หน้าแรก คอลัมนิสต์ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : ภูมิประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง

25.08.24 | 16:10 น.

บทที่ว่าด้วยตะวันออกกลางของหนังสือที่กล่าวถึงข้างต้นเริ่มโดยตั้งคำถามว่า “ตะวันออกของอะไร แล้วตรงกลางของส่วนไหน” ทิมให้คำตอบต่อคำถามของเขาว่า ชื่อนี้มาจากชาวยุโรป ผู้เรียกชื่อตามมุมมองของตน และกำหนดโฉมของภูมิภาคโดยขีดเส้นบนแผนที่ ซึ่งเป็นเส้นที่ไม่ตรงกับโลกจริง มาบัดนี้ ความพยายามปรับเส้นพรมแดนที่ชาวยุโรปขีดเส้นบนแผนที่นั้นช่างยากเข็ญ แม้ต้องแลกด้วยเลือดและความรุนแรง ก็ไม่แน่ว่าเมื่อไรจะสำเร็จ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ตะวันออกกลางมีเส้นพรมแดนน้อยกว่าปัจจุบันมาก และเขตต่าง ๆ ถูกกำหนดโดยสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก พื้นที่ถูกแบ่งอย่างหลวม ๆ และปกครองโดยสอดคล้องกับภูมิประเทศ ชาติพันธุ์ และศาสนา โดยไม่มีความพยายามที่จะสถาปนารัฐชาติ แต่เดิม วิถีชีวิตของคนในแถบนี้คือการไปมาหาสู่กับญาติมิตรเผ่าเดียวกันได้ตามปกติ จู่ ๆ คนต่างชาติจากแดนไกลที่เขาไม่รู้จักมาบอกว่า พื้นที่ถูกแบ่งออกจากกันแล้ว และการเดินทางข้ามเส้นแบ่งต้องการเอกสารเดินทางที่คนต่างชาตินั้นออกให้ ซึ่งฟังไม่ขึ้นเลย

พื้นที่แถบนี้เคยอยู่ในการปกครองของจักรวรรดิออตโตมันกว่าหกร้อยปี (ระหว่างปี ค.ศ. 1299 ถึง 1922) ซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่เริ่มจากใกล้กรุงเวียนนา ทอดข้ามที่ราบสูงอนาโตเลีย ผ่านดินแดนอาหรับจนถึงมหาสมุทรอินเดีย ผ่านบางส่วนของอิหร่านแล้ววกไปทางตะวันตก ครอบคลุมดินแดนที่ปัจจุบันเรียกตามชื่อที่ชาวยุโรปตั้งให้เป็นส่วนใหญ่ว่า ซีเรีย อิรัก จอร์แดน ปาเลสไตน์ อิสราเอล จากนั้นจึงออกนอกภูมิภาคตะวันออกกลางเลียบไปตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ครอบคลุมอียิปต์ ลิเบีย อัลจีเรีย โดยจักรวรรดิออตโตมันไม่เคยสนใจที่จะตั้งชื่อให้ดินแดนในแถบนี้ เพียงแต่แบ่งดินแดนเป็นเขตปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับดินแดนที่แต่ละเผ่าอาศัยอยู่

ในปี ค.ศ. 1916 เมื่อจักรวรรดิออตโตมันใกล้จะล่มสลาย นักการทูตอังกฤษผู้มีอหังการคนหนึ่งชื่อ มาร์ก ไซกส์ ลากเส้นเส้นหนึ่ง พาดจากเมืองไฮฟาที่อยู่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มาถึงเมืองเคอร์คูกที่อยู่ตอนเหนือของอิรักในปัจจุบัน แล้วเขาไปทำข้อตกลงลับกับนักการทูตฝรั่งเศสชื่อ ฟรังซัว จอร์จ-ปีโกต์ ว่าถ้าพันธมิตรไตรภาคี ประกอบด้วยอังกฤษ-ฝรั่งเศส-รัสเซีย ได้ชัยในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยเฉพาะได้ชัยเหนือจักรวรรดิออตโตมันละก็ จะเข้าครอบครองดินแดนของจักรวรรดิ โดยส่วนที่อยู่เหนือเส้นนี้ (ส่วน A ในรูปข้างล่าง) จะอยู่ในความควบคุมของฝรั่งเศส ส่วนที่อยู่ใต้เส้น (ส่วน B ในรูป) จะอยู่ใต้อำนาจอังกฤษ แล้วมหาอำนาจทั้งสองก็ใช้ เส้น “ไซกส์-ปีโกต์” จัดสรรดินแดนตามอำเภอใจ โดยลืมสัญญาที่ให้ไว้แก่ผู้นำเผ่าต่าง ๆ ว่า หากเผ่าเหล่านั้นช่วยล้มจักรวรรดิออตโตมัน ก็จะเป็นเอกราชในการปกครองตนเอง นี่เป็นสาเหตุหลักของความไม่สงบและความรุนแรง ที่ปรากฏในตะวันออกกลางอยู่จนทุกวันนี้

ก่อนหน้าไซกส์-ปีโกต์ ยังไม่มีประเทศที่เรารู้จักกันตามแผนที่สมัยใหม่ รัฐชาติต่าง ๆ เพิ่งถูกอุปโลกน์ขึ้นและเปราะบางมาก เพราะเส้นพรมแดนไม่ขึ้นกับผู้อยู่อาศัย ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา ฯลฯ เพียงแต่เป็นไปตามอำเภอใจ และความสะดวกในการปกครองของมหาอำนาจทั้งสอง

Advertisement

ต่อไปจะขอกล่าวถึงสภาพปัญหาของบางประเทศของตะวันออกกลาง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งของความเปราะบางมาจากการแทรกแซงของมหาอำนาจ และเอกภาพที่เกิดขึ้นได้ยากในรัฐชาติที่กำหนดขึ้นลอย ๆ

ประเทศแรกที่จะกล่าวถึงคืออิรัก ชาวเติร์กแห่งจักรวรรดิออตโตมันได้ปกครองพื้นที่นี้มาก่อน พวกเขามีความเข้าใจเรื่องภูมิศาสตร์และรู้จักแยกแยะพื้นที่ตามศาสนาหรือชาติพันธุ์ พื้นที่ที่เป็นเทือกเขาทางตะวันออกของอิรัก เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเคิร์ด (Kurd ซึ่งดูเหมือนจะออกเสียงว่าคูร์ดมากกว่า) ถัดไปทางตะวันตก เป็นที่ราบที่ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับนับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี ส่วนที่ราบที่ลาดลงทางใต้สู่กรุงแบกแดดนั้น หล่อเลี้ยงด้วยแม่น้ำสองสายคือไทกริสและยูเฟรติส ใต้ลงไปอีก แม่น้ำทั้งสองไหลมาบรรจบกัน กลายเป็นแม่น้ำชัตต์อัลอาหรับที่ไหลลงสู่ที่ลุ่มชื้นและนครบัสรา ชาวอาหรับที่อยู่อาศัยทางใต้ทั้งแถบแบกแดดและบัสราต่างนับถือนิกายชีอะฮ์เป็นส่วนใหญ่ ชาวเติร์กจึงแบ่งพื้นที่เป็นเขตปกครองสามเขต คือเขตโมซูลของชาวเคิร์ด เขตแบกแดดและเขตบัสราของชาวอาหรับนิกายชีอะฮ์

