สะพานแห่งกาลเวลา : ‘น้ำ’ บนดาวอังคาร
นักวิทยาศาสตร์เคยตั้งข้อสงสัยมานานแล้วว่า ครั้งหนึ่งเมื่อเนิ่นนานเต็มที พื้นผิวส่วนหนึ่งของดาวอังคารเป็นมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำในสถานะที่เป็นของเหลวอยู่เต็มไปหมด
คำถามสำคัญก็คือ ถ้าเคยมี แล้วถึงตอนนี้น้ำพวกนั้นหายไปไหนหมด?
การหายไปของน้ำบนดาวอังคาร มีทางที่เป็นไปได้อยู่สองทาง ทางหนึ่งคือระเหยกลายเป็นไอ เป็นส่วนหนึ่งของก๊าซแล้วกระจายสู่ห้วงอวกาศ
อีกทางหนึ่งก็คือ ไหลซึมลงไปใต้พื้นผิวของดาวอังคาร แล้วคงอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่งที่นั่น
โครงการสำรวจพื้นผิวดาวอังคารหลายครั้งขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ล้วนยืนอยู่บนสมมุติฐานเหล่านี้
ในขณะที่ยานสำรวจพื้นผิวดาวอังคาร (แลนเดอร์/โรเวอร์) ของนาซาส่วนใหญ่ มุ่งตรวจสอบหาร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึง “น้ำบนพื้นผิว” ในสถานที่ต่างๆ บนดาวอังคาร ยานสำรวจ มาร์ส อินไซต์ แลนเดอร์ (Mars InSight lander) กลับมีภารกิจที่แตกต่างออกไป
อินไซต์ แลนเดอร์ หมดสิ้นอายุขัยการปฏิบัติภารกิจไปนานแล้ว มันถูกส่งไปลงบนพื้นผิวดาวอังคารและเริ่มปฏิบัติภารกิจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 และต้องยุติการปฏิบัติงานไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2022 ที่ผ่านมา ทิ้งข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภายใต้พื้นผิวของดาวอังคารจำนวนมากไว้ให้นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์
ยานแลนเดอร์ลำนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวปรู๊ดปร๊าดรวดเร็วเหมือนลำอื่นๆ แต่เชื่องช้าและงุ่มง่ามจนถูกเปรียบเปรยว่าเหมือนเต่า ภารกิจหลักของ อินไซต์ แลนเดอร์ ก็คือ ดักจับและบันทึกคลื่นเสียงใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งลึกลงไปภายใต้เปลือกนอกของดาวอังคาร
คลื่นเสียงดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของวัตถุที่เคลื่อนไหวจนก่อให้เกิดคลื่นเสียงดังกล่าวขึ้น นอกจากนั้นองค์ประกอบของวัตถุดังกล่าวเหล่านั้นก็ทำให้คลื่นเสียงที่ดักฟังได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมันเคลื่อนที่ผ่านจุดต่างๆ ไป คลื่นเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้จะถูกบันทึกเก็บไว้ สำหรับให้นักวิทยาศาสตร์นำมาวิเคราะห์ว่าใต้พื้นผิวที่มันเคลื่อนผ่านไปนั้นคือวัสดุอะไร
ทีมวิจัยข้อมูลทีมหนึ่ง นำโดย วาชาน ไรท์ นักธรณีฟิสิกส์ ของสถาบันสมุทรศาสตร์สคริปส์ ในสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ศึกษาข้อมูลดังกล่าวมานานปี แล้วก็ได้คำตอบที่น่าตื่่นตาตื่นใจในที่สุด
ทีมวิจัยนำเอาข้อมูลที่ได้จาก อินไซต์ แลนเดอร์ ป้อนเข้าไปในแบบจำลอง ซึ่งใช้สำหรับจัดทำแผนที่แหล่งน้ำใต้ดินและลานน้ำมันบนโลก ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของข้อมูลคลื่นเสียงที่บันทึกจากดาวอังคาร อธิบายได้ดีที่สุดว่า ใต้พื้นผิวของดาวอังคาร ลึกลงไปราว 11.5-20 กิโลเมตร มีชั้นหินอัคนี (เช่นหินแกรนิต) ที่ปริแตกอยู่ทั่วไป แต่ในร่องและรอยแยกเหล่านั้นเต็มไปด้วย “น้ำ” ในสภาพที่เป็น “น้ำแข็ง”
ถึงแม้ว่า “น้ำ” ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีอยู่ในปริมาณมากถึงขนาดพอๆ กับน้ำในมหาสมุทรเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะอยู่ในสภาพน้ำแข็งทำให้ไม่สามารถต่อท่อขึ้นมา แล้วกลายเป็นน้ำพุ สำหรับชงชา กาแฟกิน เหมือนบนโลกก็ตาม แต่การค้นพบครั้งนี้ก็มีนัยสำคัญอยู่ไม่น้อย
เพราะนี่คือหลักฐานชัดเจนอย่างยิ่งชิ้นแรกว่า ดาวอังคารทั้ง “เคย” มีน้ำ และยังคงมีน้ำอยู่จนถึงปัจจุบันนี้
มิเชล แมนกา นักธรณีฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ เชื่อว่า การค้นพบครั้งนี้จะมีนัยสำคัญต่ออดีตและอนาคตของดาวอังคาร เพราะการมีมวลน้ำขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ (แม้ว่าจะเป็นในอดีต) ไม่เพียงทำให้เข้าใจได้ถึงสภาพบรรยากาศของดาวอังคารเท่านั้น ยังแสดงให้เห็นว่า (อย่างน้อยครั้งหนึ่ง) บนดาวดวงนี้ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตปรากฏอยู่
วาชาน ไรท์ เห็นพ้องด้วย เขาเชื่อว่าการทำการศึกษาวิจัยต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้เข้าใจถึง “วัฏจักรของน้ำ” บนดาวอังคาร จะนำไปสู่ความเข้าใจว่าด้วยวิวัฒนาการของบรรยากาศ, พื้นผิว และองค์ประกอบภายในของดาวอังคารในที่สุด
และการค้นพบครั้งนี้ เท่ากับเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่แสดงให้เห็นว่า น้ำบนดาวอังคารนั้นอยู่ที่ไหน และมีปริมาณมากมายเท่าใดกันแน่
เพื่อที่จะได้มุ่งเป้าสำรวจ ศึกษาวิจัยต่อไปนั่นเองครับ

