ปรากฏการณ์ใหม่เอี่ยมที่น่าสะพรึงสำหรับปฏิบัติการสงครามทำลายล้างของมวลมนุษยชาติ เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เกิดเหตุระเบิดมากมายหลายจุดในห้วงเวลาเดียวกันทั่วประเทศเลบานอน เป็นระเบิดจากเครื่องมือสื่อสารทั้งเพจเจอร์ และวิทยุวอล์กกี้-ทอล์กกี้ สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากให้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 คน และบาดเจ็บราว 3,000 คน
ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) หรือ “พรรคของพระเจ้า” คือองค์กรทางการเมือง สังคม และการทหารของมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงในประเทศเลบานอน สันนิษฐานว่าปรากฏการณ์ระเบิดนี้เป็นฝีมือของประเทศอิสราเอล ซึ่งทำให้สถานการณ์โลกร้อนฉ่าด้วยความเสี่ยงว่าสงครามจะขยายตัวรุนแรง
ความน่าสะพรึงที่ชวนให้ชาวโลกแตกตื่น ไม่ใช่ความเสี่ยงต่อการลุกลามของสงครามเท่านั้น แต่ “ระเบิดเพจเจอร์และวิทยุสื่อสาร” ดูจะสร้างความหวั่นวิตกเสียยิ่งกว่า เพราะมันหมายถึงพัฒนาการของเครื่องมือสังหาร ทำลายล้างที่เรียกว่า “อาวุธสงคราม” ได้พัฒนารูปแบบมาอีกขั้นแล้ว
จากดึกดำบรรพ์ที่ใช้คนถือหอกดาบเข้าฟันแทงกัน มาเป็นใช้ปืนที่โจมตีได้โดยไม่ต้องประชิดตัว พัฒนามาเรื่อยจนเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด จรวดติดขีปนาวุธระยะไกล มาจนถึงโดรนติดอาวุธที่ควบคุมด้วยรีโมต วางตำแหน่งการโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งนับว่าน่ากลัวแล้ว เพราะเป็นสงครามที่ใช้เครื่องจักร หุ่นยนต์มาไล่ล่าสังหาร ค้นหาติดตามตัวด้วยแผนที่ทางอากาศ
แต่วันนี้ไปไกลกว่านั้น ด้วยการพัฒนาสู่การใช้อุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในมือ ในกระเป๋าที่มนุษย์พกพาเป็นอาวุธ
มันแน่นอนอยู่แล้ว เมื่อใช้เพจเจอร์ วิทยุสื่อสารเป็นระเบิดได้ โทรศัพท์มือถือ โมบายโฟน และอื่นๆ ย่อมเป็นระเบิดได้เช่นเดียวกัน
คราวนี้อาวุธที่ใช้ไล่ล่าสังหารจะตามมนุษย์ทุกคนไปได้ทุกที่ แม้กระทั่งในมุ้ง
โลกที่โทรศัพท์มือถือเป็นเหมือนอีกอวัยวะหนึ่งของมนุษย์ หากถูกแปลงเป็นอาวุธสังหารได้แล้ว ลองนึกดูว่าเป็นเรื่องน่าประหวั่นพรั่นพรึงกลัวสักแค่ไหน
เป็นความน่าสยดสยองของสถานการณ์สงครามในโลก และความวิตกกังวลของมนุษย์
ทำให้สิ่งที่เรียกร้องของประชาชนคือ กองทัพ หรือหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบด้านความมั่นคง คือทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เลยไปถึงความสงบของประเทศ
ยิ่งพัฒนาการของอาวุธพัฒนาไปมาก และไกลเท่าไร เสียงเรียกร้องของประชาชนที่มีต่อกองทัพในเรื่องพัฒนาการของอาวุธยิ่งมีมากเท่านั้น อยากให้กองทัพเท่าทันพัฒนาการของเครื่องมือปกป้องความมั่นคงของประเทศ และความสงบของประชาชน
อย่างไรก็ตาม หากได้หันมาสนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับกองทัพ กลับกลายเป็นบทบาทที่ประชาชนรับรู้คือ การทำรัฐประหาร การจัดซื้ออาวุธแบบโบราณ การทำโครงการธุรกิจที่มีกองทัพเป็นเจ้าของ การเข้าไปแทรกแซงการบริหารธุรกิจ การใช้อำนาจเกณฑ์ทหารเพื่อมาเป็นกำลังแรงงงาน หรือผู้รับใช้นายทหาร การทำมาหากินกับรายได้ของผู้ใต้บังคับบัญชาในรูปแบบต่างๆ เลยไปถึงการหาประโยชน์จากการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ในกองทัพ
และเพราะกองทัพเป็นหัวขบวน หรือระดับนำของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่าง “อำนาจนิยม” กับ “เสรีนิยม” ซึ่งเป็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองหลักของประเทศไทยเรา มีความชัดเจนในทรรศนะทาง “ด้อยค่า” นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถูกมองว่าปฏิเสธ หรือทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ เลยถึงทำให้เห็นว่าเป็นความเลวร้าย
กองทัพจึงถูกต่อต้านโจมตีจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่มีทรรศนะก้าวหน้าที่มีทิศทางของ “เสรีนิยม”
มีการเปิดโปงพฤติกรรมของคนในกองทัพว่ามีทรรศนะที่ก้าวไม่ทันกับการดูแลความมั่นคงในสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วในทุกมิติ
คนในกองทัพยังทำในสิ่งล้าหลัง โดยมีผลประโยชน์ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง ด้วยการใช้กองกำลังและอาวุธปกป้องพฤติกรรมเหล่านั้น จนทำให้มองไม่เห็นความจำเป็นที่จะพัฒนากองทัพให้ก้าวไปทันความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการรักษาความมั่นคง
กองทัพถูกมองว่าการปกป้องความล้าหลัง และการรักษาผลประโยชน์เหล่านี้เลยเถิดไปถึงการใส่ความคิดที่จะต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจการเมืองเข้าไปไว้ในภารกิจรักษาความมั่นคง
เลยเถิดไปแค่ไหนย่อมได้รับปฏิกิริยาสะท้อนกลับของฝ่าย “เสรีนิยม” ที่มีแต่อาศัย “อำนาจประชาชน” เท่านั้น สำหรับการเข้ามามีบทบาทได้บริหารประเทศ
ทุกวันนี้ เทคโนโลยีการดูแลความมั่นคงประเทศโดยเฉพาะด้านอาวุธได้พัฒนาจนเปลี่ยนแปลงไปไกลระดับแปลงอุปกรณ์สื่อสารที่คนส่วนใหญ่ติดตัวให้เป็นระเบิดสังหารได้ตามต้องการทุกที่ทุกเวลาด้วยรีโมต หรือการสั่งการระยะไกลข้ามประเทศ ข้ามทวีปอย่างหวังผลได้ด้วยการมาร์กจุดด้วยแผนที่ดาวเทียม
ก่อความน่าเป็นห่วงว่า หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบพัฒนาความสามารถในการดูแลความมั่นคง ที่ยังพะวักพะวน ละล้าละลังอยู่กับ “การช่วงชิงอำนาจทางการเมืองภายในประเทศ” จะเหลือเวลาในการใช้สติปัญญาไปทำหน้าที่ที่ควรทำ หรือหน้าที่หลักได้แค่ไหน
พอที่ประชาชนจะฝากความหวังในการปกป้องประเทศ และรักษาความสงบภายในให้ประชาชนอุ่นใจได้หรือไม่
สุชาติ ศรีสุวรรณ

