รำลึกถึงอาจารย์ด้านสันติวิธี : โยฮัน กัลตุงและชัยวัฒน์ สถาอานันท์
โยฮัน กัลตุงเกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1930 และจากเราไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2024 ชัยวัฒน์ สถาอานันท์เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2498 และเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 เราได้สูญเสียอาจารย์ด้านสันติวิธีคนสำคัญทั้งสองคนไปในปีเดียวกัน ผมขอน้อมคารวะอาจารย์ทั้งสอง และขอแบ่งปันเรื่องราวที่ได้มีโอกาสได้รู้จักท่านผ่านบทความนี้
เมื่อผมยังเรียนอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เกิดอารมณ์ทำนองว่า อุดมการณ์ประชาธิปไตยของฝรั่งเศสช่างน่าประทับใจ เขาจะเขียนคำขวัญว่า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” ไว้ตามอาคารราชการต่าง ๆ ด้วยวัยหนุ่มผมคิดว่าจะทำอย่างไรดีกับรัฐบาลทหารที่ครองอำนาจในประเทศไทยมานานนับสิบปี ผมจะต่อสู้ด้วยอาวุธตามคำขวัญ “อำนาจรัฐมาจากกระบอกปืน” หรืออย่างไร แต่พอผมอ่านหนังสือเรื่อง “ผู้เที่ยงธรรม” (Les Justes) ของอัลแบรต์ กามูส์ ผมก็ได้คิดว่า ถ้าเราพรากชีวิตของผู้อื่น ก็ต้องพร้อมให้เขาพรากชีวิตเราเช่นกัน ผมยอมรับว่าขี้ขลาด จึงได้หันหลังให้กับการต่อสู้ด้วยอาวุธแต่นั้นมา หันมาเลือกต่อสู้ด้วยสันติวิธี
กระนั้น ได้อ่านเรื่องของนักสันติวิธีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ที่ประกาศว่าจะยึดแนวทางนี้จนถึงที่สุด ปรากฏว่าเขาถูกพวกนาซีจับไปขังคุก ในคุกนั้น มีชายคนหนึ่งก่อวินาศกรรม และผู้คุมขู่เข็ญว่า นักสันติวิธีต้องรับรู้ ถ้าไม่มาแจ้งเบาะแสให้พวกนาซีภายในกำหนด พวกเขาจะจับนักสันติวิธีผู้นั้นไปยิงเป้า ทว่า การต่อสู้ด้วยสันติวิธีรวมไปถึงการไม่ส่งผู้อื่นสู่ความตาย เขาจึงยอมรับความตายเสียเองโดยไม่ปริปาก เมื่อเส้นตายใกล้จะมาถึง ผู้ก่อวินาศกรรมทนแรงกดดันทางมโนธรรมไม่ไหว จึงยอมรับว่าตนเป็นผู้ก่อเหตุและยอมตาย จากเรื่องนี้ทำให้ผมข่มใจคิดว่า ผมจะเทียบเท่านักสันติวิธีที่ยอมรับความตายได้หรือไม่
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พวกเราจำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันเป็น “กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.)” โดยมีนิโคลัส เบนเน็ตต์ผู้ล่วงลับไปในปี 2553 เป็นผู้นำ กิจกรรมของ กศส. มุ่งไปที่สิทธิมนุษยชนและสันติวิธี รวมไปถึงการนิรโทษกรรมนักโทษคดี 6 ตุลาด้วย กรรมการของ กศส. มีชาวพุทธ ชาวคาทอลิก ชาวโปรเตสแตนต์ และชาวอไญยนิยม (agnostic) แต่ไม่มีชาวมุสลิม
อาจารย์ชัยวัฒน์กลับจากมหาวิทยาลัยฮาวายมาเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราจึงอยากชวนอาจารย์ให้มาเป็นกรรมการ กศส. แต่ไม่สำเร็จ กระนั้น มีความร่วมมือกันระหว่าง กศส. กับชัยวัฒน์ในเรื่องสันติวิธี เช่น การแปลหนังสือของ ยีน ชาร์ป เรื่อง “อำนาจและยุทธวิธีไร้ความรุนแรง” ที่อาจารย์แปลร่วมกับคมสัน หุตะแพทย์ โดยมี ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ เป็นบรรณาธิการ พิมพ์ครั้งแรกปี 2529 ภายใต้โครงการหนังสือศาสนากับสันติวิธี ของมูลนิธิโกมล คีมทอง ร่วมกับ กศส. และสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงที่มาของอำนาจ และปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในการต่อสู้กับอำนาจ
จำได้ว่าในตอนนั้น ผมเคยถกเถียงกับชัยวัฒน์ โดยผมเห็นว่าปฏิบัติการไร้ความรุนแรงควรมุ่งไปที่การฝึกอบรมนักสันติวิธี ไม่ควรฝึกให้ทหารและตำรวจซึ่งเป็นผู้ใช้ความรุนแรง แต่ชัยวัฒน์เห็นว่าควรฝึกอบรมหรืออย่างน้อยก็เข้าไปสัมพันธ์กับทหารและตำรวจ เพื่อไม่ให้พวกเขาใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ผมจึงหันไปถามไพศาลในเรื่องนี้ เพราะอยากได้พวก ปรากฏว่าไพศาลไม่ยอมเป็นพวกใคร เพียงแต่บอกว่าคงขึ้นอยู่กับบริบท ต่อมา นักสันติวิธีตัวยงชื่อนารี เจริญผลพิริยะ ผู้ทุ่มเทให้แก่งานฝึกอบรม อีกทั้งยังปฏิบัติใช้สันติวิธีในภาคสนามอยู่หลายครั้ง เธอให้ความสำคัญแก่การอบรมตำรวจอยู่ระยะหนึ่ง ส่วนอาจารย์ชัยวัฒน์ได้เข้าไปร่วมงานกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี ส่วนผมยังคงดื้อ ในกรณีความขัดแย้งถึงตายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมพยายามผูกความสัมพันธ์กับแม่ทัพภาคที่ 4 และนายทหารหลายคนก็จริง แต่พยายามรักษาความสมดุล มิให้ถูกมองว่าอยู่กับฝ่ายสันติวิธีของทหารเต็มตัว แต่ก็ขอยอมรับว่า ในการถกเถียงคราวนั้น ชัยวัฒน์มีความเห็นที่ถูกต้องกว่าผม
นักสันติวิธีคนที่มีส่วนช่วยให้ผมมองกว้างขึ้นคือ จอห์น พอล เลเดอรัค เขาเขียนไว้ในหนังสือ “พลังธรรมแห่งจินตนาการ: ศิลป์และวิญญาณการสร้างสันติภาพ” ว่า เราควรขยายประชาคมทางใจ (moral community) ของเราออกไปให้กว้างที่สุด ให้รวมถึงคนที่เราคิดว่าเป็นศัตรูด้วย มีแต่จะทำเช่นนี้เท่านั้น ที่เราจะเข้าใจและเห็นใจผู้ที่มีความทุกข์ทุกคน เรื่องนี้น่าจะสอดคล้องกับความกรุณาที่แผ่กว้างตามหลักคำสอนของมหายานนั่นเอง
หนังสือของเลเดอรัคเล่มดังกล่าว มีความสำคัญต่อผู้ที่ทำงานด้านสันติวิธีในสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอย่างมาก แต่ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่มีความสำคัญ เช่น หนังสือของยีน ชาร์ป ที่กล่าวถึงตอนต้น และของโยฮัน กัลตุง ที่มีจำนวนนับร้อยเล่ม แต่ผมคิดว่าเล่มที่เป็นพื้นฐานที่สุดสำหรับเราคือ “Peace by Peaceful Means: Peace and Conflict, Development and Civilization” เราได้ใช้แนวคิดบางเรื่อง จากบรรดาแนวคิดอันหลากหลายที่กัลตุงบรรจุไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนและการฝึกอบรม
บรรพบุรุษในตระกูลกัลตุงถ้าไม่เป็นแพทย์ก็เป็นพยาบาล แต่เขาหันมาเอาดีทางคณิตศาสตร์ในตอนต้น ซึ่งต่อมาปรากฏในข้อเขียนเชิงตรรกะในหนังสือของเขา แต่เขาเรียนรู้และเชี่ยวชาญไปเกือบทุกเรื่องของสังคมศาสตร์และสังคมวิทยา รวมถึงจิตวิทยา เทววิทยา ปรัชญาตะวันออก ฯลฯ บทที่สองของหนังสือที่เพิ่งอ้างถึงมีชื่อว่า “สันติศึกษา: กระบวนทัศน์พื้นฐานบางประการ” กระบวนทัศน์แรกของบทนี้อาจยืมมาจากพื้นหลังทางการแพทย์ของตระกูลโดยเทียบเคียงความขัดแย้งกับโรค เขาเสนอว่าการศึกษาความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่สันติภาพนั้นประกอบด้วย “สามเหลี่ยม: การวินิจฉัย – การพยากรณ์ – การรักษา” (The Diagnosis – Prognosis – Therapy Triangle) พูดง่าย ๆ คือ
– การวินิจฉัย ช่วยระบุสถานะของความรุนแรง
– การพยากรณ์ หมายถึงการพรรณนาว่าความรุนแรงเพิ่มขึ้น คงตัว หรือลดลง ส่วน
– การรักษา คือ กระบวนการลดความรุนแรง (สันติภาพเชิงลบ)
กระบวนการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิต (สันติภาพเชิงบวก)
ผมเข้าใจว่าชัยวัฒน์เป็นลูกศิษย์ของกัลตุง อาจเคยเรียนกับเขาเมื่อตอนศึกษาระดับปริญญาเอกที่ฮาวาย แต่ที่แน่ ๆ คือมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน ชัยวัฒน์เคยชวนผมไปพบกับกัลตุง ภาพจำคือที่ชายทะเลแห่งหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเป็นอภิสิทธิ์ที่ได้พบกับเขา แม้เพียงเวลาสั้น ๆ แต่กัลตุงคงจำผมไม่ได้ ครั้งที่สองที่ได้พบกันคือที่ญี่ปุ่น กัลตุงมีภรรยาเป็นชาวญี่ปุ่น ส่วนผมไปประชุมเรื่องสันติภาพ เลยได้พูดคุยกันเล็กน้อย
ดูเหมือนว่ามีคนแอบนินทาให้ผมฟังว่ากัลตุงเปลี่ยนไป ไม่ได้ลงรายละเอียดแต่ผมเดาว่าเป็นเรื่องจุดยืนของเขาต่อปัญหาอิสราเอล – ปาเลสไตน์ กัลตุงวิจารณ์ข้อตกลงออสโลที่รัฐบาลนอร์เวย์เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ว่ามีจุดอ่อนมากเหลือเกินเพราะไม่เข้าใจสถานการณ์ความรุนแรง (สอบตกตั้งแต่ขั้นการวินิจฉัย) ข้อตกลงดังกล่าวจบสิ้นลงหลังการลอบสังหารนายกรัฐมนตรียิตส์ฮัก ราบินในปี ค.ศ. 1995 หลายประเทศตลอดมาเสนอทางออก “สองรัฐ” แต่กัลตุงมีข้อเสนอแหวกแนวคือทางออก “หกรัฐ” ซึ่งเป็นข้อตกลงอย่างหลวม ๆ แบบสมาพันธ์ ของการอยู่ร่วมกันเหมือนในอดีต ระหว่างรัฐอิสราเอล – ปาเลสไตน์ – ซีเรีย โดยมีเลบานอน – จอร์แดน – อียิปต์ ช่วยให้ความร่วมมือ จากการพบกันในครั้งนั้น ผมได้ซื้อหนังสือของกัลตุงหลายเล่ม เท่าที่พอขนมาได้ ได้อ่านแล้ว และเก็บไว้กระจัดกระจายอยู่ในบ้าน โดยหยิบมาฟื้นความทรงจำเป็นครั้งคราว
