หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปรัชญาอาชญาวิ...

ปรัชญาอาชญาวิทยาในการลงโทษ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา : โดย ดร.อุทิศ สุภาพ

1.03.17 | 14:09 น.

ปรัชญาอาชญาวิทยาในการลงโทษ คือกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษผู้กระทำความผิดโดยอาศัยองค์ความรู้ทางด้านอาชญาวิทยามาประยุกต์ใช้ ซึ่งได้แก่ การนำข้อเท็จจริงแห่งคดีมาปรับเข้ากับหลักทฤษฎีการลงโทษ

การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษานั้นมีความคล้ายคลึงกับการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะมีหน้าที่สำคัญอยู่ 2 ประการ คือ หน้าที่ในการตรวจวินิจฉัยโรค และหน้าที่ในการรักษาผู้ป่วยให้หายป่วยหรือบรรเทาลง สำหรับในส่วนของการวินิจฉัยโรคนั้นแพทย์จะต้องอาศัยองค์ความรู้ในวิชาต่างๆ แขนงแพทย์มาประยุกต์ผสมผสานในการวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อที่จะนำข้อเท็จจริงที่ได้มาวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง เมื่อวินิจฉัยโรคแล้ว หน้าที่ต่อไปของแพทย์ก็คือจะต้องรักษาผู้ป่วยให้หายหรือให้ดีขึ้น สำหรับการรักษาผู้ป่วย แพทย์ก็จะต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเภสัชวิทยา เพื่อหายาที่เหมาะสมกับโรค ถ้าขาดองค์ความรู้เรื่องยาก็จะทำให้การรักษาไม่ได้ผล ผู้ป่วยก็จะไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ

หน้าที่ของแพทย์ดังกล่าวข้างต้นนี้เปรียบได้กับหน้าที่ของผู้พิพากษากล่าวคือ ผู้พิพากษามีหน้าที่สำคัญได้แก่ หน้าที่ในการวินิจฉัยความผิด และหน้าที่ในการกำหนดโทษ สำหรับหน้าที่ในการวินิจฉัยความผิดนั้น ผู้พิพากษาจะอาศัยองค์ความรู้ในวิชาต่างๆ ทางนิติศาสตร์มาผสมผสานในการวินิจฉัยความผิด เมื่อวินิจฉัยความผิดแล้ว หน้าที่ต่อไปของผู้พิพากษาก็คือการกำหนดโทษ ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ในด้านอาชญาวิทยาเกี่ยวกับการลงโทษหรือความรู้ในด้านทัณฑวิทยาเพื่อนำมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษให้มีความเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำความผิดเป็นรายๆ ไป โดยให้ผู้กระทำความผิดไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก

ในทางปฏิบัติการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาในส่วนของการวินิจฉัยความผิดนั้น แทบจะไม่มีปัญหาเลย เนื่องจากผู้พิพากษามีองค์ความรู้ในด้านหลักกฎหมายและในด้านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีการวินิจฉัยความผิดได้อย่างแม่นยำ แต่ที่เป็นปัญหาก็คือหน้าที่ในการกำหนดโทษซึ่งมีข้อเท็จจริงคล้ายกันแต่การกำหนดโทษมีความแตกต่างกันจนต้องนำบัญชีระดับอัตราโทษ (Sentencing Guide Line) หรือยี่ต๊อกมาช่วยเป็นกรอบให้การใช้ดุลพินิจเป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การกำหนดโทษมีความแตกต่างกัน เช่น ปัจจัยเกี่ยวกับการมีประสบการณ์หรือองค์ความรู้เกี่ยวกับการลงโทษไม่เท่ากัน หรืออาจเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวไม่เหมือนกัน เช่น บางคนใจดีหรือบางคนเป็นคนดุ เป็นต้น

