ไม่ใช่เรื่องยากนักที่เราจะบอกว่าเมื่อเราคิดถึงหุ่นยนต์ (หรือกระทั่งสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น อย่างเช่น มนุษย์ต่างดาว หรือสัตว์ในนิยาย) มนุษย์เรามักจะเอาตัวเองเป็นหลัก ในภาพยนตร์หลายเรื่องเราเห็นว่าหุ่นยนต์นั้นมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับมนุษย์ หรืออย่างน้อยก็คล้ายกับสัตว์ที่มนุษย์รู้จัก
ความคล้ายคลึงนี้ไม่เพียงมีให้เห็นในรูปร่างลักษณะภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงระบบความคิดภายในที่หุ่นยนต์ (ในภาพยนตร์ รวมไปถึงในเรื่องจริง) ใช้ตัดสินใจ ปฏิบัติการต่างๆ ด้วย เช่น เมื่อหุ่นยนต์ในภาพยนตร์คิดจะครองโลก เหตุการณ์นี้ก็มักจะถูกสื่อสารออกมาว่ามันคิดครองโลกด้วยชุดเหตุผลบางอย่างที่เราสามารถเข้าใจได้ เช่น ครองโลกเพราะว่าเห็นว่ามนุษย์เป็นสายพันธุ์ที่ต่ำต้อยกว่า หรือครองโลกเพราะเห็นว่าโลกนี้จะดีกว่าหากไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาอย่างมนุษย์ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเหตุผลที่ผู้เสพสื่ออย่างเราๆ (ซึ่งเป็นมนุษย์) จะ “เข้าใจได้” ทั้งสิ้น – มันเป็นเหตุผลที่เป็นมนุษย์อย่างยิ่ง
ในทางกลับกัน อาจเป็นเรื่องยากกว่าหากเราจะบอกว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ก็เลียนแบบหุ่นยนต์อยู่เช่นกัน หากยกตัวอย่างง่ายๆ เราอาจนึกถึงเวลาที่เราต้องเปรียบเทียบการทำงานของสมอง เราก็มักจะเลือกเปรียบเทียบมันกับคอมพิวเตอร์ เช่น อาจบอกว่าเราต้องทำงานอย่าง “มัลติทาสก์” (ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน) ต้อง “เปิดไฟล์ความทรงจำ” หรือบางคนอาจจะแซวเพื่อนเวลาที่นึกอะไรไม่ออกว่า “เครื่องแฮงก์” หรือ “เครื่องค้าง”
แต่ในระดับที่เหนือไปกว่าแค่การเปรียบเทียบ, มนุษย์เลียนแบบหุ่นยนต์ไหม?
มีการศึกษาหนึ่งจากที่พยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างบุคลิกภาพของหุ่นยนต์กับเด็กๆ ที่เป็นมนุษย์ พวกเขาต้องการหาคำตอบว่าเด็กๆ จะ “เลียนแบบ” หุ่นยนต์ที่มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพต่างๆ กันออกไปไหม พวกเขาใช้ Tega ซึ่งเป็นหุ่นยนต์เพื่อนเล่น (companion robot) ที่ถูกตั้งค่าไว้ต่างๆ กัน มาเล่นกับเด็ก เด็กครึ่งหนึ่งจะได้เล่นกับ Tega ที่มีบุคลิกภาพแบบปกติทั่วไป กลางๆ เมื่อ Tega ตัวนี้เล่นเกมชนะพวกมันก็จะใช้คำพูดเช่นว่า “ฉันแก้ปริศนาได้แล้ว” ถ้ามันเล่นแพ้ มันก็อาจพูดว่า “เกมนี้ยากจัง”
ในขณะที่อีกครึ่งกลุ่ม เด็กๆ จะเจอกับ Tega ที่มีบุคลิกภาพแบบมีความพยายามสูงกว่า (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า can-do attitude คือมีความพยายามที่จะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จให้ได้) เวลาที่หุ่นยนต์ตัวนี้เล่นเกมชนะ มันจะพูดว่า “เกมนี้ยากนะ แต่พอพยายามแล้วก็สำเร็จจนได้!” ถ้าแพ้ก็จะบอกว่า “เธอพยายามได้ดีมาก แล้วก็ประสบความสำเร็จจนได้” (ชมเด็กที่เล่นชนะมัน)