ขอกลับมาที่สามเหลี่ยมที่อุปมาความรุนแรงเหมือนเป็นโรค รัฐบาลทักษิณได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)” เมื่อปี 2548 โดยมีภารกิจในการศึกษาและทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายอานันท์ ปันยารชุนผู้เป็นประธานได้เสนอชื่อบุคคลต่าง ๆ ให้รัฐบาลแต่งตั้ง กรรมการคนที่สำคัญที่สุดที่ไม่ได้ระบุตำแหน่งชัดเจนคืออาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งเป็นผู้ที่ประธานมอบหมายให้เป็นผู้เขียนรายงาน ชัยวัฒน์ที่เป็นลูกศิษย์ของกัลตุงจึงหยิบเอาสามเหลี่ยม “การวินิจฉัย – การพยากรณ์ – การรักษา” มาเป็นกรอบการวิเคราะห์ จริงอยู่ รายละเอียดรวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ได้มาจากการร่วมกันคิดของกรรมการและการไปรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ แต่กัลตุงได้มาช่วยวินิจฉัย ฯ ปัญหาชายแดนใต้ของเราไม่มากก็น้อย
หนังสือเล่มดังกล่าวของกัลตุงได้เสนอแนวคิดหลักให้แก่พวกเราอีกอย่างน้อยสองแนวคิด ดังจะกล่าวต่อไป ในบทที่ 1 ของภาคที่สอง ว่าด้วยการก่อรูปความขัดแย้ง กัลตุงเสนอว่า ความขัดแย้งมี 3 องค์ประกอบ ซึ่งเขียนได้เป็นรูปสามเหลี่ยม A + B + C โดยที่ A ย่อมาจาก Attitude (ทัศนคติ) B ย่อมาจาก Behavior และ C ย่อมาจาก Contradiction ดูเหมือนว่าเขาจะชอบรูปสามเหลี่ยม จึงเสนอแนวคิดว่าความรุนแรงก็มีสามแบบคือ ความรุนแรงทางตรง (สมนัยกับมุม B พฤติกรรมความขัดแย้ง) ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (สมนัยกับมุม A ทัศนคติในความขัดแย้ง) และความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (สมนัยกับข้อขัดแย้งในความขัดแย้ง)
แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ผมเลยขอเสนอศัพท์แสงสันติภาพขององค์การสหประชาชาติมาในรูปสามเหลี่ยมด้วย คือสันติภาพมาในรูปการยุติพฤติกรรมที่ใช้ความรุนแรงทางตรง (สมนัยกับมุม B) เรียกว่าสันติภาพเชิงลบที่อาจต้องมีกองกำลังรักษาสันติภาพ (Peace Keeping) มาดูแลให้เป็นไปตามข้อตกลงสันติภาพ ส่วนมุม A สมนัยกับการยุติทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันที่จะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ (Peace Making) สุดท้ายมีประเด็นการสร้างสรรค์สันติภาพ (Peacebuilding) ที่ยั่งยืน เป็นสันติภาพเชิงบวกที่ช่วยแก้ไขหรือบรรเทาข้อขัดแย้งต่าง ๆ ให้เบาบางลง
รวมความแล้ว อาศัยแนวคิดของกัลตุง เราสามารถเขียนรูปสามเหลี่ยมสามรูป ที่พอสรุปความเกี่ยวพันระหว่างความขัดแย้ง ความรุนแรงและสันติภาพได้ดังนี้
