พุทธแท้หรือไม่แท้ อยู่ที่ผู้เลื่อมใสใช้ศรัทธานำปัญญา หรือปัญญานำศรัทธา แต่ที่แน่ๆ คือ ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองตั้งแต่แรกมีศาสนาในโลก เช่น ศาสนาผี
ในไทยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐโบราณ ผู้ต้องการรู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้งต้องอ่านหนังสือศาสนาและการเมือง ในประวัติศาสตร์สุโขทัย-อยุธยา โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (นักปราชญ์ของกรมศิลปากร ขณะนี้มีคนเดียว) หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545 เน้นอธิบายศาสนาเป็นเครื่องมือการเมืองของพญาลิไท รัฐสุโขทัย
รัฐอยุธยาปราบรัฐสุโขทัย
พญาลิไทแห่งรัฐสุโขทัยขยายอิทธิพลไปยังบ้านเมืองในลุ่มน้ำป่าสัก ย่อมส่งผลกระทบต่อรัฐอยุธยาที่คุ้มครองดินแดนแถบนั้น
สมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ให้ยกกองทัพขึ้นไปยึดเมืองสองแคว (พิษณุโลก) แล้วโปรดให้ขุนหลวงพ่องั่ว (รัฐสุพรรณภูมิ) ที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดพญาลิไทให้เป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่เมืองสองแคว
พญาลิไทต้องหยุดบทบาทนักรบ แล้วอยู่อย่างสงบที่เมืองสุโขทัย เพราะถูกรัฐอยุธยาสกัดขัดขวางไว้ แต่ก็ต้องหาหนทางแก้ไข
บทบาทนักบุญ บวชการเมือง
พญาลิไทเริ่มบทบาทนักบุญ โดยนิมนต์พระมหาสามีสังฆราชนักปราชญ์ทางพุทธศาสนา “มีศีลาจารและรู้พระปิฎกไตร” จากนครพัน (เมืองมอญ) ให้ไปจำพรรษาอยู่เมืองสุโขทัยเมื่อประมาณ พ.ศ. 1905 แล้วทรงผนวชกับพระมหาสามีสังฆราช (มีศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงบอกไว้)
เหตุที่ต้องทรงผนวช ก็เพื่อใช้ความเป็นภิกษุภาวะต่อรองทางการเมือง โดยขอบิณฑบาตคืนเมืองสองแควจากอยุธยา
สมเด็จพระรามาธิบดีมอบคืนเมืองสองแคว แต่คืนอย่างมีเงื่อนไข คือให้พญาลิไทต้องไปประทับอยู่เมืองสองแคว ส่วนเมืองสุโขทัยและเมืองกำแพงเพชรต้องให้ผู้อื่นปกครอง
ด้วยอำนาจที่เหนือกว่าของรัฐอยุธยาและบทบาทของคนกลาง (คือขุนหลวงพ่องั่ว) ทำให้พญาลิไทต้องยินยอมตามเงื่อนไขของพระเจ้าอู่ทอง
เมื่อได้รับเมืองสองแควคืนและลาผนวชในปีเดียวกัน พญาลิไทก็ต้องไปประทับอยู่ที่เมืองสองแคว ตามเงื่อนไขของรัฐอยุธยา
อย่างนี้จะถือว่าพญาลิไท บวชเพราะเลื่อมใสพุทธแท้ หรือบวชการเมืองอย่างพุทธเทียม?

