือสู่ใต้อีกด้วย
ในวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ นายพล มีโคลายิฟ โอเลชชุค ผู้บัญชาการกองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า จากการโจมตีทางอากาศอย่างแม่นยำของยูเครนสามารถทำลายสะพานข้ามแม่น้ำเซย์มในแคว้นคูสค์ได้เป็นแห่งที่ 2 หลังจากที่กองกำลังยูเครนเพิ่งทำลายสะพานข้ามแม่น้ำเซย์มอีกแห่งหนึ่ง โดยใช้ขีปนาวุธมิสไซล์ HIMARS ของสหรัฐอเมริกา เป็นการตัดการกำลังบำรุงของทหารรัสเซีย ในขณะที่กำลังทหารของยูเครนได้สร้างฐานที่มั่นในการยึดครองดินแดนรัสเซียไว้อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการบุกโจมตีของยูเครนนี้ดำเนินมาร่วม 2 สัปดาห์แล้วแต่ยังไม่มีการตอบโต้อย่างจริงจังจากทางฝ่ายรัสเซียเลยนอกจากการช่วยพลเมืองรัสเซียอพยพจากบริเวณที่เป็นเส้นทางในการบุกทะลวงของยูเครนเท่านั้น
การบุกอย่างสายฟ้าแลบของยูเครนเข้าไปในรัสเซียที่แคว้นคูสค์นี้นับเป็นการบุกรัสเซียจากข้าศึกภายนอกครั้งแรกในรอบ 81 ปี หลังจากที่กองทัพนาซีเยอรมันบุกเข้ามาทางแคว้นคูสค์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และยุทธการที่คูสค์ก็ยังเคยเป็นสมรภูมิของสงครามยานเกราะที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย
สำหรับการบุกอย่างสายฟ้าแลบของยูเครนครั้งนี้ได้พลิกสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมาร่วม 2 ปีครึ่งโดยสิ้นเชิงเนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัสเซียเป็นฝ่ายรุกรบในดินแดนยูเครนแต่ฝ่ายเดียวจนสามารถยึด 4 แคว้นทางตะวันออกและทิศใต้ของยูเครนไว้ได้ และพยายามที่จะรุกคืบต่อไปอย่างช้าๆ ส่วนทางยูเครนไม่เคยส่งกองกำลังทหารเข้าไปในดินแดนรัสเซียเลย นอกจากสนับสนุนกองกำลังชนกลุ่มน้อยของฝ่ายต่อต้านรัสเซียเข้าปฏิบัติการรบแบบกองโจรในดินแดนรัสเซียเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ครั้งนี้กองกำลังทหารของยูเครนรุกรบและจับเชลยศึกทหารรัสเซียได้นับพันคนและยึดครองดินแดนรัสเซียแท้ๆ ได้ร่วม 1,000 ตารางกิโลเมตร
โฆษกกระทรวงต่างประเทศของยูเครนได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ายูเครนไม่ได้สนใจเรื่องการยึดครองดินแดนในแคว้นคูสค์หรือดินแดนอื่นใดของรัสเซีย และการโจมตีของกองกำลังยูเครนจะหยุดลงเมื่อรัสเซียยอมตกลงฟื้นฟูสันติภาพ ยิ่งรัสเซียตกลงฟื้นฟูสันติภาพอย่างเป็นธรรมเร็วเท่าใด การโจมตีของยูเครนในดินแดนรัสเซียก็จะหยุดลงเร็วเท่านั้น โฆษกกระทรวงต่างประเทศกล่าวเสริมว่า ปฏิบัติการบุกอย่างสายฟ้าแลบของยูเครนครั้งนี้ยังเป็นการช่วยทหารยูเครนในแนวหน้าจากการรุกคืบของทหารรัสเซีย เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้รัสเซียส่งทหารไปเพิ่มเติมที่สมรภูมิที่แคว้นดอนบาสของยูเครนได้อีกต่อไป
ครับ! วัตถุประสงค์ของยูเครนนั้นแจ้งชัดคือต้องการที่จะสงบศึกระหว่างรัสเซียกับยูเครนเสียทีแต่ยูเครนต้องการแคว้น 4 แคว้นด้านตะวันออกและทิศใต้ของยูเครนซึ่งรัสเซียยึดครองได้บางส่วนและผนวกเข้ากับรัสเซียแล้ว ประกอบด้วยแคว้นดอแนตสก์แคว้นแคร์ซอน แคว้นลูฮันสก์ และแคว้นซาปอริชเชีย โดยพื้นที่ 4 แคว้นนี้คิดเป็นประมาณ 15% ของดินแดนยูเครนกลับคืนทั้งหมด แต่ทางรัสเซียโดยเฉพาะประธานาธิบดีปูตินแสดงท่าทีไม่ยินยอมโดยเด็ดขาดและหากยูเครนไม่รุกเข้าไปยึดดินแดนของรัสเซียบ้าง ยูเครนก็จะไม่มีข้อแลกเปลี่ยนที่จูงใจให้รัสเซียยอมสงบศึกได้เลย
นอกจากนี้การรุกเข้าไปดินแดนของรัสเซียนี้ก็จะเป็นการยั่วยุให้รัสเซียใช้อาวุธที่ทรงอำนาจการทำลายอย่างมโหฬารแต่ไม่ถึงกับจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าไปในดินแดนยูเครนเป็นการตอบโต้ซึ่งอาวุธที่ร้ายแรงที่รัสเซียมีอยู่แต่ยังไม่ได้ใช้ในสงครามรัสเซีย-ยูเครนคือ ระเบิดโคตรพ่อ (Father Of All Bombs – FOAB) หนัก 7.1 ตัน แต่มีอำนาจการทำลายเท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ถึง 44 ตัน ซึ่งทางการรัสเซียนำไปใช้ครั้งแรกที่เมืองแดร์ เอซ-ซอร์ ในประเทศซีเรีย กำจัดกองกำลังไอเอสได้กว่า 40 ราย รวมไปถึงผู้บัญชาการระดับสูงสองคนของไอเอส เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2560
หากรัสเซียใช้อาวุธร้ายแรงเช่นระเบิดโคตรพ่อนี้ในดินแดนยูเครนก็ย่อมกระทบกระเทือนกับประเทศสมาชิกขององค์การนาโตที่มีพรมแดนติดกับรัสเซียอันได้แก่ ฟินแลนด์ สวีเดน เอสโตเนีย ลัตเวีย ซึ่งอาจจะอ้างว่าถูกคุกคามถึงขั้นถูกรุกรานซึ่งจะเป็นผลให้บรรดาประเทศสมาชิกขององค์การนาโตเข้าสู่สงครามกับรัสเซียก็เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นขึ้นมาได้ ซึ่งจะทำให้การสงบศึกโดยยูเครนจะได้ดินแดนที่ถูกยึดครองจากรัสเซียมีความน่าจะเป็นมากขึ้นเลยทีเดียว