แนวคิดของกัลตุงที่จะนำเสนอต่อไปไม่มาในรูปสามเหลี่ยม แต่เป็นรูปของทางเลือกในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง (conflict transformation) ปกติเรามักคิดถึงสองทางเลือก (dilemma) คือ 1) เราชนะ- เขาแพ้ หรือ 2) เราแพ้ – เขาชนะ แต่กัลตุงเสนอว่ามีห้าทางเลือก (pentalemma) โดยทางเลือกยังมี 3) หนีหน้า/ถอย/ถอนตัว/เลื่อนไปก่อน 4) ประนีประนอม หรือแพ้บ้าง-ชนะบ้าง 5) ก้าวพ้นความขัดแย้งแบบชนะ-ชนะ ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งของเขา กัลตุงเสนอกรณีตัวอย่างของทางเลือกที่ห้าในชีวิตจริง 40 กรณี ทั้งที่เป็นความขัดแย้งย่อยภายในและระหว่างบุคคล, ความขัดแย้งกลางภายในสังคม, ความขัดแย้งใหญ่ในหมู่รัฐและประชาชาติ, และความขัดแย้งมหึมาระหว่างภูมิภาคและอารยธรรม หนังสือเล่มนี้ชื่อ “ก้าวพ้นและแปลงเปลี่ยน: บทนำสำหรับการทำงานความขัดแย้ง” ซึ่งจัดพิมพ์โดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
ขอเล่าเรื่องที่ผมมีความสัมพันธ์กับอาจารย์ชัยวัฒน์อีกเรื่องหนึ่งคือ การเป็นกรรมการร่วมกันในมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ก่อนที่จะมาเป็นมูลนิธิฯมีโครงการอยู่ด้วยกัน 3 โครงการคือ 1) แด่น้องผู้หิวโหยที่ทำเรื่องโภชนาการ มีพระไพศาล วิสาโลเป็นหลัก 2) แรงงานเด็ก มีอาจารย์ชัยวัฒน์ และอาจารย์ฉันทนาบรรพศิริโชติ หวันแก้ว เป็นต้น 3) ส่งเสริมสื่อมวลชนเพื่อเด็ก มีอาจารย์อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ และอาจารย์เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ เป็นต้น พอมารวมกันเป็นมูลนิธิฯในปี 2525 ก็ได้รับความกรุณาจากคุณหมอเสม พริ้งพวงแก้ว และคุณศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ ที่รับมาเป็นประธาน โดยอาจารย์ชัยวัฒน์รับเป็นรองประธานนานหลายปี รวมทั้งรับดูแลโครงการที่มูลนิธิฯได้มีโอกาสไปทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ผมถือว่าอาจารย์ชัยวัฒน์เป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่งของผม ผมเคยเชิญอาจารย์มากินข้าวที่บ้านสองสามครั้ง แต่ตอนนั้นไม่ได้ตระหนักว่าทำให้อาจารย์หนักใจ เพราะความไม่รู้เกี่ยวกับวิถีอิสลาม ตอนนั้นคิดว่าไม่มีหมูคนมุสลิมก็น่าจะรับประทานได้ หารู้ไม่ว่าอาหารฮาลาลต้องประณีตกว่านั้น ตอนนั้นไม่รู้ว่าที่บ้านมีหมา ที่อาจสร้างความลำบากใจ แต่อาจารย์ชัยวัฒน์ก็ไม่บอกอะไร ผมมารู้ทีหลังแต่ไม่ได้มีโอกาสสารภาพความไม่รู้ของผม อีกประการหนึ่ง เรารู้สึกถึงความเป็นเพื่อนเมื่อได้ไปเยี่ยมเยียนกันที่โรงพยาบาลคราวเจ็บป่วย แต่แล้วเพื่อนก็จากไป ขอรำลึกถึงเพื่อนผ่านข้อเขียนนี้ และขอรำลึกถึงกัลตุงที่เป็นครูผู้ให้ความรู้ด้านสันติภาพในโอกาสนี้ด้วย
โคทม อารียา

