หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปฏิรูปการศึกษ...

ปฏิรูปการศึกษา พหุปัญญา-ศูนย์ภาษาของสมอง (1)

22.08.24 | 09:39 น.
ปฏิรูปการศึกษา พหุปัญญา-ศูนย์ภาษาของสมอง (1)

กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิรูปหลักสูตรแล้วต้องทำเรื่องวิธีสอน เพราะเป็นเรื่องคู่กัน Curriculum and Instruction Administration and Supervision

หลักสูตรเป็นกรอบเนื้อหาสาระที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย วิธีสอนจึงสำคัญมากเพราะวิธีสอนทำให้นักเรียน เรียนรู้เนื้อหาโดยเข้าใจง่ายและสนุก ทำให้อยากเรียน

เนื่องจากสมองของมนุษย์ทำหน้าที่รับรู้และคิด หลายลักษณะ หลายมิติ เรียนรู้สร้างภาษา ทั้งภาษาแม่ภาษาที่สอง และภาษาต่อๆ ไป

สมองทำหน้าที่ควบคุมจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรมตลอดชีวิต

นักวิชาการเผยแพร่วิธีสอนคิดมีมาก เช่น คิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา คิดแบบวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้บอกว่าสมองอะไร/กลุ่มสมองส่วนใด ทำหน้าที่คิดเรื่องนั้นๆ

Advertisement

สมองกลีบหน้า Prefrontal cortex/pfc ทำหน้าที่คิดระดับสูง ได้แก่ คิดวางแผน ทำโครงงาน/โครงการ คือ วางแผนและควบคุมการปฏิบัติให้สำเร็จตามแผน เจริญเติบโตเด่นชัดเมื่ออายุ 11-25 ปี

สมอง pfc ต้องทำงานร่วมกับอีกหลายสมองเป็นระบบ สมอง pfc พัฒนาด้วยการทำสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญา (สมองแห่งพุทธ ณัชร สยามวาลา อัมรินทร์ ปริ้นติ้ง)

ที่สำคัญคือ สมอง Insula ทำหน้าที่ระดับรู้ อารมณ์ระดับลึก ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ จึงเชื่อว่าเป็นศูนย์จริยธรรม นับเป็นความพิเศษของสมอง ที่พัฒนาสมองวางแผนทำงานร่วมกับสมองจริยธรรม ป้องกันมิให้คิดวางแผนไปโกงไป พัฒนาสมองคิดระดับสูง จึงต้องพัฒนาศูนย์จริยธรรมของสมองด้วย

อย่างไรก็ตาม นักประสาทวิทยากล่าวว่า สมองยังเป็น The last frontier ที่อยู่บนหัวเรา ที่เรายังไม่รู้อีกมาก

ศูนย์ภาษาของสมอง ชื่อ สมอง Wernicke’s area จะทำหน้าที่แปลงความคิดเป็นภาษาพูดและเก็บบันทึกไว้หรือความจำ เมื่อมีข้อมูลความจำในเรื่องนั้นๆ มากทำให้เกิดความพร้อมในการสื่อสารหรือพูดเล่า

เมื่อนักเรียนต้องการเล่าถึงผลงาน ศูนย์ภาษาอีกสมองหนึ่ง ชื่อ Broca’s area จะทำหน้าที่เรียกข้อมูลภาษาคืนจากสมอง Wernicke ส่งออกไปสื่อสารทางปากโดยมีกล้ามเนื้อปากและลิ้นช่วยให้พูดชัด

ความรู้เรื่องศูนย์ภาษาของสมองใช้มากในวงการแพทย์ ช่วยคนไข้ที่ศูนย์ภาษาของสมองได้รับอันตราย/บาดเจ็บ ทำให้คนไข้พูดไม่ได้ เช่น พวกอัมพฤกษ์ อัมพาต หกล้มศีรษะข้างซ้ายฟาดพื้น

แต่สำหรับคนเป็นครูต้องเอาความรู้เรื่องศูนย์ภาษาของสมอง ไปประยุกต์เป็นวิธีสอนนักเรียน นักศึกษาครู รวมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง พี่เลี้ยงเด็ก

ครูจึงต้องมีความรู้ เรื่องศูนย์ภาษาของสมอง สอนหรือออกแบบกิจกรรมและกระตุ้นเป็น

นักวิชาการอังกฤษ อเมริกา จึงเอามาพัฒนาเป็นเทคนิคการสอนแบบรับภาษาของสมอง ทั้งภาษาแม่ ภาษาที่สอง และภาษาตัวต่อไป

ดิฉันทำวิจัยเรื่องวิธีสอนที่กระตุ้น/พัฒนาสมองทุกวิชา ให้ศูนย์ต่างๆ ของสมองเรียนรู้และสร้างภาษา

เมื่อเราจัดกิจกรรมกระตุ้นให้สมองรับรู้และคิด หลายลักษณะ หลายมิติ เรียนรู้มากๆ สมองนักเรียนก็จะเข้าใจ

ศูนย์ภาษาพูดของสมองทำหน้าที่เรียนทุกภาษา การสอนภาษา คำพูด ฟัง ปัจจุบันครูจะไม่สอนพูด ฟัง เพราะถือว่าเด็กพูดฟังได้แล้ว ยกเว้นเด็กในจังหวัดภาคใต้ที่ใช้ภาษายาวี เด็กภาคเหนือที่ใช้ภาษากลุ่มชาวเขา และเด็กที่ใช้ภาษาเขมรในภาคอีสานตอนล่าง

