รำลึก ‘เติ้ง เสี่ยวผิง’ 120 ปี
วันที่ 22 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ครบรอบ 120 ปี เติ้งเป็นผู้นำการปฏิรูปเปิดประเทศ จึงเป็นวันที่ประชาชนจีนรำลึกถึงผลงานคุณูปการของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก
แม้ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ได้ละจากโลกนี้ไปแล้ว 27 ปี แต่ผลงานการริเริ่มปฏิรูปเปิดประเทศยังอยู่ในความทรงจำของคนจีนมิเสื่อมคลายกลับเข้มข้นเพราะหลังปฏิรูปเปิดประเทศ รัฐบาลใช้วิธีสร้างงาน ไม่แจกเงิน แต่คนจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับที่สองของโลก
“เติ้ง เสี่ยวผิง” หลังจากฟื้นคืนอำนาจ ได้จัดให้มีการประชุมขึ้นครั้งแรกเมื่อสิ้นปี 1978 โดยการตัดสินใจละเลิกการต่อสู้ภายในระดับชนชั้น ทั้งนี้ โดยเสนองานหลักของพรรคคือ “การก่อสร้างที่ทันสมัยระบอบสังคมนิยม” อันหมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและปฏิรูปเปิดประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากและลำบาก เพราะอยู่ในสมัยหลังปฏิวัติทางวัฒนธรรม ผู้บริหารระดับสูงผุดขึ้นราวดอกเห็ด การปฏิรูปจะต้องกระทบถึงผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ ส่วนการเปิดประเทศก็ยังไม่มีความมั่นใจที่จะประสบความสำเร็จ จึงเป็นความกังวลและเกิดแรงกดดัน ก็เพราะได้ถูกกำหนดให้เป็นนโยบายของประเทศไปแล้ว และที่สำคัญคือจะต้องรณรงค์ให้คนทั้งประเทศให้เข้าใจเกี่ยวกับเจตนารมณ์และร่วมมือกันทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ จึงจำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญอย่างสูง
แม้การปฏิรูปเปิดประเทศกลายเป็นนโยบายของประเทศ แต่ก็ยังไม่ทราบว่าจะปฏิรูปกันอย่างไร และก็ไม่มีผู้ใดมีแนวคิดเกี่ยวกับการทำงาน แม้ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ผู้ซึ่งเป็นต้นความคิดที่ได้รับขนานนามว่า “วิศวกรใหญ่” ก็ไม่ทราบเช่นกัน รู้อยู่อย่างเดียวคือ “ถ้าไม่ปฏิรูปคือทางตาย” ยกตัวอย่างเช่น “เมืองเซินเจิ้น” ซึ่งเป็นเมืองนำร่องในการปฏิรูป ตอนเริ่มแรก บรรดาผู้นำระดับสูง ยังตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ว่างเปล่า มีแต่ทะเล เรือกสวนไร่นา จะทำการปฏิรูปได้อย่างไร แต่คนจีนมีความสามารถและวิริยภาพ ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาจากระบบเศรษฐกิจแบบเก่าให้เป็นระบบเศรษฐกิจตลาด ทั้งนี้ได้ประสบอุปสรรคนานัปการ ต่อมาเมื่อทศวรรษที่ 90 รัฐบาลจีนทำการสังคายนาการบริหารโดยรวม เป็นเหตุให้เศรษฐกิจชะลอตัวไม่เดินหน้า คนจีนคลางแคลงใจงานปฏิรูป
ล่าสุดปี 1992 “เติ้ง เสี่ยวผิง” ในวัย 87 จึงต้องเดินทางไปยังเมืองใหญ่บางแห่ง เพื่อไปอธิบายถึงนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศและทำการรณรงค์ให้ประชาชนจีนร่วมมือกันทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ ทั้งนี้โดยเริ่มตั้งแต่ปักกิ่งไปยังเมืองตอนใต้ของจีนคือ อู่ฮั่น เซินเจิ้น จูไห่ และเซี่ยงไฮ้
ที่เซินเจิ้น “เติ้ง เสี่ยวผิง” ได้อธิบายถึงการผสมผสานระหว่างสังคมนิยมกับทุนนิยม เพื่อคลายความสงสัยของคนที่ยังไม่เข้าใจถึงเจตนาในการปฏิรูปเปิดประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่า “หลักการ
พื้นฐานต้องบริหารได้ 100 ปี สั่นคลอนมิได้” เติ้งมีความเชื่อมั่นในนโยบาย เพียงแต่ขอให้คนในชาติรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
หากมิใช่ความปราดเปรื่อง วิริยภาพ และความกล้าหาญชาญชัย การตัดสินใจแน่วแน่มั่นคง และไม่ละทิ้งจุดยืนของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ประเทศจีนคงไม่มีวันนี้เป็นแน่แท้
เรื่องราวการปฏิรูปของเติ้ง เสี่ยวผิง ได้สร้างบรรทัดฐานแก่ผู้นำประเทศ และเป็นตัวอย่างอันดีสำหรับผู้บริหารรุ่นหลัง ประเด็นสำคัญในการบริหารของเติ้งคือ “ยึดประชาชนเป็นหลัก ทำการพัฒนาผลผลิตให้เกิดรายได้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นตามลำดับ อยู่อุ่นกินอิ่ม”
แม้ เติ้ง เสี่ยวผิง ได้จากโลกนี้ไปนานแล้ว แต่ผลงานในการปฏิรูป คือมรดกทางการเมืองที่ทิ้งไว้ให้นักการเมืองรุ่นลูกรุ่นหลานดำเนินต่อไป นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีให้คติสอนใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิต ตลอดจนปรัชญาชีวิต สอนคนให้มีความมานะพากเพียร เมื่อประสบพบพานกับอุปสรรคต้องต่อสู้อย่าท้อถอย วิธีใดที่สามารถแก้ปัญหาได้ก็ใช้วิธีนั้น เป็นต้นว่า “ทฤษฎีแมวเหลืองแมวดำ” ซึ่งเติ้งได้อ้างอิงถึง 2 ครั้ง
ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1962 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น ได้เป็นประธานในที่ประชุมเพื่อหารือว่าจะทำการฟื้นฟูเกษตรกรรมและพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยได้กล่าวว่า “ไม่ว่าแมวเหลืองแมวดำ สามารถจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี”
ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1962 ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อทำการฟื้นฟูผลผลิตเกษตรกรรม เติ้งกล่าวว่าวิธีใดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ให้ใช้วิธีนั้น และในขณะที่จีนยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เติ้งใช้คำพูด “แมวเหลืองแมวดำ” มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาบ้านเมือง ย่อมเป็นการชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับหลักการทำงานอย่างชัดเจน
เหตุที่ เติ้ง เสี่ยวผิง ได้อ้างอิงถึงแมวเหลืองแมวดำเพราะเป็นคนมณฑลเสฉวน เรื่องแมวเป็นคำพังเพยของบ้านเกิด ทฤษฎีเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปเปิดประเทศ แม้เวลาได้ผ่านไป 62 ปีที่เติ้งใช้ทฤษฎีดังกล่าวทำการรณรงค์ให้คนจีนร่วมการปฏิรูปเปิดประเทศ และแม้วันนี้เติ้งจากไปนานแล้วก็ตาม แต่ทั้งทฤษฎีแมวและผลงานของเติ้งยังอยู่ในความทรงจำของคนจีนทั่วประเทศ และเชื่อมั่นว่าคุณงามความดีดังกล่าวยังสถิตอยู่ในดวงหทัยของประชาชนจีน 56 เผ่าพันธุ์ มิมีวันเสื่อมคลาย เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีของคนจีนตราบนิจนิรันดร์

