Multi-grade Teaching กับการแก้ปัญหาการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก

1.03.17 | 13:00 น.

บทความที่นำเสนอนี้ high light ของเรื่องอยู่ที่วิธีการแก้ปัญหาการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กด้วยวิธีการรวมชั้นเรียน แม้ว่าวิธีการนี้จะมิใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทยก็ตาม แต่ผู้เขียนเห็นว่าวิธีการของตะวันตกน่าสนใจจึงได้นำบทความเรื่อง “Small Schools and Quality Education” โดย Delane Hugh และบทความเรื่อง “The function and the role of the multi grade teacher” มาแปลและเรียบเรียง ขอให้ท่านติดตามได้ต่อไป

1.สภาพทั่วไปของโรงเรียนขนาดเล็ก

เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนโรงเรียนในประเทศไทยปัจจุบันเป็นโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีโรงเรียนทั้งหมดจำนวน 31,116 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน (บางแห่งกำหนดไม่ต่ำกว่า 60 คน) ประชาชนและผู้ปกครองนักเรียนมักจะมีคำถามและข้อสงสัยในคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กตลอดมา

กระทรวงศึกษาได้ริเริ่มจัดทำโครงการหลายโครงการ เพื่อต้องการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในระหว่างปีการศึกษา 2553-2554 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (NIETS) ได้เลือกนักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยของการสอบ O-NET ในโรงเรียนขนาดเล็กในปีการศึกษา 2554 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยในปีการศึกษา 2553 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกวิชา

นอกจากนั้นจากการวิจัยยังพบว่า ภูมิภาค (region) ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นตัวแปรที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อคะแนนเฉลี่ยของคะแนนสอบ O-NET ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ผู้กำหนดนโยบายต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่านโยบายนั้นเข้มแข็งมั่นคง และเหมาะสมที่โรงเรียนขนาดเล็กจะนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่

Advertisement

2.ปัญหาการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก

2.1 ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาค่าใช้จ่ายในการลงทุนการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่

2.2 คุณภาพการศึกษา จากการประเมินผลมาตรฐานโรงเรียน และผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ทั้งในด้านการบริหารจัดการเรียนการสอน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนส่วนใหญ่ยังต่ำ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทักษะด้านการคำนวณ และทักษะภาษาต่างประเทศ

2.3 ครูและนักเรียน ครูยังขาดประสบการณ์สอนไม่ตรงกับวิชาเอกหรือวิชาที่ถนัด ขาดความชำนาญเฉพาะด้าน ครูไม่ครบชั้นเรียน ครูขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน มีการย้ายบ่อยๆ

2.4 ทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ได้แก่

2.4.1 ด้านงบประมาณมีจำกัด ได้รับการจัดสรรน้อยไม่เพียงพอ เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นเกณฑ์ในการจัดสรร

2.4.2 ด้านสื่ออุปกรณ์การสอนและเทคโนโลยี พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กส่วนมากขนาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ นักเรียนจึงไม่สามารถเรียนรู้ หาความรู้จากอินเตอร์เน็ตได้

2.5 การบริหารจัดการ ครูต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ นอกจากการสอนปกติในโรงเรียน เช่น เตรียมงานประเมินคุณภาพภายนอกโดย สมศ.และทำงานด้านธุรการอื่นๆ

2.6 อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง ทำให้จำนวนนักเรียนประถมศึกษามีนักเรียนลดลงตาม เป็นเหตุให้ปริมาณของโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

2.7 นโยบายโรงเรียนขนาดเล็กไม่ชัดเจน เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ และไม่ต่อเนื่อง ผู้บริหารโรงเรียนยึดติดกับตำแหน่ง เกรงว่าเมื่อโรงเรียนถูกยุบแล้วตนเองจะไม่มีตำแหน่ง และที่สำคัญการยุบโรงเรียนต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งมีประชาชนบางกลุ่มต่อต้านการยุบอีกด้วย

2.8 การใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่สังกัด สพฐ.ด้วยกันยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร และการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียนขนาดเล็ก (ระดับประถมศึกษา) กับโรงเรียนมัธยมศึกษาก็เช่นเดียวกัน

3.วิธีแก้ปัญหาการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก

3.1 วิธีแก้ปัญหาการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้กระทำอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ก) จัดห้องเรียนเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เช่น ห้องสมุดเคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ข) ใช้ครูหลังม้าไปสอนโรงเรียนขนาดเล็กในเขตห่างไกลทุรกันดาร ค) ใช้การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม ง) ใช้การหมุนเวียนโดยนำครูในโรงเรียนที่ครูเกินหรือนักศึกษาฝึกสอน หรือวิทยากรท้องถิ่นหมุนเวียนกันไปสอน ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าจ้างครู 1 คน หมุนเวียนสอน 2-3 โรงเรียน และ/หรือ จ้างครู 1 คน ปฏิบัติงานแทนครูแกนนำหรือครูต้นแบบ แล้วให้ครูแกนนำหรือครูต้นแบบไปช่วยเหลือด้านวิชาการแก่โรงเรียนขนาดเล็ก

3.2 วิธีการแก้ปัญหาในโรงเรียนขนาดเล็กที่ควรกระทำ (ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะของผู้เขียน) โดยใช้วิธีสอนรวมชั้นเรียน (Multi-grade teaching) มีรายละเอียดของวิธีดังกล่าวต่อไปนี้