สำหรับแนวทางที่จะนำมาช่วยแก้ปัญหาในการลงโทษให้มีความเหมาะสมนั้น ควรส่งเสริมให้ผู้พิพากษามีองค์ความรู้ในด้านอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยามากขึ้น เมื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการลงโทษจนให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงกันแล้ว ปัญหาการอุทธรณ์-ฎีกาเรื่องการลงโทษไม่เหมาะสมก็จะลดน้อยลง เนื่องจากคู่ความและประชาชนยอมรับได้ โดยกรอบแนวคิดที่จะนำมาช่วยในการกำหนดโทษให้เกิดประสิทธิภาพมีประโยชน์สูงสุดนั้น จะต้องอาศัยหลักปรัชญาอาชญาวิทยาในการลงโทษมาเป็นองค์ประกอบในการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษของผู้พิพากษาเสมอ มิฉะนั้นแล้วจะทำให้การกำหนดโทษเป็นไปตามอำเภอใจ ไม่เป็นแนวเดียวกัน แม้แต่การบัญญัติกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติยังต้องคำนึงถึงหลักปรัชญาอาชญาวิทยาในการลงโทษโดยอาศัยทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทนมาเป็นกรอบในการกำหนดระวางอัตราโทษทุกมาตราโดยมีทั้งกำหนดอัตราโทษขั้นสูงไว้ หรือกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำและขั้นสูงไว้ เพื่อให้กฎหมายมีโทษได้สัดส่วนกับความผิดนั้นๆ มิฉะนั้นคนก็จะไม่กลัวและไม่เกิดความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายและสังคม

Advertisement

รวมทั้งผู้กระทำผิดเองด้วย เช่นในความผิดฐานทำร้ายร่างกายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ระวางโทษไว้จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี แสดงให้เห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดกรอบของโทษให้ได้สัดส่วนกับความผิดและเห็นว่าโทษตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีนั้น มีช่วงกว้างเพียงพอที่จะทำให้ศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นรายๆ ไปได้

ดังนั้นทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการจะต้องอาศัยหลักปรัชญาอาชญาวิทยาในการลงโทษมาประยุกต์ใช้จึงจะทำให้การกำหนดโทษมีความเหมาะสมกับความผิด เป็นต้น

1.หลักปรัชญาอาชญาวิทยาในการลงโทษที่สำนักความผิดทางอาชญาวิทยาได้เสนอเป็นองค์ประกอบในการกำหนดโทษไว้ที่สำคัญมี 4 ทฤษฎี ได้แก่

1.1 ทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทน (Retributive Theory): มีวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายและสังคมรวมทั้งผู้กระทำความผิดด้วย การกำหนดโทษจะต้องมองย้อนหลังไปในอดีต เพื่อให้มีความเหมาะสมกับความผิดที่ได้กระทำไปโดยโทษจะต้องได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดด้วย

1.2 ทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกัน (PreventionTheory): มีวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อข่มขู่ยับยั้งให้ผู้กระทำความผิดเข็ดหลาบ เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่กล้าที่จะกระทำผิดขึ้นอีก และขณะเดียวกันก็เพื่อไม่ให้บุคคลอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างอีกด้วย โดยการกำหนดโทษจะต้องมองไปข้างหน้าในอนาคต เพื่อป้องกันโดยมุ่งไปที่ตัวผู้กระทำความผิดไม่ให้กระทำความผิดซ้ำ โดยโทษจะต้องมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ จึงจะทำให้ผู้กระทำผิดเกรงกลัวและยับยั้งไม่กระทำความผิดขึ้นอีก

1.3 ทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitative Theory): มีวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูให้เป็นคนดี ไม่หวนกลับมาทำความผิดซ้ำขึ้นอีก โดยการกำหนดโทษจะต้องมองไปข้างหน้าในอนาคตเพื่อหาสาเหตุ และนำมาปรับปรุงแก้ไขโดยมุ่งไปที่ตัวผู้กระทำความผิด ไม่ให้ผู้กระทำความผิดหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก โทษจะต้องมีระยะเวลาเพียงพอที่จะให้ผู้กระทำความผิดปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งไม่ควรจำคุกในระยะสั้น โดยสมควรใช้วิธีการคุมประพฤติแทนเนื่องจากมีการกำหนดเวลาได้ยาวกว่า ทำให้มีระยะเวลาในการปรับปรุงแก้ไขได้เพียงพอ

1.4 ทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันสังคม (Social Defense Theory): มีวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อป้องกันสังคมให้ปลอดภัยจากอาชญากร โดยการกำหนดโทษจะต้องมองไปข้างหน้าในอนาคตโดยการตัดขาดไม่ให้ผู้กระทำความผิดอยู่ในสังคม เรียกว่าวิธีการเพื่อความปลอดภัย เช่น การห้ามเข้าเขตกำหนด เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป

(1) การนำทฤษฎีการลงโทษดังกล่าวข้างต้นมาใช้เป็นกรอบในการกำหนดโทษนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรนำมาใช้ร่วมกัน โดยแบ่งได้เป็น 2 ระบบ คือ ระบบผสม (Unitary System of Punishment) และระบบคู่ (Dual System of Punishment) สำหรับระบบผสมนั้น ได้แก่ การนำวัตถุประสงค์ในการลงโทษมาผสมผสานใช้พร้อมกันไปทีเดียว โดยไม่ได้แบ่งแยกเป็นโทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัยออกจากกัน โดยระบบนี้เห็นว่าโทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นไม่สามารถแยกจากกันได้ เพราะเมื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เช่น จำคุก ซึ่งในระหว่างรับโทษนั้น ก็ย่อมจะมีการอบรมจริยธรรมและฝึกอาชีพไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งตัดขาดผู้กระทำความผิดออกจากสังคมด้วย ซึ่งก็คือการใช้การลงโทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัยผสมผสานรวมไปด้วยกัน เช่น ระบบที่ใช้อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ส่วนระบบคู่นั้นมีแนวคิดว่า การลงโทษผู้กระทำความผิดนั้น ควรแยกการลงโทษกับการป้องกันสังคมให้ปลอดภัยออกจากกัน เพราะวัตถุประสงค์ของการลงโทษ เน้นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเพื่อให้ผู้กระทำผิดหลาบจำ ไม่กระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก รวมทั้งเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างด้วย ส่วนวิธีการเพื่อความปลอดภัย ไม่คำนึงถึงความผิดที่ผู้กระทำผิดได้กระทำลงไปเป็นสำคัญ แต่คำนึงถึงบุคลิกภาพของผู้กระทำความผิดและความปลอดภัยของสังคมเป็นหลัก

ดังนั้นจึงควรนำมาเป็นมาตรการเสริมภายหลังจากที่ผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาแล้วโดยคำนึงว่า ถ้าผู้กระทำความผิดพ้นโทษไปแล้ว และยังไม่แน่ใจว่าผู้กระทำผิดจะไปทำความผิดขึ้นอีกหรือไม่ จึงควรนำวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาใช้เสริมเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำไว้ล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง เช่น ระบบที่ใช้อยู่ในประเทศเยอรมนีและประเทศไทย เป็นต้น

(2) การกำหนดโทษควรจะต้องมองไปข้างหลังในอดีตเพื่อให้การลงโทษมีความเหมาะสมกับความผิดและในขณะเดียวกันก็จะต้องมองไปข้างหน้าในอนาคตด้วยเพื่อที่จะลงโทษให้มีความเหมาะสมกับตัวผู้กระทำความผิดเป็นรายๆ ไป อันจะป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหวนกลับไปทำผิดซ้ำขึ้นอีก ดังนั้น การกำหนดโทษจะต้องมองทั้ง 2 มิติหรือ 2 ด้าน เพื่อให้การกำหนดโทษมีความเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำความผิดประกอบกันไป จึงจะทำให้การกำหนดโทษเกิดประสิทธิภาพ ได้รับประโยชน์สูงสุด ดังปรากฏตาม แผนภาพที่ 1

(3) การกำหนดโทษจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงแห่งคดีมาปรับเข้ากับหลักทฤษฎีการลงโทษ โดยข้อเท็จจริงแห่งคดีได้แก่ พฤติการณ์แห่งคดีและประวัติภูมิหลังของผู้กระทำความผิด สำหรับพฤติการณ์แห่งคดีก็คือสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เช่น ลักษณะการกระทำ ผลที่เกิดขึ้น วัน เวลา สถานที่กระทำความผิด เป็นต้น ส่วนประวัติภูมิหลังของผู้กระทำความผิดนั้นคือลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ อายุ สภาพร่างกาย จิตใจ รวมทั้งสภาพแวดล้อมสังคมของผู้กระทำความผิดและสาเหตุการกระทำความผิด หรือการกระทำความผิดครั้งแรกหรือกระทำความผิดซ้ำ เป็นต้น ซึ่งข้อเท็จจริงแห่งคดีเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดีนั้นจะพอมีปรากฏรายละเอียดอยู่บ้างในคำฟ้อง ส่วนประวัติภูมิหลังของผู้กระทำความผิดนั้น ส่วนใหญ่จะต้องอาศัยวิธีการสืบเสาะ โดยอาศัยพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 11 แต่กฎหมายให้อำนาจศาลที่จะสั่งสืบเสาะได้เฉพาะคดีที่จะมีการรอการลงโทษเท่านั้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นข้อจำกัดอย่างมาก

ดังนั้นจึงสมควรแก้ไขกฎหมายให้ศาลมีอำนาจในการสืบเสาะได้ทุกคดีด้วย

2.แนวทางในการนำทฤษฎีการลงโทษมาประยุกต์ใช้กับข้อเท็จจริงแห่งคดี

ตามหลักปรัชญาอาชญาวิทยานั้น การกำหนดโทษให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะต้องกำหนดโทษให้มีความเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำความผิดด้วย ซึ่งโดยหลักแล้วการกำหนดโทษจะต้องอาศัยวัตถุประสงค์ในการลงโทษหรือทฤษฎีการลงโทษทั้งสี่มาผสมรวมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการลงโทษมากที่สุด โดยจะใช้แต่เพียงทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งไม่ได้ เพราะจะทำให้การกำหนดโทษมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษทางอาญาไม่สมบูรณ์และไม่เกิดประโยชน์เพียงพอต่อการป้องกันและควบคุมอาชญากรรม

สำหรับการนำทฤษฎีการลงโทษมาใช้ร่วมกันนั้น จะต้องมีแนวทางในการนำมาใช้ร่วมกันที่เหมาะสม เพื่อให้การนำมาใช้ไม่เกิดความสับสนและเป็นเอกภาพไปในแนวเดียวกัน ซึ่งหากไม่มีแนวทางในการประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมแล้วก็จะทำให้การใช้ทฤษฎีการลงโทษนั้นเป็นไปตามอำเภอใจ อันจะทำให้การกำหนดโทษมีผลแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การนำทฤษฎีการลงโทษมาใช้ในการกำหนดโทษนั้น จึงควรมีแนวทางในการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับหลักการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาของไทยให้มากที่สุด เนื่องจากการกำหนดอัตราโทษในบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาไทยนั้นได้กำหนดโทษไว้ตามลักษณะของคดีซึ่งมีลักษณะเป็นไปตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทน

นอกจากนี้ยังได้กำหนดเรื่องการเพิ่มโทษซึ่งมีลักษณะเป็นไปตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกัน รวมทั้งกำหนดวิธีการปรับปรุงแก้ไขและวิธีการเพื่อความปลอดภัยไว้ด้วย ซึ่งมีลักษณะเป็นไปตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไข และทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันสังคมตามลำดับ ดังนั้น จึงเห็นว่าสมควรจะนำมาเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้กับระบบการกำหนดโทษของศาลไทยให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบที่สอดคล้องกับแนวทางที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาก็คือ รูปแบบการกำหนดโทษโดยนำทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งมาเน้นเป็นหลัก และนำทฤษฎีอื่นที่เหลือมาเป็นทฤษฎีรองเพื่อมาเสริม

รูปแบบดังกล่าวนี้สามารถดำเนินการได้โดยแยกพิจารณาออกเป็นกลุ่มความผิดและกำหนดแนวทางว่ากลุ่มความผิดประเภทใดควรจะเน้นทฤษฎีใดเป็นหลักและนำทฤษฎีใดมาเป็นทฤษฎีรอง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1) ความผิดที่มีความรุนแรงมาก ควรนำทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทนมาใช้เป็นหลัก เพื่อให้ผู้กระทำความผิดรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ซึ่งผู้กระทำผิดสมควรที่จะได้รับโทษตอบแทน อันจะทำให้เกิดความยุติธรรมโดยจะต้องลงโทษให้ได้สัดส่วนกับความผิด ส่งผลให้สังคมและผู้เสียหายยอมรับในผลที่ผู้กระทำผิดได้รับการลงโทษ ดังนั้นผู้กระทำผิดทุกคนควรจะต้องได้รับโทษหนักเบาตาม สัดส่วนความร้ายแรงที่เกิดขึ้น ส่วนทฤษฎีการลงโทษรอง ซึ่งจะมีผลและได้รับประโยชน์ตามมาด้วย คือ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันและทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟู เช่น ผู้กระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

การกำหนดโทษควรจะให้ได้สัดส่วนกับความผิด ซึ่งโดยหลักแล้วผู้กระทำผิดควรจะต้องรับโทษสูง เป็นต้น

ตัวอย่าง : กรณีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นถือว่าข้อเท็จจริงแห่งคดีมีความรุนแรงมากต้องใช้ทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทนมาเป็นหลัก กล่าวคือ การลงโทษควรต้องให้ได้สัดส่วนกับความผิด เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและในขณะเดียวกันก็นำทฤษฎีการลงโทษอื่นมาเป็นรอง เพื่อเสริมด้วย เช่น ถ้าเห็นว่ามีประวัติภูมิหลังดี เพิ่งกระทำผิดครั้งแรก คงไม่ยากต่อการปรับปรุงแก้ไข การกำหนดโทษก็ไม่ควรลงโทษถึงประหารชีวิต ทั้งนี้ เพื่อให้มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขได้ และถ้าหากพ้นโทษแล้ว อาจใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยมาเสริมเพื่อป้องกันการกระทำความผิดขึ้นอีกก็ได้

2) ความผิดที่มีความรุนแรงน้อย ทฤษฎีที่จะนำมาใช้เป็นหลักในการกำหนดโทษ คือทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟู ส่วนทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทนและทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันนั้น จะเป็นทฤษฎีรองเนื่องจากความผิดที่มีความรุนแรงน้อย โทษที่ผู้กระทำผิดจะได้รับนั้นโดยหลักแล้วจะต่ำ เพราะจะต้องเป็นสัดส่วนกับความผิดหรือการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เมื่อโทษต่ำแล้วการกำหนดโทษที่ต้องอาศัยเรือนจำในการปรับปรุงแก้ไขนั้นจะมีผลเสียต่อผู้กระทำความผิดมากกว่าผลดี เนื่องจากจะทำให้ผู้กระทำผิดเสียคุณลักษณะประจำตัวไป ทำให้ผู้กระทำผิดมีรอยมลทิน (Stigma) ตามหลักของทฤษฎีการตราหน้า (Labeling Theory) และยังได้รับสิ่งที่ไม่ดีมาจากผู้กระทำผิดด้วยกัน ตามหลักของทฤษฎีการเลียนแบบและทฤษฎีความแตกต่างในการคบหาสมาคม (Differential Association Theory) ซึ่งทำให้การปรับปรุงแก้ไขและการปรับตัวเข้ากับสังคมได้ยากขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงแก้ไขผู้กระทำผิดในเรือนจำในระยะสั้นนั้นจะมีเวลาไม่เพียงพอในการปรับปรุงแก้ไขให้ผู้กระทำผิดกลับตัวเป็นคนดีได้

ดังนั้น การกำหนดโทษควรจะนำวัตถุประสงค์ในการลงโทษหรือทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูมาเป็นหลัก เพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขนอกเรือนจำได้และมีระยะเวลานานขึ้น อันจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ตามหลักการของทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูนั้น สามารถทำการปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดได้ทั้งในเรือนจำและนอกเรือนจำ ด้วยเหตุดังกล่าวสำหรับกรณีความผิดเล็กน้อย การปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูนอกเรือนจำจึงมีความเหมาะสมกว่าในเรือนจำ และนอกจากนี้การใช้วิธีการปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดที่กระทำผิดเล็กน้อย โดยกำหนดโทษต่ำและทำนอกเรือนจำนั้น สังคมพอที่จะยอมรับได้ เนื่องจากเป็นความผิดที่ไม่รุนแรง ความยุติธรรมที่ทุกคนแสวงหาก็จะลดลงไปและไม่เกิดกระแสต่อต้านจากสังคม ดังนั้น การนำทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูมาเป็นหลัก จึงมีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับกรณีความผิดที่มีความรุนแรงน้อยหรือในความผิดเล็กน้อยที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดโทษตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันและทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทนนั้น ยังคงจะต้องมีไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันและเพื่อให้ผู้กระทำผิดมีความรับผิดชอบต่อการกระทำความผิดของตน โดยจะต้องมีการกำหนดโทษบางประเภทไว้ด้วย เช่น โทษปรับ เป็นต้น เพื่อให้บุคคลอื่นไม่เอาเยี่ยงอย่าง อันจะทำให้สังคมปลอดภัย และขณะเดียวกันก็จะเกิดประโยชน์ต่อการลงโทษเพื่อทดแทน อันจะทำให้เกิดความยุติธรรมเป็นผลตามมาด้วย ดังแผนภาพที่ 2

