หมายเหตุ : คอลัมน์นี้มีการ เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์เรื่อง “ตาคลี เจเนซิส” โดยระมัดระวังมิให้มีการเฉลยเงื่อนปมหรือจุดคลี่คลายสำคัญของเรื่อง อย่างไรก็ตามสำหรับท่านที่ตั้งใจว่าจะไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้และกลัวว่าการได้ทราบเนื้อหาบางส่วนนั้นอาจจะทำให้เสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์ แนะนำว่าควรเว้นคอลัมน์ตอนนี้ไปก่อนจนกว่าจะได้ชมภาพยนตร์นี้แล้ว
ถ้อยคำที่สื่อและผู้ที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ “ตาคลี เจเนซิส” ในรอบปฐมทัศน์ส่วนใหญ่กล่าวตรงกัน คือนี่เป็นภาพยนตร์ไทยที่ “ทะเยอทะยาน” อย่างยิ่ง
ความทะเยอทะยานแรก คือการสร้างภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ หรือไซไฟ ที่เป็น “ยาขม” ของภาพยนตร์ไทย
ด้วยความที่ภาพยนตร์แนวไซไฟจะนำเสนอสิ่งเหนือจริงที่มีคำอธิบายในทางวิทยาศาสตร์รองรับอยู่บ้าง เช่น ผู้มาเยือนจากต่างพิภพ การเดินทางในอวกาศ เครื่องจักรกลล้ำสมัยเกินจินตนาการในปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์จนเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ไคจู การกลับมาของไดโนเสาร์ และการย้อนเวลาด้วยทฤษฎีต่างๆ ซึ่งองค์ประกอบเหนือจริงเหล่านั้นหากจะสร้างออกมาเป็นภาพบนจอให้ดูน่าเชื่อว่ามัน “สมจริง” นั้นไม่ได้ง่ายดายนัก ภาพยนตร์ไทยต่อให้มีทุนมากอย่างไรกับองค์ความรู้ในการถ่ายทำหรือในยุคหลังคือการสร้างสรรค์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์กราฟิกก็เทียบไม่ได้กับภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดหรือแม้แต่ญี่ปุ่น
ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวไทยที่อาจหาญสร้างแนวไซไฟก่อนหน้านี้ทุกเรื่องไม่เคยประสบความสำเร็จตั้งแต่คุณภาพไปจนถึงรายได้ เรียกว่าสร้างมากี่เรื่องก็เหมือนส่งตรงเข้าสุสานไซไฟไทยให้เป็นทั้งเครื่องเตือนใจและข่มขู่ผู้สร้างภาพยนตร์คนรุ่นหลังว่า “อย่าหาทำ”
แม้กำแพงข้อจำกัดเรื่อง “เทคนิคพิเศษ” และคอมพิวเตอร์กราฟิกเหมือนจะถูกทำลายลงแล้วด้วยเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้น คนไทยที่มีความสามารถในด้านนี้และเป็นที่ยอมรับในระดับโลกนั้นก็มีมาก จนกล่าวได้ว่าถ้าหาทีมมีทุน เรื่องเทคนิคพิเศษที่ว่าก็ไม่เป็นปัญหามากเกินไปนัก ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วด้วยทีมงานคอมพิวเตอร์กราฟิกและเทคนิคพิเศษชาวไทย ที่มีประสบการณ์ระดับซุปเปอร์ไวเซอร์จาก ILM (Industrial Light & Magic) ที่ก่อตั้งโดยจอร์จ ลูคัส บิดาแห่งภาพยนตร์ชุด Star Wars ที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ไซไฟและแฟนตาซีระดับโลก ที่มาทำให้ทุกสิ่งที่ผู้กำกับอยากจะให้ปรากฏในภาพยนตร์นั้นปรากฏขึ้นมาได้จริงในคุณภาพเดียวกับในภาพยนตร์ต่างประเทศแล้ว
