หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น‘ยางิ’

16.09.24 | 12:45 น.
(ภาพ-Public Domain)

สะพานแห่งกาลเวลา :ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น‘ยางิ’

พื้นที่ทางตอนเหนือกับบางส่วนทางตะวันตกของประเทศไทย กำลังประสบภัยพิบัติอุทกภัยครั้งใหญ่ จนหลายภาคส่วนต้องระดมกำลังกันเข้าไปให้ความช่วยเหลือแบบสุดกำลังอยู่ในเวลานี้

อันที่จริง ไทยไม่ได้เป็นชาติเดียวที่เผชิญภัยพิบัติอยู่ในเวลานี้ เนื่องด้วยสาเหตุหลักอันเดียวกัน นั่นคือการได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “ยางิ”

“ยางิ” สร้างความเสียหายเป็นรายทางมาตั้งแต่ขึ้นบกครั้งแรกที่เกาะลูซอน ของฟิลิปปินส์ ข้ามฟากมายังทะเลจีนใต้ ทำความเสียหายขนานใหญ่บนเกาะไหหลำ ที่ซึ่งบ้านเรือน 57,000 หลัง ได้รับความเสียหาย
ทั้งจากน้ำท่วมฉับพลันเพราะฝนตกหนัก และจากพายุโดยตรง

เมื่อข้ามผ่านไหหลำ แล้วกลับขึ้นฝั่งอีกครั้งทางตอนเหนือของเวียดนาม บริเวณอ่าวทอนคิน ยางิก็สร้างความเสียหายให้อย่างหนัก บ้านเรือนเสียหายไปกว่า 50,000 หลัง มีผู้เสียชีวิตแล้ว 258 ราย สูญหายไปอีก 82 ราย

Advertisement

ยางิทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในลาว ทางตอนเหนือของไทย เรื่อยไปจนถึงเมียนมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 437 ราย หายไปอีกหลายร้อยราย

จนถึงขณะนี้ ยางิทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วอย่างน้อย 768 ราย บาดเจ็บกว่าพันราย หายไป 208 ราย สร้างความเสียหายในรูปแบบต่างๆ ให้กับ 9 ประเทศ รวมมูลค่า 9,450 ล้านดอลลาร์

ยางิก่อตัวขึ้นในรูปของหย่อมความกดอากาศเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ในท้องทะเลนอกฝั่งสาธารณรัฐปาเลา แล้วพัฒนาขึ้นเป็นดีเปรสชั่นในวันต่อมา

ที่น่าสนใจก็คือ ก่อนขึ้นฝั่งเกาะลูซอนนั้น ยางิยังเป็นเพียงพายุโซนร้อน ถูกตั้งชื่อว่า เอนเต็ง และดูเหมือนจะอ่อนกำลังลง แต่เมื่อกลับมาปรากฏอีกครั้งทางฟากตะวันตก บริเวณอ่าวลินกาเยน เมื่อวันที่
3 กันยายน กลับทวีกำลังแรงขึ้นอีก เมื่อเกิดการรวมตัวกับหย่อมความกดอากาศอีกกลุ่มที่ก่อตัวขึ้นในบริเวณนั้น

ตอนนี้นี่เองที่มันได้ชื่อใหม่จากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นว่า “ยางิ” และเริ่มปรากฏเป็น “ไต้ฝุ่น” บนจอเรดาร์ตรวจสอบสภาพอากาศในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

เมื่อถึงวันที่ 5 กันยายน ศูนย์ป้องกันภัยไต้ฝุ่นร่วม (เจทีดับเบิลยูซี) ที่ฮาวาย ได้ “อัพเกรด” ไต้ฝุ่นยางิ ขึ้นเป็น “ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น” เทียบเท่ากับพายุเฮอร์ริเคนในหมวดที่มีกำลังแรงสูงสุดคือ ระดับ 5 (วัดความ
เร็วลมสูงสุดในชั่วระยะเวลา 1 นาที ได้ตั้งแต่ 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป) โดยในขณะนั้นความเร็วลมสูงสุดของยางิอยู่ที่ประมาณ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ด้วยเหตุนี้ ยางิจึงมีสถานะพิเศษ เป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่นลูกที่ 4 เท่านั้นที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ ต่อจากไต้ฝุ่นพาเมลา ในปี 1954, รามสูร ในปี 2014 และไร ในปี 2021

ยางิอ่อนกำลังลง และหลงเหลือเป็นเพียงหย่อมความกดอากาศเหนือเมียนมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ก่อนเคลื่อนตัวลงสู่ตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย

ทางอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ยังคงจับตา เฝ้าสังเกตอยู่จนกระทั่งถึงเมื่อเร็วๆ นี้

ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ประเทศในแถบนี้รวมทั้งไทย เผชิญหน้ากับยางิในหน้ามรสุม คือห้วงเวลาที่กระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือพัดพาฝนเข้ามาพอดิบพอดี

ดังนั้น หลายพื้นที่จึงเกิดฝนตกหนักมากเป็นพิเศษ เป็นที่มาของเหตุน้ำป่าหลาก น้ำท่วมฉับพลัน แผ่นดินถล่ม ฯลฯ

วินาศภัยจากยางิครั้งนี้ จึงเป็นบทเรียนสำคัญให้รัฐบาลต้องคำนึงถึงระบบเตือนภัยอีกหลากหลายด้าน ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ตามลำพังเท่านั้น

ตามรายงานของรอยเตอร์ ในเมืองไทยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 33 รายแล้วจากสาเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับภาวะฝนตกหนักเช่นนี้ และมีอีกอย่างน้อย 9 รายเสียชีวิตหลังจากอิทธิพลของยางิ

นักวิทยาศาสตร์เคยเตือนเอาไว้ตลอดมาว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทร จะส่งผลให้พายุที่ก่อตัวขึ้น รุนแรงมากขึ้น สร้างความเสียหายและคร่าชีวิตผู้คนได้มากขึ้น

นักวิชาการเหล่านี้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ชัดว่าบรรดาชาติที่พัฒนาแล้วคือผู้ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นมากกว่าใครๆ

แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ด้านสภาพอากาศขึ้นมาเมื่อใด มีแต่ชาติกำลังพัฒนาเท่านั้นที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุด ล้มตาย เสียหายมากที่สุด เฮ้อ!

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์