นั่งคิดเรื่องน้ำท่วมที่แม่สายและเชียงราย ลามไปถึงหนองคาย ทำให้คิดถึง “ภัยพิบัติข้ามแดน” ในภาพใหญ่ขึ้น
จากเรื่องของโควิด เรื่องของการสู้รบทางการทหาร เรื่องของฝุ่นควัน และเรื่องของน้ำป่าหลากเมืองในช่วงที่ผ่านมาล่าสุด
มีโอกาสไปสนทนากับผู้รู้ ผู้เกี่ยวข้อง และผู้บริหารเมืองในช่วงที่ผ่านมา ถึงสิ่งที่เรียกว่า “เมืองยืดหยุ่น” (resilient city) หรือที่ท่าน อ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารจัดการภัยพิบัติท่านเรียกว่า “เมืองเท่าทัน” ก็เลยเกิดความคิดอะไรมาแบ่งปันหลายเรื่อง
ประการแรก ผมไม่ค่อยชอบคำว่าเมืองยืดหยุ่นเท่าไหร่ ตัวผมแปลคำนี้ว่าเมืองพร้อมฟื้นสภาพ ซึ่งไม่ได้ดีเท่าไหร่ในคำแปล
เพราะเป็นการแปลในแง่ของการตั้งรับมากเกินไป ไม่เน้นการเตรียมการหรือมองไปข้างหน้ามากนัก
แต่รากของความหมายเอาจริงๆ ของเมืองประเภทนี้มันมีความน่าสนใจอยู่ เพราะมันต่างจากเมืองยั่งยืน (sustainable city) ตรงที่ความยั่งยืนมันมักจะวัดจากการที่เราเตรียมวันนี้เผื่อคนวันหน้า ไม่ทำลายสิ่งต่างๆ ลงในแง่ที่จะไปลิดรอนโอกาสของคนวันข้างหน้าที่จะไม่มีโอกาสได้รับสิ่งต่างๆ (ในเมือง) แบบที่เราได้
เมืองพร้อมฟื้นสภาพ มันจะต้องเท่าทันแบบ อ.ทวิดาท่านเน้น และก็ต้องยืดหยุ่น แต่มันสำคัญคือมันต้องกลับมาได้เร็วที่สุด
วันนี้ พรุ่งนี้ หรือเร็วที่สุด
หรือรอดจากภาวะวิกฤตต่างๆ ได้ ไม่พังทลายลงง่ายๆ
ล้างบ้าน ล้างเมือง เยียวยา ฟื้นฟูที่พูดกันอยู่นี่มันไม่ได้เข้าหลักนี้เท่าไหร่ เพราะว่าไม่ได้พูดว่าจะสร้างบ้านอย่างไร ขวางทางน้ำไหม จะจัดบ้านใหม่อย่างไรให้รอดในช่วงที่น้ำมา และเมื่อน้ำไปแล้วการซ่อมแซมจะต้องคำนึงไม่กลับไปซ้ำความผิดพลาดเดิม
นึกถึงบ้านเรือนไทยที่ออกแบบมาให้น้ำผ่านหรือท่วมได้ แถมยังจัดการแมลงได้ง่ายกว่า
เทียบกับบ้านสมัยใหม่ที่ปลูกติดพื้น และพัง ท่วมทุกครั้งที่น้ำมา และเมื่อซ่อมก็เหมือนเดิม
ผมจึงไปเน้นเรื่องการพร้อมฟื้นสภาพเพิ่มเข้าไปจาก ยืดหยุ่น และเท่าทัน เพราะบางทีมันเอาไม่อยู่ แต่ก็กลับมาได้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นการกลับมาที่ไม่ซ้ำรอยเดิม
การคิดแนวใหม่ไม่ว่า ยืดหยุ่น เท่าทัน พร้อมฟื้นสภาพ มันทำให้เราต้องคิดถึงความยืดหยุ่นในแง่ที่อาจจะไม่เคยคิดเต็มที่ เพราะระบบรัฐและราชการไปเน้นที่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งตัว และเมื่อพังทลาย ก็จะยิ่งหนักกว่าเก่า
เช่น สร้างเขื่อน ทำนบ หรือฝาย ที่ภาวะตามแผน โครงการ และงบประมาณ
และก็ต้องสร้างและปรับปรุงไปเรื่อยๆ
แถมเมื่อพังลงมา ความรุนแรงของปัญหาและวิกฤตก็จะยิ่งหนักกว่าเดิม
โดยสรุปเมืองที่พร้อมจะปรับตัว และพร้อมฟื้นสภาพก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ
แต่ช้าก่อน ยังมีเรื่องที่สำคัญน่าอภิปรายต่อกันอีก
ประการที่สอง เมื่อเกิดภาวะภัยพิบัติ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนคาดหวัง โดยเฉพาะในหมู่ผู้บริหารก็คือ เรื่องของความอัจฉริยะของเมือง ผ่านเรื่องการมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ ครอบคลุม
ขณะที่ผมเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เมื่อพิจารณาภัยพิบัติ โดยเฉพาะที่ผมเรียกว่าภัยพิบัติข้ามแดน คำว่า “ข้ามแดน” มันไม่ใช่แค่เรื่องของกายภาพ
แต่มันหมายถึงการข้ามพรมแดนของความรู้ไปสู่ความไม่รู้ด้วย
ในเมืองมันเป็นการข้ามแดนแล้ว การยอมรับว่าเรามีแดนที่ไม่รู้ ที่ควบคุมไม่ได้ก็เลยเป็นเรื่องสำคัญ