4.Multi-grade teaching คือการสอนโดยรวมชั้นเรียน 2 ชั้น หรือมากกว่าเข้าด้วยกัน ปรัชญาของการสอนคือ ครูต้องรู้ถึงวิธีการสอนและรู้วิธีการบริหารชั้นเรียน ครูมืออาชีพเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในการที่จะให้ความรู้แก่นักเรียน ในเรื่องนี้ UNICEF ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการได้จัดอบรมครูโรงเรียนขนาดเล็กให้มีความรู้และทักษะในการจัดทำอุปกรณ์การสอนราคาถูก จัดทำแผนการสอน เพื่อนำไปใช้ในการสอนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันครูโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 500 คน ได้ร่วมกันจัดทำเอกสารประกอบการสอน คู่มือการสอนเพื่อนำไปใช้ในโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศไทย นอกจากนั้นเนื้อหาสาระของหลักสูตรโรงเรียนขนาดเล็ก จะต้องบรรจุเรื่องราวสำคัญของท้องถิ่นเข้าไว้เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ และภูมิใจในชุมชนและท้องถิ่นของตน

4.1 หน้าที่ของครูสอนโดยรวบรวมชั้นเรียนมีดังนี้

4.1.1 ทำหน้าที่เป็นครู (as a teacher) : มีหน้าที่สอนนักเรียนเพื่อเป็นวิทยาทาน การสอนไม่เพียงแต่สอนตามหลักสูตรเท่านั้น ครูควรพร่ำสอนด้านค่านิยมและทัศนคติแก่นักเรียนอีกด้วย บทบาทของครูจะถูกคาดหวังว่า เป็นผู้มีกลยุทธ์การสอนที่หลากหลาย โดยการสอนนั้นต้องทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีความหมายและมีประสิทธิผล

4.1.2 ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (as a facilitator) : ครูต้องมีความสามารถที่จะเข้าใจความแตกต่างของนักเรียน สามารถจูงใจให้รักการเรียน ครูต้องสอนได้ทุกระดับชั้น แม้ว่าจะไม่มีหลักสูตรกำหนดไว้ก็ตาม และสุดท้ายครูต้องสอนนักเรียนตัวต่อตัว (on to on asis)

4.1.3 ทำหน้าที่เป็นผู้วางแผน (as a planner) : ครูต้องคำนึงถึงผลการเรียนรู้ของนักเรียน การสอนต้องทำให้ง่ายต่อการเรียน การสอนรวมชั้นยากกว่าสอนชั้นเดียว ต้องสอนเป็นกลุ่มโดยเน้นความถูกต้องของเนื้อหาวิชาและใช้เวลาสอนให้พอกับเนื้อหาวิชา สอนตรงเวลา หลักการสอนใช้หลัก 5 W ได้แก่ ก) สอนใคร (What do I teach?) ข) สอนมากน้อยเพียงใด? (What much I teach?) ค) สอนอย่างไร (How do I teach?) ง) สอนเมื่อใด (When do I teach?) จ) สอนทำไม (Why do I teach?) ในการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์จะต้องกำหนดกลยุทธ์การสอน ทำแผนการสอน กำหนดกิจกรรมการเรียน แลกำหนดเวลานอนที่เหมาะสม

4.1.4 ทำหน้าที่เป็นผู้วัดผล (as an evaluato) : ครูเป็นผู้ตรวจสอบความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียน เพื่อเป็นการประกันด้านคุณภาพการศึกษา ดังนั้นการวัดประเมินผล จึงควรกระทำอย่างต่อเนื่อง ผสมผสานไปกับการสอนของครู โดยปกติแล้วการวัดประเมินผลจึงควรกระทำในทุกระดับชั้นเรียน และกระทำทุกๆ ปี ตั้งแต่แรกเข้าเรียนในโรงเรียน ระหว่างปีการศึกษา และปลายปีการศึกษา

4.1.5 ทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบสื่อการสอน (as a materials designer): ครูต้องพัฒนาสื่อการสอนเพื่อการเรียนของนักเรียน และสนองตอบวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงบริบทของท้องถิ่นและชุมชน สื่อการสอนที่ครูควรจัดทำ ได้แก่ ป้ายนิทรรศการ สมุดจดงาน (work books) ทั้งนี้ครูต้องคำนึงถึงวัสดุของท้องถิ่น และสื่อที่จัดทำต้องสะท้อนความรู้ที่ได้มาจากวัฒนธรรมของชุมชน

4.1.6 ทำหน้าที่เป็นนักวิจัย (as a researcher) : ครูมิใช่แต่เป็นผู้สอนเท่านั้น แต่ครูต้องทำการวิจัยด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อค้นหาความรู้ความจริงจากปรากฏการณ์รอบๆ ตัว ในฐานะนักวิจัยครูควรทำงานหรือกิจกรรมต่อไปนี้ ก) วิจัยอัตราการเรียนต่อ และอัตราการออกกลางคันของนักเรียน ข) วิจัยชนิดกีฬาที่ควรนำมาเล่นในโรงเรียน ค) ควรปรับปรุงกิจกรรมส่งเสริมการเรียน ซึ่งนำมาใช้ในหลักสูตรอย่างไร? ง) จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น จากนักเรียนและจากผู้ตรวจการให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้อย่างไร?

จ) กลยุทธ์การบริหารจัดการชั้นเรียนเป็นอย่างไร? จึงจะยกระดับการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ดำรงค์ ชลสุข
อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี