แนวรบคลองหลวง แม้สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยน
คือยังไม่สามารถจับ พระธัมมชโย และเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายได้
แต่ในการไม่เปลี่ยนนั้น สถานการณ์กลับชวนให้หวาดเสียว
เห็นภาพข่าวพระวัดพระธรรมกายยืนเรียงแถวเผชิญหน้ากับทหาร ซึ่งแม้ต่างฝ่ายต่างพยายามแสดงความนอบน้อม ด้วยการยกมือ “พนม” ต่อกัน
แต่เพียงแค่มือที่ยกขึ้น “พนม” นั้นเปลี่ยนไปเป็น “กำหมัด” ก็สามารถพลิกเป็น “การ์ดมวย” ได้ทันที
ตอนนี้จึงได้แต่ร่วมสวดมนต์กับหลวงพี่ทั้งหลายว่า สถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงขนาดการ์ดมวยกลายเป็น “หมัดมวย” ที่ปล่อยเข้าใส่กันเลย
แต่ก็ยอมรับว่า ดูสถานการณ์แล้วยังไม่เห็นทางที่แต่ละฝ่ายจะถอยกันอย่างไร
วัดพระธรรมกายนั้นไม่ต้องพูดกัน การถูกปิดล้อมเอาไว้เช่นนี้คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันหลังพิงจานบินสู้
สู้ที่ไม่ใช่เพียงการปกป้องพระธัมมชโยเท่านั้น หากแต่ต้องปกป้องวัดพระธรรมกาย หลังมีกระแสข่าวว่ามีการขยายเป้าหมายถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากกันเลยทีเดียว
ขณะที่รัฐบาลนั้น หลังจากยกระดับการดำเนินคดีธรรมดากับวัดและพระธัมมชโย ขึ้นเป็นการใช้มาตรา 44
ทำให้คดีอาญากลายเป็นคดีความมั่นคง และกลายเป็นคดีการเมืองอย่างเต็มตัว
การจะถอยกลับเข้ากรมกองเซื่องๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน
เพราะเมื่อตัดสินใจใช้ “ยาแรง” หรือใช้อำนาจอย่างสูงสุดแล้ว ก็นำไปสู่ความคาดหวังว่า รัฐบาลที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงจะจัดการเรื่องต่างๆ ลงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
หากไม่เป็นตามนั้น ความศักดิ์สิทธิ์ของมาตรา 44 ก็คงเสื่อมลง
ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลชุดนี้ใช้มาตรา 44 เป็น “ยาวิเศษ” ในการสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้กับตัวเองมาตลอด
ไม่ต้องดูอื่นไกล ในห้วงที่งัดใช้มาตรานี้จัดการกับวัดพระธรรมกาย
รัฐบาลนำมาตรา 44 ไปจัดการกับเรื่องต่างๆ ถึง 3 เรื่องติดๆ กัน คือ เรื่องการโยกย้ายนายตำรวจ, เรื่องการป้องกันการทุจริตการสอบในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการโละผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และบอร์ด ร.ฟ.ท.
ซึ่งก็ล้วนแต่มีเสียงปรมมือเป็นกำลังใจ
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับมาตรา 44 ณ วัดพระธรรมกายที่เริ่มมีเสียงโห่ว่า “มีน้ำยา” เพียงแค่นี้หรือ จัดการอะไรก็ไม่ได้
แถมวัดพระธรรมกายยังทำจุดแข็งของฝ่ายรัฐให้เป็นจุดอ่อน โดยชูความไม่เป็นธรรม ความไม่เป็นประชาธิปไตย ถล่มเข้าใส่มาตรา 44
ซึ่งต้องจับตาดูว่าจะสามารถท้าทายอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จได้หรือไม่
ถ้าได้ นี่อาจจะเป็นโมเดลให้กลุ่มการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์อื่นใช้เป็นแนวทางในการท้าทายรัฐบาลและ คสช.มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในห้วงที่จะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น
“หลังกรณีธรรมกาย” อาจจะทำให้เราเห็นการขัดขืนต่ออำนาจ “เหล็ก” มากขึ้น เพราะพิสูจน์แล้วว่า เอาเข้าจริงมาตรา 44 ก็ใช้จัดการอะไรไม่ได้ทั้งหมด
แถมยังมีจุดอ่อน คือเป็น “มาตรการเหล็ก” ที่มาจากการรัฐประหาร ขาดความชอบธรรม
นี่จึงอาจเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออำนาจพิเศษของรัฐบาลและ คสช.
คำถามคือ แล้วจะทำอย่างไร
มองหาคำตอบแล้ว ต่างออกไปในทางชวนให้หวาดเสียวอยู่ทั้งสิ้น