ในสมัยโบราณ เขตทั้งสามใกล้เคียงกับอาณาจักรอัสซีเรีย บาบิโลเนีย และซูเมอร์ตามลำดับ เมื่อชาวเปอร์เซียปกครองพื้นที่นี้ ก็แบ่งเขตในทำนองเดียวกัน เฉกเช่นเดียวกับอเล็กซานเดอร์มหาราช และจักรวรรดิอุมัยยะฮ์ แต่อังกฤษคิดต่าง จึงรวมทั้งสามเขตเข้าด้วยกันเป็นรัฐเดียว แต่มีพลเมืองต่างกันสามกลุ่ม จะเรียกเป็น (หนึ่ง) รัฐ – (หนึ่ง) ชาติ ก็ไม่ได้ อิรักจึงต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งเพื่อที่จะตรึงพื้นที่ทั้งสามไว้ด้วยกัน และอาศัยความกลัวเข้ากดทับ อิรักมีการปกครองแบบเผด็จการมาโดยตลอด ระหว่างปี ค.ศ. 1968 ถึง 2003 อิรักปกครองโดยพรรคการเมืองเดียวชื่อว่า บะอษ์ ที่มีอุดมการณ์อาหรับ+สังคมนิยม พรรคนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของตระกูลชาวซุนนีที่แผ่อิทธิพลมาจากเมืองติกริด อันเป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดีสองคน ล่าสุดคือซัดดัม ฮุสเซน ผู้ดำเนินการประหัตประหารชาวเคิร์ดอย่างเป็นระบบ รวมทั้งทำการสังหารมวลชนชาวชีอะฮ์หลังการลุกฮือที่ไม่ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1991 และยังทำสงครามกับอิหร่านระหว่างปี ค.ศ. 1980 ถึง 1988 เมื่ออิรักรุกเข้าไปในแคว้นฆูเซสสถานโดยหวังผนวกดินแดนนี้ ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนนับล้านคน แต่ลงเอยโดยการกลับมาที่พรมแดนเดิม สงครามอ่าวที่เป็นการรุกรานคูเวตโดยหวังผนวกดินแดนเช่นกันก็ล้มเหลว เพราะต้องเผชิญกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ สงครามอ่าวลงเอยโดยการรุกรานอิรักโดยสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2003 โดยอ้างลอย ๆ ว่าอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ โศกนาฏกรรมอิรักยังไม่สิ้นสุด เมื่อสหรัฐฯถอนทหารและจัดให้มีการเลือกตั้ง พรรคชาวซุนนีที่ปกครองมายาวนานย่อมแพ้พรรคชาวชีอะฮ์ที่มีประชากรมากกว่า แต่ยังหาจุดสมดุลหรือเสถียรภาพไม่เจอ ส่วนชาวเคิร์ดที่ได้ลุกฮือขึ้นในช่วงท้ายของสงครามอ่าว ได้รับการคุ้มครองจากกองกำลังตะวันตก ซึ่งประกาศ “พื้นที่ปลอดภัย” ห้ามมิให้อิรักเคลื่อนพลเข้าไป เคอร์ดิสถานโดยพฤตินัยจึงก่อรูปขึ้น การรวมสามเขตพื้นที่ที่ต่างกันเข้าด้วยกันเพื่อตั้งเป็นประเทศอิรักของอังกฤษ จึงเป็นมรดกที่โชกเลือด

อังกฤษจัดการพื้นที่กว้างใหญ่ใต้เส้นไซกส์-ปีโกต์อย่างหลวม ๆ เริ่มทีเดียวโดยการให้สัญญาแก่ผู้นำชาติพันธุ์ในพื้นที่สองกลุ่มว่า ถ้ารบชนะจักรวรรดิออตโตมันก็จะได้ปกครองพื้นที่ สองกลุ่มนั้นอาจเรียกชื่อตามตระกูลว่ากลุ่มฮัชไมต์ กับกลุ่มซาอุด สัญญาว่าจะให้ดินแดนเดียวกันแก่คนสองกลุ่มจะทำได้อย่างไร อังกฤษตัดสินใจแยกดินแดนออก และยกดินแดนผืนใหญ่ให้ผู้นำซาอุด และเรียกดินแดนผืนนี้ว่า ซาอุดีอาระเบีย ทิมผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเปรยว่า ชื่อนี้พอจะเทียบได้กับการเรียกสหราชอาณาจักรว่า “วินด์เซอร์แลนด์” อังกฤษจอมกะเกณฑ์เรียกดินแดนอีกผืนหนึ่งที่อยู่ใต้เส้นไซกส์-ปีโกต์ว่า ทรานส์จอร์แดน แปลว่าอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน เมื่ออังกฤษจากไปในปี ค.ศ. 1948 ประเทศก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นจอร์แดน จอร์แดนเป็นประเทศอาหรับประเทศเดียวที่ให้สถานะพลเมืองแก่ผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 6.7 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีผู้อพยพจากอิรักและซีเรียอีกหนึ่งล้านคน แต่จะมีสักกี่คนที่ภักดีต่อผู้นำฮัชไมค์อย่างกษัตริย์อับดุลเลาะห์

คราวนี้ขอขยับขึ้นมาทางเหนือของเส้นไซกส์-ปีโกต์ ฝรั่งเศสได้เข้าปกครองดินแดนซีเรียโดยใช้เส้นดังกล่าวเป็นพรมแดนทางใต้ ทางเหนือของซีเรียคิดกับตุรกีในบริเวณที่มีชาวเคิร์ดอยู่หนาแน่น ชาวเคิร์ดมีประมาณ 30 ล้านคน กระจายอยู่ในสี่ประเทศคือ ตุรกี อิรัก อิหร่าน และซีเรีย ไม่มีประเทศใดอยากให้ชาวเคิร์ด รวมตัวกันเป็นประเทศเคิร์ดิสสถาน ชาวเคิร์ดที่เรียกกร้องเอกราชจึงถูกปราบปรามอย่างหนัก โดยเฉพาะจากรัฐบาลตุรกี

ชาวซีเรียส่วนใหญ่ (70%) เป็นชาวอาหรับนิกายซุนนี ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่าง ๆ มีกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มชาวเขาล้าหลัง เดิมชื่อนุชัยรี ชาวซุนนีจำนวนมากไม่นับว่าพวกเขาเป็นชาวมุสลิม พวกเขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นอะลาวี แปลว่าผู้เดินตามอาลี เพื่อยืนยันว่าเป็นมุสลิมโดยมีนิกายที่ใกล้เคียงกับนิกายชีอะฮ์

ระหว่างที่ฝรั่งเศสปกครองดินแดนนี้ พวกเขาดำเนินนโยบายแบ่งแยกและปกครอง จึงนำพวกอะลาวีมาเป็นกองกำลังตำรวจและทหาร หลายปีต่อมา กลุ่มอะลาวีสถาปนาตนเองเป็นกลุ่มอำนาจหลักเหนือดินแดนแห่งนี้ ในอิรักสมัยฮุสเซน ชนกลุ่มน้อยซุนนีปกครองชาวชีอะฮ์ ในซีเรียสมัยตระกูลอัล-อะซาด ชนกลุ่มน้อย “ชีอะฮ์” ปกครองชาวซุนนี โดยก่อรัฐประหารในปี ค.ศ. 1970 และอยู่ในอำนาจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 1982 เมื่อกลุ่มภราดรภาพมุสลิมลุกฮือขึ้นที่เมืองฮามา รัฐบาลก็สังหารผู้ลุกฮือไปถึง 30,000 คน ในเวลาไม่กี่วัน เมื่อกระแสอาหรับสปริงพัดผ่านมาในปี ค.ศ. 2011 กลุ่มภราดรภาพจึงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขบถ เพื่อสะสางความแค้นที่มาจากกรณีฮามา โดยมีประเทศตะวันตกหลายประเทศให้การสนับสนุนการขบถครั้งนี้ แต่มาถึงปี ค.ศ. 2015 เมื่อรัสเซียก้าวเข้ามาประคองระบบอะซาด โอกาสการโค่นล้มรัฐบาลก็ลดถอยลง แต่เมื่อมีตัวแสดงเพิ่มเข้ามาอีกตัวแสดงหนึ่ง ภาพของอำนาจก็เริ่มเปลี่ยนไป

ตัวแสดงใหม่คือขบวนการรัฐอิสลาม (Islamic State – IS) ขบวนการนี้เติบโตจากกลุ่มอัลกอดิอะฮ์ในปลายคริสต์ทศวรรษ 2010 แต่ผู้นำอัลกอดิอะฮ์โหดเหี้ยมเกินไป และใช้คลิปวีดิโอที่แสดงการประหารเหยื่อเพื่อแพร่สะพัดความกลัว ขบวนการจึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ไอเอส เป้าหมายของขบวนการคือการสถาปนารัฐเคาะลีฟะฮ์ (เหมือนสมัยแรก ๆ หลังมรณภาพของศาสดามุฮัมมัด) “จากโมซูลจรดเยรูซาเลม” เป้าหมายนี้ดึงดูดนักรบญีฮาดนานาชาติ (จากยุโรป, อเมริกาเหนือ, อินโดนีเซีย. คอเคซัส, บังคลาเทศ ฯลฯ) มาร่วมการต่อสู้กับรัฐบาลซีเรียและอิรัก ในยุคที่เฟื่องฟู ไอเอสประกาศตั้งรัฐอิสลามที่มัสยิดเมืองโมซูลเมื่อปี ค.ศ. 2014

เมื่อไอเอสปรากฏตัวขึ้น ทุกรัฐบาลที่เข้าแทรกแซงในสงครามกลางเมืองของซีเรียก็ลดการเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หันมาตีโต้การรุกคืบหน้าของไอเอส มีการโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินและโดรนอย่างหนักต่อที่มั่นของไอเอส นักรบญีฮาดถอยร่นออกจากเมืองที่เคยเข้าไปครอบครอง นักรบญีฮาดจากนานาชาติก็กลับสู่ประเทศของตน กองกำลังรัฐบาลซีเรียกลับเข้ามายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ยังมีการลี้ภัยออกนอกประเทศ และการขบถดำเนินต่อไปในฐานที่มั่นบางแห่ง ความเจ็บปวดของชาวอาหรับและชาวเคิร์ดในซีเรียยังดำเนินต่อไป โดยประเทศที่เข้ามาแทรกแซงต่างก็ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ตนถือหาง ยังมองไม่เห็นแนวทางออกทางการเมือง และกว่าสันติสุขจะกลับมาสู่ประชาชนของประเทศนี้ อาจจะต้องรออีกนาน

ยังมีสถานการณ์ที่เลวร้ายในอีกประเทศหนึ่งที่สืบเนื่องจากนโยบายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของฝรั่งเศส ประเทศนั้นคือเลบานอน เรื่องราวมีอยู่ว่า ดินแดนทางตะวันตกของซีเรียที่เป็นแถบยาวเรียบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของซีเรียมาโดยตลอด ชาวฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรกับชาวอาหรับที่นับถือศาสนาคริสต์ในแถบยาวแถบนี้มาแต่ไหนแต่ไร และเพื่อตอบแทนพันธมิตร ฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองจึงตั้งรัฐให้พวกเขา โดยใช้ชื่อว่าเลบานอนตามชื่อของภูเขา ในคริสต์ทศวรรษ 1920 ชาวอาหรับที่ถือคริสต์เป็นประชากรหลัก แต่ปัจจุบัน สัดส่วนประชากรเปลี่ยนไป โดยถือศาสนาตามสัดส่วนดังนี้ ซุนนี 28.7%, ชีอะฮ์ 28.4%, คริสต์สี่นิกายรวมกัน 39%, ดรูซ 5.2% สำหรับโครงสร้างการปกครอง มีการแบ่งอำนาจกันไปตามแนวศาสนา ทำให้บางครั้งขับเคลื่อนนโยบายได้ยาก กองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดคือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่นับถือชีอะฮ์ และได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ผมสังเกตว่าชาวเลบานอนที่ไปประกอบธุรกิจอยู่นอกประเทศมักเจริญก้าวหน้ามาก แต่ในประเทศไม่เจริญสักเท่าไร เพราะเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศระหว่างปี ค.ศ. 1975 ถึง 1990, เพราะการสู้รบระหว่างฮิซบอลเลาะห์กับอิสราเอล, มีอุบัติเหตุการระเบิดของแอมโมเนียมไนเตรตที่ท่าเรือกรุงเบรุตเมื่อปี ค.ศ. 2021, การบริหารการเงินที่ล้มเหลว, การขาดเสถียรภาพและประสิทธิภาพของรัฐบาล ฯลฯ ทำให้เลบานอนกำลังเข้าใกล้การเป็นรัฐล้มเหลว