แต่ก็สอนผิดวิธี คือให้เด็กพูดตามพ่อ พอเด็กพูดไม่ถูกก็แก้ไข ทำให้เด็กไม่อยากพูด

การสอนขั้นอ่านเขียนซึ่งเป็นการสอนสัญลักษณ์ของภาษา ต้องใช้ทฤษฎีสัทศาสตร์และภาษาศาสตร์ Phonetics and Linguistics

แต่หลักสูตรวิชาภาษาไทยไม่รู้เรื่องนี้ ใช้วิธีสอนที่เชื่อว่าอ่านออกคืออ่านถูก อ่านไม่ถูกคืออ่านไม่ออก เรียกว่า Language out of Neurology ชื่อทฤษฎีพฤติกรรมทางภาษา The Audio Lingual habit Theory

การศึกษาปฐมวัย อนุบาลสำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงอายุที่สมองสามสมองกำลังเจริญเติบโตทั้งขนาดและการรับรู้ การคิดในอัตราที่สูงที่สุดของชีวิต ประมาณ 80% ของผู้ใหญ่ปกติ เหลืออีก 20% ที่จะพัฒนาต่อไปจนถึงวัยรุ่นและยังคงเรียนรู้พัฒนาตลอดชีวิต

นักประสาทวิทยาค้นพบสมอง 3 สมอง ได้รับรางวัลโนเบล และทำให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้โดยกระตุ้นพัฒนาสมองสามสมอง คือ

1.P.Dr. Paul Maclean ค้นพบสมอง 3 สมอง The Triune Brain, Use it or lost it. ทำให้เกิดการปฏิวัติการดูแลทารกตั้งแต่ในครรภ์ การศึกษาระดับอนุบาล-ปฐมวัย ช่วงอายุ 0-8 ปี เรียกว่า หน้าต่างโอกาสของชีวิต Window of opportunity

2.P.Dr. Roger Sperry ค้นพบสมองซีกซ้าย/ขวา คือ สมอง Neocortex แบ่งเป็น ซีกซ้าย/ขวา เขาตั้งชื่อว่า The Split Brain, The Bilateral brain ทำหน้าที่ต่างกันแต่ทำร่วมกันตลอดเวลา

3.P.Dr. Howard Gardner ประยุกต์การทำงานของสมองซีกซ้ายซีกขวา เรียกว่าพหุปัญญา 8 ด้านทำให้ความเข้าใจสมรรถนะของสมองว่ามีหลายด้าน ไม่ใช่มีแต่ด้านเลขคณิตและภาษา

วิธีสอนจัดการเรียนรู้ พัฒนาสมองซ้ายขวาคือพหุปัญญา 8 ด้าน ดูว่าเด็กนักเรียนมีด้านใด/เด่น อาจมีหลายด้านก็ได้ เช่น ในหลวง ร.9 มีหลายด้านมาก พระองค์ท่านจึงเป็นอัจฉริยะ/ปัญญาเลิศ ครูจะต้องออกแบบวิธีสอนและค้นหาว่าเด็กมีด้านใด

ดิฉันได้วิจัยวิธีสอน เรียกว่า 80:10:10 คือ ใน 1 ชั่วโมง ครูทำอะไรบ้าง
1.ครูจัดกิจกรรมกระตุ้นให้สมองซีกซ้าย/ขวา คิด/พหุปัญญา ประมาณ 80% ของเวลาสอน 1 ชั่วโมง น.ร.คิด และแสดงความคิดออกมาทางพหุปัญญา
2.ครูสื่อสารทางบวกทักษะฟังใจ ใช้เวลาประมาณ 10% ของเวลาสอน 1 ชั่วโมง
3.ครูใช้สันติวิธีจัดการความขัดแย้งและปัญหาระหว่างครูกับนักเรียนและการรังแก Bullying ระหว่างนักเรียนด้วยกัน

ครูต้องพูดสื่อสารทางบวก ทักษะฟังใจกับนักเรียนขณะสอน เพราะคำพูดทางบวกจะกระตุ้นให้สมองเปิดรับการเรียนรู้ทั้งวิชาการและจริยธรรม สร้างกำลังใจที่เข้มแข็ง เชื่อมั่น คิด ริเริ่มประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีงาม มีคุณธรรม จริยธรรม นำตนเองได้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ทำให้การเรียนรู้/การเรียนการสอนราบรื่น มีอุปสรรคไม่มากนัก

ในทางตรงข้าม คำพูดทางลบของครูกระตุ้นให้สมองปิดรับการเรียนรู้ทั้งมวล ใช้วิธีสอนอะไรก็ไม่ได้ผล ทำให้นักเรียนโกรธ แค้น ดื้อ ต่อต้านครู คิดหาทางแก้แค้น แก้ลำสู้กลับ รวมหัวตั้งแก๊งเด็กเกเร อันธพาล นักเรียนเลว บ่มเพาะพฤติกรรม ต่อต้านสังคม ก้าวร้าว ใช้ความรุนแรงในครอบครัว สังคม ที่สาธารณะ

หากครู นักวิชาการด้านการศึกษา ไม่มีความรู้เรื่องสมอง และไม่สามารถประยุกต์ ออกแบบกิจกรรมที่กระตุ้นการเรียนรู้ การคิด กับวิชาต่างๆ ของหลักสูตรได้ คงจะสอนเนื้อหา ทำตามแบบเดิมต่อไป การปฏิรูปหลักสูตรก็จะเป็นหมันในที่สุด (ต่อตอนหน้า)