แต่ “มะเดี่ยว” ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังอุตส่าห์เล่นท่ายากเข้าไปอีก ด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่เข้าใจยากที่สุดในโลกไซไฟ คือการเดินทางข้ามเวลาและพหุจักรวาลแห่งความเป็นไปได้ด้วยทฤษฎีการพัวพันเชิงควอนตัม (Quantum entanglement) แถมซ้ำด้วยการนำเสนอบริบทเชิงสังคมและการเมืองที่มีลักษณะเฉพาะของประเทศไทยเข้าไปซ้ำอีก ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นแต้มต่อแล้วยังเป็น “ความเสี่ยง” ซ้ำเข้าไปอีกในบรรยากาศการเมืองไทยในทุกวันนี้
นั่นทำให้ทั้งมนุษย์ต่างดาว เทคโนโลยีอวกาศ สัตว์ประหลาดไคจู ไดโนเสาร์ กบฏแห่งโลกดิสโทรเปียไซเบอร์พังก์มาคลุกเคล้ารวมกันเป็นภาพยนตร์เรื่อง “ตาคลี เจเนซิส” ที่กำลังฉายในโรงภาพยนตร์อยู่ในขณะนี้
“ตาคลี เจเนซิส” เริ่มต้นด้วยจุดเล็กๆ “หล้า-สเตลลา” เด็กหญิงลูกครึ่งชาวอุดรธานีประสบเหตุการณ์ประหลาดในคืนหนึ่ง ที่บิดาชาวอเมริกาของเธอนั้นหายตัวไปหลังจากปรากฏการณ์ลึกลับในป่าดอนหายใกล้หมู่บ้าน หลังจากนั้นเธอก็ได้เติบโตไปเรียนที่ต่างประเทศก่อนจะกลับประเทศไทย มาใช้ชีวิตที่ล้มเหลวทั้งในเรื่องการงานและครอบครัว หากวันหนึ่งเธอต้องกลับมาบ้านเกิดเนื่องจากแม่ของเธอล้มป่วยด้วยโรคร้ายที่อาจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่นาน
นั่นทำให้เธอได้รู้ความจริงและความลับว่าเหตุการณ์ลึกลับที่เธอได้เผชิญในวัยเด็กนั้นเป็นความจริง และพ่อของเธอไม่ได้หายตัวโดยทอดทิ้งเธอไป แต่เป็นเพราะอุบัติเหตุจากการทดลองเครื่องมือเทคโนโลยีลึกลับจากนอกโลกโดยกองทัพและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา “ตาคลี เจเนซิส” ที่มีความสามารถส่งสิ่งของ สัตว์ หรือแม้แต่มนุษย์ไปยังพิกัดปริภูมิเวลาและจักรวาลความเป็นไปได้ใดๆ ก็ได้
เพื่อช่วยชีวิตพ่อของเธอที่พลัดหลงไปอยู่ในสถานีอวกาศลึกลับสักแห่งในห้วงอวกาศ สเตลลาและมิตรสหายที่ต่างคนต่างก็มีความลับนั้นต้องเดินทางย้อนเวลากลับไปในดินแดนบ้านเชียงยุคก่อนประวัติศาสตร์ และ “อุดร” ในอนาคตปี ค.ศ.2223 เพื่อรวบรวมชิ้นส่วนมาซ่อมแซมอุปกรณ์ตาคลี เจเนซิส ให้สามารถตั้งพิกัดที่ถูกต้องเพื่อไปช่วยพ่อของเธอให้ได้ แต่นั่นก็เป็นการรบกวนปริภูมิเวลาที่จะส่งผลอันเกินความคาดหมายต่อโลกและจักรวาลเช่นกัน
การผจญภัยผ่านการเคลื่อนย้ายไปในปริภูมิเวลาและความเป็นไปได้ต่างๆ ด้วย “ตาคลี เจเนซิส” ทำให้เราได้เห็นถึงวิวัฒนาการแรกผู้ที่เคยอาศัยอยู่บนผืนดินนี้ก่อนเรา ชาวบ้านเชียงที่มีความเป็น “มนุษย์” โดยสมบูรณ์แล้วที่มีสัญชาตญาณ “มุทิตา” มองเห็นตัวเราในตัวผู้อื่น เห็นลูกของตัวเองในลูกของผู้อื่น และพยายามช่วยเหลือลูกคนอื่นไม่ต่างจากเป็นลูกของตัวเอง
ได้เห็นความโหดร้ายของรัฐไทยที่เป็นตลกร้ายว่าแม้ในอนาคตอีก 200 ปีก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากกว่านี้ คือการหวงกันดูดกลืนทรัพยากรความมั่งคั่งจากท้องถิ่นไว้ที่ส่วนกลาง และกำจัดคนคิดต่างเห็นต่างด้วยอำนาจบังคับเชิงกายภาพและอาวุธที่เหนือกว่าที่พร้อมจะทำลายความคิดความเห็นนั้นไปพร้อมกับชีวิตของอีกฝ่าย
สะท้อนกลับไปยัง “อาชญากรรม” ที่รัฐไทยในระบอบจารีตนิยมอำนาจนิยมกระทำต่อผู้คนที่คิดต่างเห็นต่างมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ที่ปรากฏชัดในภาพยนตร์คือเหตุการณ์ที่ดูคล้าย 6 ตุลาคม 2519
เพราะการไปแตะประเด็นทางการเมืองแบบตีแสกหน้า และแกะสะเก็ดประวัติศาสตร์ที่เป็นบาดแผลอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายจารีตนิยมอนุรักษนิยม ทำให้ “ตาคลี เจเนซิส” ถูกปักหมายจากฝ่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อหวังผลทางจิตวิทยาออนไลน์ (IO) แทบจะในทันทีโดยการหยาบหยามล้อเลียนจากบรรดาเพจที่คุ้นชื่อคุ้นหน้าที่ดำเนินปฏิบัติการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ รวมถึงการใช้บัญชีผีรุมโจมตีถล่มคอมเมนต์เชิงลบตามเพจหรือกลุ่มพูดคุยภาพยนตร์ต่างๆ ที่ประเมินหนังเรื่องนี้ในเชิงบวก เรื่องไม่ต้องเถียงกันให้ยาก ลองไปกดดูสักโปรไฟล์ก็จะเห็นได้ชัดว่าเป็นบัญชี IO จัดตั้ง
ประกอบกับการเล่น “ท่ายาก” ของมะเดี่ยวดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น การที่หนังเรื่องนี้ใช้อธิบายการย้อนเวลาและเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงด้วยทฤษฎีความเป็นไปได้เชิงควอนตัมทำให้ไม่ใช่ทุกคนที่จะ “ตาม” เรื่องราวที่เข้มข้นฉับไวได้ง่ายนัก โดยเฉพาะช่วงปลายของเรื่องที่เกิดการพังทลายของความสมเหตุสมผล (Causality Breakdown) ซึ่งมิติเวลาปริแยกจนความเป็นจริงต่างๆ มาไหลปนกัน แต่เอาเข้าจริงถึงจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็ยังสามารถที่จะเสพรับอรรถรสของเรื่องราวได้ด้วยประวัติศาสตร์บางตอนที่เชื่อมโยงกับเรา และอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณไร้กาลเวลาได้เป็นอย่างดี
“สาร” สำคัญที่ “ตาคลี เจเนซิส” สื่อออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก คือ “ความเชื่อ ความกลัว และความหวัง”
ความเชื่อนั้นอาจจะทำให้เรา แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็เป็นความหวังให้เราได้เช่นกัน เรื่องนี้แสดงออกมาผ่านเหตุการณ์และตัวละครต่างๆ ที่พยายามผลักดันต่อสู้เพื่อความเชื่อ และส่งต่อความจริงและความหวังต่อไปให้คนรุ่นที่อยู่เบื้องหลังหรือคนรุ่นที่จะตามมาอย่างไม่ลดละ เช่นการส่งสารที่ทรงพลังในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ตัวเอกขอเพียงให้คนรุ่นต่อไปอย่าลืมพวกเขาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ความเชื่อใจในคนรุ่นใหม่ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะมีทางออกที่ดีกว่าบทสรุปที่คาดหมาย ความสมหวังในความเป็นไปได้รูปแบบอื่นที่ปลายสุดขอบจักรวาล ที่แม้ผลลัพธ์ของมันจะไม่ได้ออกมาเป็นไปตามที่คิด แต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกว่าทำได้สำเร็จแล้ว
ไม่แปลกอะไรที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะ “แสลง” ต่อผู้ที่มีความคิดอนุรักษนิยม จารีตนิยม ที่จะได้ประโยชน์จากความเชื่อที่ว่า มนุษย์เป็นแค่สิ่งที่กำเนิดขึ้นมาภายใต้ข้อจำกัด อยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรก็ดีอยู่แล้ว ประเทศนี้ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้จารีตตายตัวที่เปลี่ยนแปลงแตะต้องไม่ได้ ความพยายามในการพัฒนาใดๆ ก็ต้องไม่ไปแตะเพดานจารีตนั้น เพราะคนไทยเราไม่ใช่มนุษย์เหมือนคนอื่นจึงสมควรพอใจในระบบระเบียบแห่งสังคมเช่นนั้นแล้ว อะไรที่พวกเขาบอกให้เชื่อก็จงเชื่อ อะไรที่เขาอยากให้เราลืมหรือไม่รับรู้ก็จงลืมไปเสียไม่ต้องไปรับรู้มัน ใช้ชีวิตต่อไปภายใต้ขอบเขตที่ครอบงำอยู่