แต่ไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
หากแต่เข้าใจถึง “ความซับซ้อน” ในเรื่องราว
เราไม่รู้หรอกว่าข้อมูลมากมายมันจะช่วยได้ทุกเรื่อง ถ้ายังไม่มีบทเรียน
ความซับซ้อนทำให้ต้องเข้าใจก่อนว่า มันต้องคิด และข้อมูลที่มีและจัดเก็บมันไม่สำเร็จรูปและสมบูรณ์
อีกสิ่งที่สำคัญในเรื่องของความซับซ้อนอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของ “ความร่วมมือ” และ “ความสร้างสรรค์”
หมายถึงว่า เมื่อสถานการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น การประสานงานระหว่างกันและร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ปัญหากับสิ่งที่ไม่เคยเผชิญมาจึงเป็นเรื่องสำคัญ
เราไม่รู้หรอกว่า ตอนแก้ปัญหาช่วยคนจากขุนน้ำนางนอนตอนนั้น สถานการณ์ของความซับซ้อนทำให้แผนการเดิมๆ นั้นแก้ไม่ได้จนมาถึงการทำแคปซูล
หรือการต้องใช้เจ็ตสกีในรอบนี้
หรือเรื่องของดราม่าการผัดอาหารและแจกอาหาร ซึ่งก็เป็นภาพหลัก ที่คนเริ่มถามกันว่า ตกลงพอไหมอาหาร ระบบอาหารในช่วยภัยพิบัติควรมีลักษณะอย่างไร
ถ้าข่าวน้ำลด การช่วยคนที่ยังติดอยู่ในน้ำท่วม เป็นข่าวที่รายงานเป็นตัวเลขให้เข้าใจได้
ข่าวการแจกอาหารและระบบการแจกอาหารนี่เป็นข่าวที่งงที่สุดว่าระบบการช่วยเหลือเป็นอย่างไร อาหารที่ควรจะได้รับการแจกจ่ายควรเป็นอาหารที่คนทำอยากทำ หรือเป็นอาหารที่เหมาะกับการเก็บได้หลายวัน
เป็นเช่นนี้มาทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา
แล้วก็ผ่านไป
การจัดการประสานงานกันและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาถ้าไม่ได้มีมาก่อนภัยพิบัติ ก็คิดว่าในแต่ละครั้งคงต้องมีการถอดบทเรียนหน้างาน และเรียนรู้ร่วมกัน สร้างสรรค์ร่วมกัน มากกว่าเรื่องของดราม่าแบบที่เป็นอยู่
ประการที่สาม เรื่องของความยืดหยุ่น เท่าทัน พร้อมฟื้นสภาพ มันพาเราไปตั้งคำถามกับเรื่องของการปรับตัวที่เป็นธรรม (equitable adaptation หรือ just adaptation) ที่เชื่อมโยงกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ (climate change)
ประเด็นเรื่องการปรับตัวที่เป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องคิดก่อนว่า ในการปรับเมืองให้ยืดหยุ่น เท่าทัน พร้อมฟื้นสภาพนี้ ทำแล้วจะเกิดอะไรตามมา คนทุกกลุ่มในเมืองนั้นมีความเปราะบางที่เหมือน หรือต่างกันอย่างไร และเมื่อมีการแทรกแซง (intervention) เข้าไปในพื้นที่แล้ว จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรหลังภัยพิบัติ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีสึนามิขึ้นที่ภาคใต้ ก็ชัดเจนว่าเจ้าของที่จริงนั้นกลับเข้ามาอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของในพื้นที่ได้ หรือเมื่อมีไฟไหม้ชุมชนแออัด เจ้าของที่ดินก็จะมาเอาที่คืน
หรือการใช้เงื่อนไขในการจัดการระบบระบายน้ำ ทำให้ชาวบ้านที่รุกล้ำแม่น้ำลำคลองต้องย้ายออกไปจากพื้นที่
และหลังการฟื้นฟูสภาพจากภัยพิบัติ จะมีกลุ่มไหนบ้างที่ต้องออกจากพื้นที่ เพราะไม่สามารถอยู่ต่อได้ เพราะความไม่มั่นคงในชีวิตและที่อยู่อาศัยและอาชีพการงาน และเมื่อพื้นที่มีการฟื้นสภาพแล้ว จะมีอีกแค่ไหนที่คนใหม่จะย้ายเข้ามาอยู่ เพราะมูลค่าพื้นที่สูงขึ้น หรือการปรับแต่งต่างๆ มันดีขึ้น
หรือเพราะว่าพื้นที่นี้มีการทุ่มงบประมาณเพื่อให้น้ำไม่ท่วม ทำให้คนหลายกลุ่มอยู่ไม่ได้เพราะค่าครองชีพสูงจนถูกกดผลักออกจากพื้นที่ (ทั้งผู้ดีภิวัฒน์แบบค่อยเป็นค่อยไป (gradual gentrification) และการไล่รื้อออกจากพื้นที่อย่างนุ่มนวล (gentle displacement)
ในการพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานเป็นเครือข่าย ที่นอกจากเน้นการสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาร่วมกัน มากกว่าคำว่า “บูรณาการ” ที่ภาครัฐชอบใช้ที่หมายความแบบการประชุมผู้ใหญ่ลีปี พ.ศ.2504 ที่ตีกลองประชุมแล้วก็มาสร้างความร่วมมือโดยงงๆ ว่าประเด็นสำคัญคืออะไร แต่การถ่ายทอดและสั่งการตามลำดับขั้นเป็นเรื่องสำคัญแบบศูนย์สั่งการ ศูนย์ประสานงา(น)
มาสู่เรื่องของการตอกย้ำว่าข้อมูลที่ได้มาจะต้องมีฐานคิดเรื่องความเป็นธรรม เรื่องสิทธิที่จะมีชีวิตและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างมีศักดิ์ศรี (ไปพร้อมๆ กัน ฮา) (rights to the city) ด้วย ไม่เช่นนั้นในการจัดการภัยพิบัติและสร้างเมืองให้อยู่รอด ยืดหยุ่น เท่าทัน และพร้อมฟื้นสภาพ จะทิ้งคนไว้ข้างหลังอีกมากมาย
พูดง่ายๆ ก็คือ เมืองยืดหยุ่น เท่าทัน และพร้อมฟื้นสภาพอาจจะเน้นการปรับตัวที่ไม่เป็นธรรมได้ ถ้าแก้ปัญหาภัยพิบัติเพียงแค่มีเป้าหมายให้เมืองรอด หรือกลับมาอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ที่ไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมแบบที่ดำเนินมาโดยตลอด ซึ่งแม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในแง่ของการเน้นความร่วมมือร่วมใจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเมืองก็ตาม เพราะมันเป็นเรื่องของการสร้างความร่วมมือร่วมใจเพื่อเน้นการเติบโตของเมือง ภายใต้การยอมรับโครงสร้างอำนาจเดิม
ขณะที่แนวทางในการสร้างเมืองยืดหยุ่น เท่าทัน และพร้อมฟื้นสภาพที่เน้นการเปลี่ยนแปลงจากฐานรากที่ผ่านมาในต่างประเทศจะเน้นเรื่องของการที่ชุมชนผู้เสียเปรียบ และ เปราะบาง ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ท้าทาย หรือต่อต้านแผนการใช้ที่ดินและพัฒนาที่สุดท้ายแล้วส่งเสริมให้คนที่ได้เปรียบในสังคมยังอยู่ในโครงสร้างเหล่านั้น โดยไม่ได้แบ่งปันความมั่งคั่งเหล่านั้น หรือเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีในเมืองของพวกเขาเหล่าคนที่เปราะบางในเมือง
กล่าวอีกอย่างก็คือ การปรับสภาพของเมืองจะต้องคำนึงทั้งเรื่องของความเป็นธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในทางหนึ่ง กับการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศที่ผันผวนด้วย
การถกเถียงและเปิดกว้างในแง่ของทิศทางการสร้างเมืองยืดหยุ่น เท่าทัน และพร้อมฟื้นสภาพนั้นจึงจะต้องถูกเพิ่มเครื่องหมายคำถามและถ้อยคำอีกเล็กน้อยว่า การปรับตัวเหล่านั้นมีเป้าหมายเพื่ออะไร และเมืองนั้นเป็นของใคร?
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
(หมายเหตุ : สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ T.Palakhamam and T.Kamolvej. 2024. Revitalizing Urban Resilience in Thailand: Exploring Conceptual Frameworks and Terminology. Journal of Architectural/Planing Research h and Studies. 21(2): 263-281), K.J.Mach. Et al. 2024. Research to Confront Climate Change Complexity: Intersectionality, Integration, and Innovative Governance. Earth’s Future. 12: 1-17. และ L. Shi. 2020. From Progressive Cities to Resilient Cities: Lessons from History of New Debates in Equitable Adaptation to Climate Change. Urban Affairs Review. 1-30)

