บทเรียนจากน้ำท่วมแม่สายมีความ พิเศษอยู่หลายประการ ที่ทำให้น่านำมาพิจารณา
ผมคิดว่าน้ำท่วมแม่สายนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพราะแม่สายเป็น “เมืองชายแดน”
อธิบายง่ายๆ ก็คือมันคือตัวอย่างของ “ภัยพิบัติข้ามแดน” ที่กระทบกับ “เมืองชายแดน” และเกิดขึ้นในภาวะสุญญากาศทางการบริหาร จากเงื่อนไขทางการเมือง
ภาวะข้ามแดน และภาวะความเป็นเมืองมันผสมกันพอเหมาะพอเจาะ กับภาวะสุญญากาศทางการบริหารจากเงื่อนไขทางการเมืองได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ ข่าว “น้ำท่วมต่างจังหวัด” และข่าวน้ำท่วมเมืองต่างจังหวัด นั้นมีมากแล้วปีนี้ และใช่ว่าจะไม่มีการแก้ปัญหา
แต่รอบนี้ในแม่สาย ผมคิดว่าที่สำคัญคือ ภาพสำคัญของภาวะฉับพลันมันเกิดขึ้นเพราะเราไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน เนื่องจากภาวะข้ามแดน เพราะเราไม่มีการเตือนภัยจากประเทศเพื่อนบ้านมากนัก และภาวะการไม่ได้เตรียมการจากการคาดเดาถึงผลที่เลวร้ายจากน้ำท่วมข้ามแดนยังไม่เกิดขึ้นเท่านี้มาก่อน
ถ้าใครคุ้นเคยกับแม่สาย ข่าวน้ำท่วมแม่สายแทบจะเรียกได้ว่ามีทุกปีครับ
แต่รอบนี้มากกว่าปกติ และไม่ได้ตั้งตัว (เพื่อนผมในพื้นที่ บอกว่ารู้ตัวล่วงหน้าเพียงสองชั่วโมง)
ที่สำคัญ ผมคิดว่าเรื่องรอบนี้คือเมื่อภาวะความเดือดร้อนมันหนักกว่าที่เคยเป็นมา แล้วภาพถ่ายเรื่องการช่วยหมาแมวที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มันขึ้นตามฟีดของสื่อโซเชียลมาก เรื่องราวมันจึงเปลี่ยน
แม้ว่าทุกคนจะนึกออกว่าแม่สายเป็นเมือง และเป็นเมืองชายแดนที่มีการท่องเที่ยวและการค้าข้ามแดนมาโดยตลอด
แต่ภาพของหมาแมวที่ถูกช่วย เอาจริงมันคือหมาแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงของเมือง ไม่ใช่แมวจร หมาจร
ความเชื่อมโยง และระยะของความใกล้ชิดทางจินตกรรมของผู้คนในประเทศนี้กับศูนย์กลางของประเทศก็มากขึ้น เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ที่มีเรื่องราวของหมาแมวสัตว์เลี้ยงนี้เป็นเครือข่ายใหญ่ที่มีความเข้มข้น หนักแน่น เห็นจากข้อมูลที่แบ่งปันกัน และความช่วยเหลือในเรื่องของหมาแมวที่มีมาโดยตลอด
ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญเพิ่มเติมไปจากข่าวน้ำท่วมเมืองต่างจังหวัดทั่วไป
ที่สำคัญ ภาวะสุญญากาศทางการบริหารเนื่องมาจากภาวะการเมืองของการเปลี่ยนชุด ครม.ก็สำคัญ เกิดข้อถกเถียงมากมายว่ารัฐบาลใหม่จะลงพื้นที่ หรือตัดสินใจได้มากเท่าไหร่ แค่ไหน ก็กลายเป็นเรื่องราวที่สำคัญ
เชื่อมโยงกับประเด็นความคาดหวังของสังคมที่มีอยู่ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับขั้นตอนและความรู้ในเรื่องการจัดการภัยพิบัติตามตำรับตำรา
พูดง่ายๆ ก็คือผู้มีอำนาจของสังคม ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. นายกฯ ผู้ว่าฯ ฯลฯ ก็ต้องลงไปพื้นที่ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับแผนและปฏิบัติการภัยพิบัติที่มีการวางแผนกันมาตลอดหรือไม่
พูดกันให้สุด บ้านนี้เมืองนี้จะมีโครงการระยะยาวในการแก้ไขภาวะภัยพิบัติแค่ไหนเหมือนจะสำคัญน้อยกว่าการที่ประชาชนรู้สึกว่าคนที่มีอำนาจต้องไปหาเขา ไปให้กำลังใจเขา ซึ่งเรื่องนี้ก็ถกเถียงมาโดยตลอดนั่นแหละครับว่าจำเป็นแค่ไหน
ส่วนนี้สำหรับผมไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในปฏิบัติการจริง เท่ากับการวางแผนระยะยาว ซึ่งจนถึงวันนี้การเปิดให้เห็นว่าในพื้นที่แม่สายนั้นมีแผนระยะสั้น ยาว และโครงการใดๆ แค่ไหนแทบจะไม่เป็นข่าว
ส่วนที่สำคัญจริงอาจจะอยู่ที่ระบบราชการที่จะต้องเป็นผู้ตอบสนองต่อภัยพิบัติเสียก่อน ก็เหมือนจะมีการทำงานจริง แต่เครือข่ายข้อมูลออนไลน์นั้นชี้ให้เห็นถึงความเข้มข้นขององค์กรอาสาสมัครมากมายที่เข้าไปช่วยในพื้นที่ โดยเฉพาะกับวิกฤตในรอบนี้ที่มีเงื่อนไขพิเศษ ทำให้เครื่องไม้เครื่องมือในการจัดการภัยพิบัติเดิมอาจไม่เคยประสบมาก่อน เช่นการต้องใช้เจ็ตสกี
ภาพข่าวที่จะเห็นกองทัพและองคาพยพของรัฐในการจัดการภัยพิบัติออกหน้าจึงทำได้ยาก
เรื่องนี้โทษกันได้ยาก เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเห็นว่าในความเป็นจริง ต่อให้มีแผน
และความรู้จัดการภัยพิบัติราคาแพง และล้ำแค่ไหน การร่วมกันคิดหาทางออกจริงในพื้นที่ผ่านความร่วมมือที่หลากหลายเป็นเรื่องสำคัญ
จากกรณีการกู้ภัยถ้ำหลวง ก็เป็นตัวแบบที่เราเคยเจอมาก่อน ว่าการอพยพเอาผู้ประสบภัยออกมาจากพื้นที่นั้นไม่เคยทำมาก่อนเช่นกัน
ความร่วมไม้ร่วมมือของผู้คนจึงเป็นเรื่องสำคัญ และการทำงานร่วมกับรัฐและท่าทีของรัฐที่มีต่อความสร้างสรรใหม่ๆ ของผู้คนในสังคมก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ว่าจะจัดความสัมพันธ์อย่างไร ไม่หวั่นไหวต่อข้อวิจารณ์
ในส่วนที่เรายังมองไม่เห็นก็คือเรื่องของการสำรวจว่า แต่ละพื้นที่ในเมืองชายแดนนี้มีความควบแน่นและร่วมไม้ร่วมมือมากน้อยแค่ไหน พื้นที่ในเมืองต่างจังหวัด และเมืองชายแดน จะพบว่าโดยทั่วไป ชุมชนและผู้นำชุมชนยังมีความสำคัญอยู่มาก และในรอบนี้การรับมือกับภัยพิบัติเป็นอย่างไร มีการฝึกซ้อม ทำความเข้าใจ และอัพเดตข้อมูลมากน้อยแค่ไหน หน่วยงานจัดการภัยพิบัติมีแค่ไหนในพื้นที่ และถ้าภัยพิบัติขยายตัวกว่าที่เคยเป็นมา จะเชื่อมโยงขอความช่วยเหลือที่ไหนเป็นลำดับขั้น
จากวันนี้ไปสิ่งที่จะพบก็คือ เมื่อภัยพิบัติลดลงแล้ว การสำรวจความเสียหายนั้นเป็น
ระบบไหม การสรุปบทเรียน ถอดบทเรียนเพื่อปรับแผนรับมือภัยพิบัติมีมากน้อยแค่ไหน ความสนใจของสื่อโซเชียลและสื่อหลักจากส่วนกลางจะยังมีในพื้นที่แค่ไหน ระบบการฟื้นฟูจะมีแค่ไหน
สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของภาวะข้ามแดน ซึ่งจากเดิมเรามองแค่เรื่องของผู้คน
ข้ามแดน หลายปีนี้เราพบทั้งปัญหาภัยพิบัติข้ามแดน คือ ฝุ่นนรก PM2.5 และโควิด-19
ความเข้าใจและการสร้างความร่วมมือเรื่องของภัยพิบัติข้ามแดนจึงสำคัญยิ่ง ซึ่งเรื่องนี้ในระยะยาวรัฐบาลกลางคงจะต้องแถลงให้เห็นแผนการณ์และความคืบหน้าในเรื่องนี้มากขึ้น