ไม่ผิดกับ “ความเชื่อ” ที่สร้าง “ความกลัว” ต่อ “ผี” นางดอนหายตอนต้นเรื่อง ที่ชาวบ้านต้องไปบัดพลีสังเวยเพื่อให้สิ่งเหนือธรรมชาตินั้นพอใจ และคำขู่ว่า “ห้ามหันหลังกลับไปมอง”
ส่วน “เจเนซิส” นั้นเป็นศัพท์คำเดียวกับที่มีความหมายถึงการสร้างโลก หรือสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาจากสภาวะที่ไม่เคยมีสิ่งนั้นมาก่อน และมนุษย์ทุกคนไม่ว่าใครก็มีความสามารถที่จะถอดรื้อความเชื่อความเป็นไปทั้งหลายทิ้งแล้วสร้างขึ้นใหม่ได้เสมอ เช่นนั้นกรอบคิดความเชื่อใดๆ ที่เคยมีว่าพวกเราทำได้แค่นั้นเป็นได้แค่นี้ก็เป็นแค่การสร้างขึ้นของคนรุ่นหนึ่งแต่พยายามบอกและหลอกเราว่านั่นเป็นสิ่งที่ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วโดยเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันมีร่องรอยของการ “ไม่เชื่อ” บางอย่างที่เขาพยายามลบแล้วก็เหลือร่องรอย ที่ใครขืนไปแตะเข้าจะต้องถูกโต้ตอบ แต่เมื่อมันถูกสร้างขึ้นได้ มันย่อมถูกทำลายได้โดย “ความเชื่อ” อีกแบบหนึ่งเช่นกัน
โดยเครื่องมือในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่นั้นก็คือ “ความเชื่อ” และ “ความหวัง”
นอกจากนี้ ความหวังอีกชั้นหนึ่งที่ “ตาคลี เจเนซิส” มอบไว้ให้เป็นพิเศษ คือ “ความหวัง” และ “ความเชื่อใหม่” สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ทุกรูปแบบของไทย ที่ความรู้ความสามารถในแขนงงานสร้างสรรค์ด้านแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกนั้นได้รับการยอมรับในระดับโลกแล้ว “ตาคลี เจเนซิส” ได้ถ่ายทอดสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงได้อย่างสมจริงไม่แตกต่างจากภาพยนตร์อย่าง Star Wars Interstellar หรือ Jurassic World นั้นจะลบล้างความเชื่อที่ว่าคนไทยไม่มีฝีมือพอที่จะทำหนังไซไฟที่อลังการสมจริงน่าเชื่อถือได้หรอก ด้วยการให้ความมั่นใจผ่านทุกภาพทุกองค์ประกอบไซไฟในจอว่า ถ้าเราอยากทำภาพยนตร์ระดับนี้ด้วยทีมงานคนไทยทั้งหมดก็เป็นไปได้
“ความเชื่อ” นี้สร้างความหวังให้คนที่อยากสร้างหนังไซไฟได้มั่นใจว่ามีผู้ที่จะถ่ายทอดความคิดและจินตนาการของพวกเขาให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ได้อย่างไร รวมถึงบรรดานักวาดการ์ตูนและนักเขียนด้วย ว่าถ้าเราสามารถเขียนเรื่องแนวไซไฟหรือแฟนตาซีที่ดีและสนุกมากจริงๆ ได้ มันก็อาจจะถูกผู้สร้างภาพยนตร์ชาวไทยนำเรื่องราวของคุณไปสร้างเป็นหนังฉายไปทั่วโลกก็ได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้นิยายหรือเรื่องที่คุณแต่งนั้นถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษไปขายจนมีชื่อเสียงก่อนเพื่อให้เตะตาผู้สร้างภาพยนตร์ระดับโลก
สำหรับผู้เขียนนวนิยายคนหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่จะกล่าวไปได้มากกว่าคำขอบคุณให้ทุกคนและทุกฝ่ายที่มีส่วนในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ตาคลี เจเนซิส” ขึ้นมา