ตัวอย่าง : นายแดงต่อยนายดำได้รับบาดเจ็บไม่ถึงสาหัส

การกำหนดโทษ : ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งคดีความรุนแรงน้อย การกำหนดโทษควรใช้ทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูมาเป็นหลักเพื่อให้โอกาสผู้กระทำผิดได้ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งจะมีผลดีกว่าลงโทษจำคุกในระยะสั้น แต่ก็ควรจะต้องนำวัตถุประสงค์ในการลงโทษอย่างอื่นมาเสริมด้วยเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและให้ผู้กระทำผิดและบุคคลอื่นเกรงกลัว เช่น ควรจะต้องมีการปรับด้วย กล่าวคือ โทษที่ลงอาจจะเป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ มีกำหนด 2 ปี และให้คุมประพฤติไว้ด้วย ก็จะทำให้การกำหนดโทษมีความสมบูรณ์สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งคดีและวัตถุประสงค์การลงโทษ

3) ผู้กระทำผิดซ้ำ สำหรับผู้กระทำซ้ำถือได้ว่าเป็นผู้กระทำผิดที่ค่อนข้างแก้ไขได้ยากและเป็นอันตรายต่อสังคม ดังนั้นโดยหลักแล้วการลงโทษจะต้องกำหนดโทษให้สูงกว่าปกติ เพื่อให้เข็ดหลาบและให้มีเวลาในการปรับปรุงแก้ไขนานกว่าผู้กระทำผิดครั้งแรก รวมทั้งควรต้องแยกผู้กระทำผิดออกจากสังคมด้วย ดังนั้นด้วยเหตุดังกล่าว การกำหนดโทษให้ได้ประโยชน์และมีความเหมาะสมกับผู้กระทำผิดซ้ำนั้น จึงสมควรที่จะต้องนำทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันมาเป็นหลัก เพื่อให้การกำหนดโทษได้สูงกว่าสัดส่วนที่ได้กระทำความผิดไป

สำหรับทฤษฎีการลงโทษอื่นนั้น นำมาใช้เป็นวัตถุประสงค์ในการลงโทษรองลงมา นอกจากนี้สำหรับผู้กระทำความผิดซ้ำนั้น หากโทษที่กำหนดยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้กระทำผิดเกิดความยับยั้ง เกรงกลัว หรือเกิดความเข็ดหลาบไม่กล้ากระทำผิดขึ้นอีก หรือทำให้ผู้กระทำผิดยังไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขให้เป็นคนดีได้ เช่น กรณีผู้กระทำผิดซ้ำซาก ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับปรุงแก้ไขได้ยาก เป็นต้น

ดังนั้น การกำหนดโทษจึงต้องนำทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันสังคมมาใช้เป็นมาตรการเสริมด้วย เช่น นำวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาเป็นมาตรการเสริม เป็นต้น เพื่อให้มีการปรับปรุงเยียวยา และมีการบำบัดฟื้นฟูกระทำผิดได้ต่อไป ซึ่งอาจทำให้มีพฤติกรรมดีขึ้น ขณะเดียวกันก็จะทำให้แยกตัว

ผู้กระทำผิดออกจากสังคมได้นานขึ้นเพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย ดังแผนภาพที่ 3

ตัวอย่าง : นายเขียวกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หลายครั้งซ้ำซาก การกำหนดโทษควรจะต้องให้สูงกว่าปกติเพื่อเอาตัวผู้กระทำความผิดไว้นานๆ และต้องมีการเพิ่มโทษด้วยเพื่อให้ผู้กระทำผิดเข็ดหลาบและเกรงกลัวต่อกฎหมาย

