หน้าแรก คอลัมนิสต์ ชะตากรรม พ.ร....

ชะตากรรม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ (2)

19.09.24 | 09:41 น.

หลังนำนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้บริหาร กำกับดูแลนโยบายการศึกษามาเล่าสู่กันฟัง ผมเปิดเวทีซีรีส์ถามหาชะตากรรม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ตั้งแต่พฤหัสที่แล้ว

เจตนาก็เพื่อชักชวนทุกฝ่ายให้ร่วมกันทวงคืน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ใช้เวลายาวนานกว่าสิบปี นับแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้ ยังเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก

ก่อนเดินหน้าว่ากันต่อ แฟนคลับ พันธุ์แท้ ครู อาจารย์ สะท้อนความเห็นกลับมา น่าคิด น่าสนใจ เลยมัดมือชก ขออนุญาตเอามาเล่าต่อสัปดาห์นี้

ความเห็นแรกเป็นของ รศ.ประภาภัทร นิยม ครูใหญ่แห่งโรงเรียนรุ่งอรุณ ฟันธงว่า นโยบายฟังดูดี แต่ขาดกลไก/เครื่องมือการบริหาร นั่นคือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่สอดคล้องหรือเอื้อให้กับนโยบาย หาก รมต.แก้ประเด็นความย้อนแย้งนี้ได้ ก็จะบริหารต่อได้อย่างราบรื่น

ท่านต่อมา รศ.ดร.เอกขัย กี่สุขพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานเสวนามาว่า อนาคตการศึกษา อนาคตเด็กต้องพึ่งตนเอง ผู้ที่มีฐานะย่อมมีโอกาสและได้เปรียบมากกว่า ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสที่จะได้รับคุณภาพการศึกษาก็จะมีมากขึ้น ตราบใดที่ยังควบคุมอำนาจการบริหารการศึกษาจากส่วนกลางเท่านั้น

Advertisement

อีกหลายท่านตอบ ขอบคุณ และให้กำลังใจที่หยิบเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาผลักดันต่อ

หลังจากกระทรวงศึกษาธิการได้รับหนังสือสั่งการจาก รองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล)ให้นำร่างกฎหมายที่เสนอเพื่อเข้า ครม.กลับไปทบทวนใหม่

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีคำสั่งให้สภาการศึกษาเป็นหน่วยงานหลักประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาทบทวน (ร่าง) พ.ร.บ.ให้ครอบคลุมตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี และรายงานความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะ โดยรายงานครั้งแรกในวันที่ 31 กรกฎาคม 2567

รายงานผลการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครั้งแรก และครั้งต่อๆ มา เนื้อหาเป็นอย่างไร ปรับแก้ร่างกฎหมายใหม่ตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ครบทั้ง 5 ประเด็นหรือไม่ แค่ไหน ผมยังแกะรอยไม่ได้

โดยเฉพาะข้อเสนอท้ายสุด ประเด็นเกี่ยวกับโครงสร้างและภารกิจกลไกการบริหาร การกำหนดตำแหน่งและอัตรากำลังของกระทรวงศึกษาธิการในภาพรวมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งควรเน้นให้บูรณาการการทำงานและใช้ทรัพยากรร่วมกันและลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ

ในทางปฏิบัติ กฤษฎีกาต้องการให้ทำอะไร โครงสร้างและกลไกการบริหารหมายถึงใคร หน่วยงานไหน

โครงสร้างใหญ่กระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด หรือโครงสร้างหน่วยงานระดับรองลงไปทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับแก้กฎหมายคงต้องตีความ กรอบขอบเขตข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ชัด กว้างหรือแคบแค่ไหน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้รับการแก้ไขไปแล้ว หรือยังไม่มีการแก้ไข จะต้องปรับใหม่อย่างไร

หรือข้อเสนอ แค่ต้องการเน้นย้ำการปฏิบัติราชการให้เกิดการบูรณาการทำงานและการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ภายใต้โครงสร้างที่เป็นอยู่ขณะนี้เท่านั้น

ติดตามเรื่องนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) สรุปผลงานนำเสนอต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเด็นว่าด้วยโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ก็เพียงแต่พูดกว้างๆ แค่ว่าการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ

กอปศ.ไม่ได้ศึกษาและเสนอข้อสรุปว่า ปรับโครงสร้างตรงไหน อย่างไร ทิ้งค้างไว้ให้เป็นเรื่องของผู้คนในกระทรวงศึกษาธิการไปหาทางตกลงกันเอง

กอปศ.ไม่แตะเรื่องโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการนั่นเอง

ข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่แตกต่างไปจากข้อเสนอของ กอปศ.แต่อย่างใด

เมื่อภาพใหญ่เป็นอย่างนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะทำอย่างไรกับข้อเสนอเรื่องของโครงสร้าง ตามคำสั่งการของนายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรี

เพราะในทางปฏิบัติ การจะทำให้ความเห็นต่างเรื่องโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการได้ข้อสรุปเพื่อเขียนกฎหมายใหม่ ทั้งกฎหมายแม่และกฎหมายลูก คงต้องใช้เวลาอีกนาน จะส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติไม่สามารถคลอดออกมาได้ง่ายๆ เพราะติดขัดเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย

ถ้าให้ผมคาดเดาประเด็นนี้ ผู้เสนอคงหมายถึงช่องว่างระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โรงเรียนประถม มัธยมทั่วประเทศ กับ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)

สรุปคือ เขตพื้นที่การศึกษากับศึกษาธิการจังหวัด ต่างฝ่ายต่างมีอำนาจ มีหน่วยงานบังคับบัญชา มีบุคลากรภายใต้สังกัดของตัวเอง ต่างฝ่ายต่างทำ ซ้ำซ้อน ไม่ประสานกัน

ปัญหานี้ คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภาชุดที่แล้ว เคยนำขึ้นมาศึกษา สรุปว่า ศึกษาธิการจังหวัดไม่สามารถประสานสั่งการผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ ด้วยเหตุผลว่าศึกษาธิการจังหวัดไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา

ก่อนสรุปรายงาน ข้อเสนอเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ให้ปฏิบัติถึง 11 ข้อ

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องความลับทางราชการ เรื่องของผู้มีอำนาจในส่วนกลาง ส่วนบน แทบทั้งสิ้น

ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับล่าสุด ได้รับการปรับแก้อย่างไร จะส่งคืนคณะรัฐมนตรี เข้าสู่ที่ประชุมสภาเมื่อไหร่ วันไหน สังคมไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวเป็นไปต่างๆ เท่าที่ควร

การศึกษาเพื่อปวงชน การศึกษาแบบมีส่วนร่วม จึงยังไม่เกิดขึ้นจริง