คณะนักร้องประสานเสียงมิตรสัมพันธ์กรุงเทพฯ เป็นคณะนักร้องประสานเสียงเชื้อสายจีน ร้องเพลงจีน รวมตัวกันกว่า 20 ปีแล้ว ประมาณ 60 คน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อายุเฉลี่ย 70 ปี เป็นคณะนักร้องที่ตั้งใจร้องเพลงอย่างจริงจังมาก ฝึกซ้อมกันเฉพาะวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 15.00-17.00 น. ตรงเวลา ที่โรงเรียนโกศลภัทรวิทย์ ซอยเจริญกรุง 57 คณะนักร้องแต่ละคนมีความตั้งใจที่จะฝึกซ้อมอย่างมุ่งมั่น เพื่อจะขับร้องให้ดี ร้องเพลงให้ถูกเสียง ลงจังหวะให้ถูกต้อง
ครูผู้ฝึกสอนนั้นเป็นครูชาวจีนที่ได้มาอยู่เมืองไทย 27 ปีแล้ว มีชื่อไทยว่า ครูวสันต์ เย็นธนภรณ์ ปัจจุบันอายุ 67 ปี เรียนจบวิชาการดนตรีด้านการขับร้อง (เสียงเทเนอร์) จากมหาวิทยาลัยดนตรีกรุงปักกิ่ง โดยเรียนวิชาขับร้องและฝึกการควบคุมวงขับร้องประสานเสียงด้วย ท่านได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยดนตรีกรุงปักกิ่งแล้ว ประสบปัญหามาก เพราะที่ประเทศจีนมีการปฏิวัติด้านศิลปวัฒนธรรม ดนตรีคลาสสิกถูกทำลายโดยฝ่ายการเมือง ครูจึงดั้นด้นมาอยู่เมืองไทย และพยายามที่จะสอนการร้องเพลง (จีน) ให้แก่ชาวจีนที่ชอบร้องเพลง จนสามารถที่จะพูดภาษาไทยได้ แต่อ่านเขียนไม่ได้ นักเรียนร้องเพลงก็เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่ทำธุรกิจอยู่ในเมืองไทย มีเวลาก็ชอบร้องเพลง พูดภาษาจีนคล่องทุกคน

สำหรับโต้โผซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการปลุกปั้นคณะนักร้องประสานเสียงมิตรสัมพันธ์กรุงเทพฯ คือ คุณชวน ตั้งจันสิริ เป็นนักธุรกิจที่ชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ โดยทำหน้าที่เป็นผู้บริหารและจัดการในเรื่องต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้วงขับร้องประสานเสียงเดินหน้าไปได้ มีการเก็บค่าสมาชิกคนละ 600 บาท/เดือน เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่าย ค่าจ้างหาครูสอนขับร้องประสานเสียง (ผู้ควบคุมวง) ค่าจ้างหานักเปียโนมาเล่นประกอบระหว่างการฝึกซ้อม ค่าจัดหาเปียโน จ่ายค่าเช่าให้โรงเรียน ค่าจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเรียนร้องเพลง ค่าน้ำชาขนมของว่างสำหรับนักร้องทั้งหลาย รวมทั้งการจัดการแสดงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการจัดการอย่างมืออาชีพทีเดียว

ผู้จัดการวงขับร้องประสานเสียง
“เราต้องช่วยกันออกค่าใช้จ่าย เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมจะได้อยู่กันอย่างยั่งยืน” คุณชวนกล่าว “หากมีใครคนใดคนหนึ่งออกค่าใช้จ่ายเพียงคนเดียว ก็จะเป็นภาระที่หนัก จะทำให้กิจกรรมร้องเพลงอยู่ได้ไม่ยั่งยืน ในที่สุดก็จะเลิกไป”
การร้องเพลงเป็นยารักษาโรคสำหรับผู้สูงอายุ เสียงมีอยู่แล้วในตัวคนทุกคน การใช้เสียงโดยการเปล่งเสียงออกมาให้ดัง (สำรอกเสียง คายเสียง) จะทำให้ความเครียดหลุดออกมาได้ด้วย นักกีฬาตีเทนนิสที่ตีผิดก็จะสำรอกเสียงออกมาดังๆ เมื่อตีผิดพลาด ระหว่างที่ออกเสียงมา จิตก็จะว่าง จึงจะเริ่มต้นเล่นใหม่ได้
เมื่อได้ฟังเสียงที่ดี (ไพเราะดังกังวาน) ฟังแล้วขนก็จะลุก เพราะเสียงดีๆ เหล่านั้นมีอำนาจ เสียงเป็นพลังงาน เสียงดีมีความเคลื่อนไหว เมื่อเข้าไปในตัวตามรูขุมขน เสียงที่ดี (ดังกังวาน) สร้างความเคลื่อนไหว ทำให้โมเลกุลในร่างกายขยายออก เมื่อโมเลกุลในร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว ก็จะทำให้ภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการพัฒนา และการพัฒนาจะทำให้ร่างกายมีความเจริญ
การร้องเพลง จึงทำให้ผู้ขับร้องมีความสดใส สดชื่น ลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ เกิดอาการยิ้มแย้มแจ่มใส แต่หากว่าได้ร้องเพลงบ่อยๆ โมเลกุลในร่างกายก็จะขยายตัวบ่อยๆ ย่อมทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น มีความเป็นสุขมากขึ้น ดังนั้น ขงจื๊อ นักปราชญ์ชาวจีนจึงให้เรียนดนตรี เล่นดนตรี และร้องเพลง
นักปราชญ์จีนจะต้องเรียนวิชาถึง 6 วิชาด้วยกัน คือ วิชาการประพันธ์ ขับรถออกศึก ดีดลูกคิด ยิงธนู พิธีกรรม และวิชาดนตรี สำหรับดนตรีนั้น ขงจื๊อยังกำชับไว้ว่า “ดนตรีสร้างความสามัคคีของปวงชน” ซึ่งจะพบว่า ในการปฏิวัติศิลปวัฒนธรรมทั่วทั้งโลก กองทัพใช้ดนตรีในการกล่อมจิตใจของกองทัพ กล่อมให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว กล่อมให้กองทัพรู้สึกฮึกเหิม กล่อมให้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชาตินิยม ท้องถิ่นนิยม หรือสถาบันนิยมก็ตาม ล้วนต้องอาศัยบทเพลงและเสียงดนตรีทั้งสิ้น
คณะนักร้องประสานเสียงมิตรสัมพันธ์กรุงเทพฯ ได้รวมตัวกันร้องเพลงจีนเป็นเวลานาน นอกจากจะโหยหาอดีตที่รู้สึกร่วมกันแล้ว ยังรู้สึกถึงความเป็นพวกเดียวกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว การได้พบเพื่อนเก่า ทำให้ชีวิตสดชื่น การขับร้องนอกจากจะขจัดความเจ็บปวดในระหว่างวันแล้ว ยังรับเอาความสดชื่นเข้าไปทดแทนด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากใบหน้าที่เปล่งปลั่ง
สดชื่น และยิ้มแย้มแจ่มใสทุกคน

