ใครมีโอกาสได้ฟังเสวนาในงาน “ก้าวที่ 40 มติชนก้าวคู่ประเทศไทย 4.0”
ที่โรงแรมพูลแมน เมื่อวันก่อน
คงเห็นพ้องต้องกันว่าถ้าทำได้ โอกาสปีไก่ทองอยู่ไม่ห่าง
วันนั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกแนวคิดแนวทางของประเทศให้ฟัง
ใช่แล้ว แนวคิดแนวทางไทยแลนด์ 4.0 นั่นแหละ
บทสรุปที่ฟังคือธุรกิจของไทยในปีหน้าต้องพึ่งพานวัตกรรม
นวัตกรรมในมิติของธุรกิจขนาดใหญ่ก็เป็นแบบหนึ่ง นวัตกรรมในมิติของสตาร์ตอัพก็เป็นแบบหนึ่ง
นวัตกรรมของชุมชนหมู่บ้านก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
นวัตกรรมต่างๆ เป็นความคิดสร้างสรรค์ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สร้างขึ้น
แต่ต้องเผยแพร่ทางเทคโนโลยีออกไป
ดังนั้น ไทยแลนด์ 4.0 ในมิติของธุรกิจจำเป็นต้อง “ก้าวไปข้างหน้า” พร้อมๆ กัน
เริ่มจากคนไทยทุกคนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ต้องแสวงหานวัตกรรมของตัวเองให้เจอ
เจอเมื่อไหร่เข้าไปแสวงหาความรู้เพิ่ม
ดอกเตอร์ธนะพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรม และความยั่งยืนองค์กรบริษัททรู
บอกว่า ทรูเปิดห้องสอนผู้อยากรู้เรื่องสตาร์ตอัพทุกวันพุธตอน 6 โมงเย็น ที่ชั้น 4 ดิจิตอลเกตเวย์….ฟรี
ใครตัดสินใจว่าจะ “สตาร์ตอัพ” แน่ๆ แล้ว ไปต่อโปรแกรม “อินโนเวชั่น วีคเอนท์”
สอนเรื่องนวัตกรรมทุกเย็นวันศุกร์และเสาร์-อาทิตย์ ณ ที่เดียวกัน
นวัตกรรมนี่แหละสำคัญ แม้แลดูจะไม่จีรัง แต่นวัตกรรมเป็นหัวใจที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน
หากใครมั่นใจและมีนวัตกรรมเป็นของตัวเองแล้ว ทรูก็พร้อมสนับสนุน
ทำความฝันให้กลับมาเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความจริง
มีเงินลงทุนให้ 7 แสนบาท ใช้ระยะเวลา 3 เดือนในช่วง “ตั้งไข่” ของธุรกิจใหม่
ถ้าผ่านไปได้จึงจะไปลงทุนขยายธุรกิจต่อไป
ถ้าใครคิดจะไปทำธุรกิจแล้วติดขัดเรื่องเงินทุน ทาง บสย.โดย นายนิธิศ
มนุญพร กรรมการและผู้จัดการ บสย. มีทางออก
นายนิธิศบอกว่า บสย.มีโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ และอินโนเวชั่น
ใครมีไอเดียขอให้ไปติดต่อธนาคารเพื่อขอกู้ หากธนาคารไฟเขียวแผนธุรกิจ
เรื่องค้ำประกันเงินกู้ขอให้มาบอก บสย.
ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา พร้อมค้ำประกันวงเงินให้ 1 ล้านบาท ถ้าเป็นนิติบุคคลพร้อมค้ำ 5-20 ล้านบาท
ส่วน นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ซีอีโอเอไอเอส บอกว่า 5 ปีมาแล้ว เอไอเอสเปิดรับสมัครสตาร์ตอัพแล้วส่งประกวดระดับนานาชาติ
บางปีสตาร์ตอัพของไทยได้รับรางวัลที่ 1 ระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นเรื่องน่าพอใจ
โครงการนี้มีผู้เข้ามาเสนอนวัตกรรมถึง 6 พันราย ในจำนวนนี้มี 25 สตาร์ตอัพเกิดขึ้น มีเงินลงทุน 150 ล้านดอลลาห์สหรัฐ มีผลิตภัณฑ์กว่า 30 ชนิด
แต่ต่อไปเอไอเอสจะไม่จำกัดเวลาในการรับสมัคร
ใครมีความคิดสร้างสรรค์ ผลักดันให้เป็นธุรกิจสตาร์ตอัพได้ เชิญพบทีมงานได้ทุกวัน
เช่นเดียวกับ นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ซีอีโอดีแทคที่สนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และธุรกิจสตาร์ตอัพ
นายลาร์สมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีจุดแข็ง จากข้อมูลพบว่าไทยมีการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย
มีการซื้อขายผ่านเฟซบุ๊ก เป็นอันดับ 1 ของโลก
และมีอัตราการการเติบโตดิจิทัล แบงกิ้งอย่างรวดเร็ว
ดีแทคได้สร้างสตาร์ตอัพทางการเกษตร เป็นตัวช่วยเกษตรกร และเป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตกับภัตตาคาร
แต่ทั้งนี้ภาครัฐต้องลงทุนโครงข่ายการสื่อสาร
ขณะที่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ให้สัญญาบนเวทีว่า กสทช.จะพัฒนาเครือข่ายรองรับไทยแลนด์ 4.0
แม้ขณะนี้ไทยจะมีคลื่นความถี่ที่ใช้งานอยู่ 420 MHz แต่ภายในปี 2563 จะมีคลื่นความถี่รวมใช้งาน เป็น 800 MHZ
เช่นเดียวกับอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านที่รัฐบาลต้องการให้ช่วยกระจาย “สตาร์ตอัพ”
กสทช.รับปากว่า จะดำเนินการ 19,652 หมู่บ้านให้เสร็จภายในมิถุนายน 2561
พร้อมทั้งสร้างระบบรักษาความปลอดภัยการใช้งานออนไลน์ และสนับสนุนสตาร์ตอัพ ฟินเทค และแชริ่ง อีโคโนมี
โอ้ฟังแล้ว ทั้งรัฐบาล ภาครัฐ และภาคเอกชน เดินเครื่องสนับสนุนไทยแลนด์ 4.0 กันเต็มกำลัง
แต่สิ่งสำคัญคือภาคประชาชนต้องเล่นด้วย
และเมื่อใดที่ประชาชนเล่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่เป็นปัจเจก หรืออยู่ในชุมชน หรือเป็นสมาชิกสหกรณ์ ฯลฯ
คิดค้นนวัตกรรมของตัวเอง นำเทคโนโลยีมาช่วยเสริม เพิ่มมูลค่าในสิ่งที่กระทำ…
ถ้าทำได้ตามนี้ สตาร์ตอัพก็มองเห็นอยู่รำไร ไทยแลนด์ 4.0 ตามที่รัฐบาลคาดไว้ก็จะสมหวัง
ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือแบบ “ประชารัฐ”
“ประชารัฐ” ที่รัฐบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกัน
เพียงแต่ “ประชารัฐ” ที่ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ไม่ใช่ประชารัฐธรรมดา
ถ้าทำได้ ทำจริง “ประชารัฐ” ต้องเปลี่ยนฉายา
เปลี่ยนจาก “ประชารัฐ” ธรรมดา กลายเป็น “ประชารัฐ 4.0” ไปตามเทรนด์