ความแตกต่างระหว่างบุคลิกภาพเล็กๆ น้อยๆ นี้ส่งผลให้เด็กๆ มีปฏิกิริยากับหุ่นยนต์ที่แตกต่างกันออกไปมาก นักวิจัยบอกว่า “เราพบว่าเมื่อเล่นกับหุ่นยนต์ในกลุ่มที่สอง (กลุ่มที่หุ่นยนต์มีความพยายามมากกว่า) เด็กๆ ก็จะพยายามมากตามไปด้วย และเมื่อเด็กๆ ในกลุ่มที่สองเล่นเกมแพ้หุ่นยนต์ พวกเขาก็จะตั้งมั่นจะเอาชนะให้ได้มากกว่ากลุ่มแรก”
นอกจากทดสอบผ่านการเล่นเกมแล้ว นักวิจัยกลุ่มนี้ยังใช้ Tega เพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างบุคลิกภาพของหุ่นยนต์กับปฏิกิริยาของเด็กๆ ต่อไปอีก โดยพวกเขาตั้งโปรแกรมหุ่นยนต์ให้มี “ความสนใจ” ต่อเด็กๆ ที่กำลังเล่าเรื่องให้พวกมันฟังแตกต่างกัน หุ่นยนต์กลุ่มหนึ่งจะแสดงท่าทีสนใจอย่างเห็นได้ชัดโดยชะเง้อหน้าออกมาฟังอย่างตั้งอกตั้งใจและอีกกลุ่มหนึ่งจะฟังเฉยๆ ไม่แสดงออกอะไรมากมาย ผลปรากฏว่าเด็กๆ กลุ่มที่เล่าเรื่องให้หุ่นยนต์ที่ตั้งใจฟังนั้น ก็มีความตั้งใจในการเล่าเรื่องมากกว่าอีกกลุ่มมาก นักวิจัยบอกว่าเมื่อพวกเขารู้สึกว่าหุ่นยนต์ตั้งใจฟัง พวกเขาจะเล่าเรื่องที่มีรายละเอียดซับซ้อนมากขึ้นด้วย และทักษะการใช้คำศัพท์ของพวกเขาก็จะเพิ่มสูงขึ้นกว่ากลุ่มที่เล่าเรื่องให้หุ่นยนต์ที่ไม่ตั้งใจฟังด้วย
ในช่วงปีที่ผ่านมา มีรายงานอีกชิ้นหนึ่งที่บอกว่าหุ่นยนต์ผู้ช่วยในบ้าน (ระบบโต้ตอบอัตโนมัติอย่างเช่น Alexa ของ Amazon) นั้นทำให้เด็กๆ พูดจาห้วนสั้นขึ้น เพราะคุณไม่จำเป็นต้องพูด Please (โปรด) เพื่อสั่งให้โปรแกรมทำอะไรต่อมิอะไร เมื่อเด็กๆ
ชินกับการ “สั่ง” หุ่นยนต์ พวกเขาก็อาจติดพฤติกรรมดังกล่าวมาทำกับคนรอบๆ ตัวด้วย
นอกจากงานศึกษาเรื่องหุ่นยนต์กับเด็กๆ แล้ว ปัจจุบันหุ่นยนต์ (ในรูปลักษณ์ต่างๆ ทั้งแบบที่จับต้องได้ เป็นหุ่นยนต์ที่มีร่างกาย และหุ่นยนต์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถแชตกับผู้ใช้ได้) ก็ถูกใช้เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์มีพฤติกรรมต่างๆ มากมาย เช่น โปรแกรมในโทรศัพท์มือถืออาจส่งเสริมให้เราเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เลือกเดินแทนที่จะนั่งรถไปยังจุดหมายเพื่อบริหารร่างกาย หรืออาจเตือนให้เราเก็บออมเงินในแต่ละวัน ในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ หุ่นยนต์เหล่านี้ก็จะมีบทบาทในการส่งเสริมบางพฤติกรรมและต่อต้านบางพฤติกรรมมากขึ้นในทุกระดับ เช่น พวกมันอาจควบคุมดูแลการขับรถให้ถูกกฎจราจร อาจทำหน้าที่ชี้วัดคุณภาพของงานที่พนักงานทำในแต่ละเดือน หรืออาจส่งเสริมให้คนแสดงออกถึงความคิดของตนมากขึ้นในโลกออนไลน์
เมื่อเป็นเช่นนี้การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งานระหว่างคนกับหุ่นยนต์จึงเป็นงานที่แสนสำคัญ และผู้ออกแบบอาจต้องมีความรู้มากไปกว่าแค่ศาสตร์แห่งวิศวกรรม แต่อาจต้องมีความรู้ในด้านสังคมและจิตวิทยาด้วย เพราะการออกแบบบุคลิกของหุ่นยนต์ ก็อาจกลายมาเป็นการออกแบบบุคลิกของสังคมในที่สุดนั่นเอง
อ้างอิงจาก https://www.newscientist.com/article/2121801-robot-companions-can-do-attitude-rubs-off-on-children/
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