และเมื่อพ้นโทษแล้ว ควรจะต้องนำวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาใช้เป็นมาตรการเสริมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดหวนกลับไปทำความผิดซ้ำขึ้นอีก

3. บทสรุป

การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาในส่วนของการกำหนดโทษนั้น จะต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาอาชญาวิทยาในการลงโทษมาเป็นกรอบในการใช้ดุลพินิจเพื่อให้เกิดประโยชน์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการลงโทษทางอาญา ดังนั้นควรจะต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านหลักทฤษฎีการลงโทษเพื่อให้นำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานแนวทางเดียวกัน อันจะทำให้การใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษในกรณีที่มีข้อเท็จจริงที่เหมือนกันมีความแตกต่างกันน้อยลง ส่งผลให้การกำหนดโทษในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา อยู่ในกรอบและมาตรฐานเดียวกัน คู่ความและประชาชนศรัทธาและยอมรับในการลงโทษได้ ปัญหาในการอุทธรณ์และฎีกาเกี่ยวกับการกำหนดโทษหนักหรือเบาไปก็จะน้อยลง อีกทั้งยังทำให้ผู้กระทำความผิดไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก เนื่องจากการกำหนดโทษมีความเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการลงโทษทางอาญา ซึ่งจะทำให้ผู้กระทำความผิดเข็ดหลาบและกลับตัวเป็นคนดีของสังคม อาชญากรรมก็จะลดน้อยลง ไม่เป็นดังเช่นเหมือนจับปูใส่กระด้งอีกต่อไป

ข้อเสนอแนะ

1.ควรมีการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ช่วยผู้พิพากษาในด้านอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยาให้มากขึ้น

2.การอบรมผู้พิพากษาในหลักสูตรต่างๆ ควรมีหัวข้อ “การใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ” เพื่อเสริมให้มีองค์ความรู้และแนวคิดในการลงโทษมากขึ้น

3.การสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาควรมีวิชาอาชญาวิทยาเป็นวิชาที่ ก.ต.กำหนดไว้ด้วย เพื่อให้ผู้เข้าสอบเตรียมตัวและมีองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักอาชญาวิทยาเป็นพื้นฐานไว้ก่อนที่จะเข้ามาเป็นผู้พิพากษา

4.ถ้าหากจะนำบัญชีระดับอัตราโทษ (ยี่ต๊อก) มาช่วยเป็นแนวทางในการกำหนดโทษในระหว่างที่มีการเพิ่มองค์ความรู้ในด้านปรัชญาอาชญาวิทยาในการลงโทษ ก็ควรมีการพัฒนาให้ยี่ต๊อกมีรายละเอียดในข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็น 2 มิติ หรือ 2 ด้าน ได้แก่ มิติในด้านพฤติการณ์แห่งคดี และมิติในด้านประวัติภูมิหลังของผู้กระทำผิด เพื่อนำข้อเท็จจริงทั้ง 2 ด้านมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษให้สอดคล้องเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำผิดควบคู่กันไป ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันยี่ต๊อกที่ใช้อยู่นั้นมีข้อเท็จจริงแห่งคดีเพียงมิติเดียว ได้แก่ การพิจารณาเพียงพฤติการณ์แห่งคดีด้านเดียวเท่านั้น ทำให้การกำหนดโทษเน้นแต่เฉพาะให้มีความเหมาะสมกับความผิดเพียงด้านเดียวเท่านั้น โดยไม่ได้มองถึงตัวผู้กระทำความผิดเลย ทำให้การกำหนดโทษได้ประโยชน์เพียงด้านเดียว จึงไม่สมบูรณ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการลงโทษทางอาญา

5.กฎหมายควรเพิ่มรูปแบบของโทษให้มากขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ซึ่งมีอยู่เพียง 5 รูปแบบเท่านั้น ถ้าหากมีรูปแบบเพิ่มมากขึ้น ก็จะเกิดประโยชน์ต่อการกำหนดโทษเพื่อให้ศาลได้มีโอกาสในการเลือกใช้รูปแบบของโทษได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งคดี อันจะทำให้มีความเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำความผิดมากยิ่งขึ้น

ดร.อุทิศ สุภาพ