กรณีความรุนแรงสุดขีดที่กำลังดำเนินอยู่ คือกรณีสงครามปาเลสไตน์-อิสราเอล ซึ่งมีการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาอยู่ทุกวี่ทุกวัน โดยผู้กระทำไม่ยี่หระต่อเสียงเซ็งแช่ของคนทั่วโลกที่ประณามการกระทำนั้น ในที่นี้ จะขอกล่าวถึงภูมิประวัติศาสตร์เพียงสั้น ๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 หลังการก่อตั้งดินแดนปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษ ชาวยิวค่อย ๆ เข้าไปสมทบ แต่หลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยรัฐบาลนาซี ชาวยิวยิ่งย้ายถิ่นฐานเข้าไปใหญ่ โดยซื้อที่ดินจากชาวปาเลสไตน์ โดยที่ชาวอังกฤษเห็นชอบกับการสร้าง “ดินแดนบ้านเกิดของชาวยิว” (ที่ชาวยิวได้จากไปกว่าสองพันปีแล้ว) ความตึงเครียดระหว่างชาวยิวกับประชากรที่ไม่ใช่ยิวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อังกฤษที่เหนื่อยล้าจึงส่งต่อปัญหานี้แก่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งเท่ากับปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนก่อไว้ ในปี ค.ศ. 1948 สหประชาชาติมีมติให้แบ่งดินแดนนี้เป็นสองประเทศ ชาวยิวเห็นด้วย ส่วนชาวอาหรับบอกว่า “ไม่” ชาวปาเลสไตน์ระลอกแรกจึงต้องอพยพออกไป การอพยพระลอกสองเป็นผลจากสงครามหกวันเมื่อปี ค.ศ. 1967 อิสราเอลผู้ชนะสงครามเข้ายึดครองฉนวนกาซา, เวสต์แบงค์ (ของแม่น้ำจอร์แดน), เยรูซาเล็มตะวันออก, และที่ราบสูงโกลันของซีเรีย ตั้งแต่นั้นมาการรบพุ่งก็ดำเนินมาแบบขึ้น ๆ ลง ๆ ส่วนความโกรธแค้นไม่มีลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น

ในสังคมที่ยากจน อำนาจมักอยู่ในมือของ “นักรบ” และพรรคการเมือง ที่ชอบแก่งแย่งอำนาจกันท่ามกลางเสียเชียร์ของชาวตะวันตกบางคน บางคนเชียร์อย่างไรัเดียงสา บางคนด้วยความละโมบ ในหลายปีข้างหน้า ยังมีพลเมืองมากมายที่จะมาล้มตายลง ด้วยเหตุที่สืบเนื่องมาแต่ความไร้เดียงสาและความละโมบดังกล่าว เส้นไซกส์-ปีโกต์กำลังแตกสลาย แต่ยังต้องใช้เวลาอีกนานและการหลั่งเลือดอีกไม่น้อย กว่าจะลบเลือนผลของการลากเส้นเส้นนี้ลงได้

บทความนี้เรียบเรียงโดยโคทม อารียา จากหนังสือ “ผู้ถูกภูมิศาสตร์กักขัง”

เขียนโดยทิม มาร์แชล แปลโดยคุณากร วาณิชย์วิรุฬห์