‘ดราม่าครูเบญ’
ในมุมมองของกฎหมายปกครอง
อาจกล่าวได้ว่า ดราม่าเรื่อง “ครูเบญ” และผลการสอบบรรจุของเธอ คือเรื่องนี้เป็น “รูบนเนยแข็ง” แห่งความโชคร้ายที่มาบรรจบกัน
ขอย้อนกล่าวถึงเรื่อง “รูบนเนยแข็ง” สักเล็กน้อยสำหรับผู้ที่เพิ่งมาติดตามคอลัมน์นี้ในระยะหลังๆ คำว่า “รูบนเนยแข็ง” หรือ Swiss chess model นี้มาจากแนวคิดของ เจมส์ ที รีสัน (James T. Reason) ที่ใช้เพื่ออธิบายการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงว่าแท้จริงแล้วมันเกิดจากปัจจัยผิดพลาดเล็กบ้างใหญ่บ้างที่แฝงอยู่เหมือนเนยแข็ง ซึ่งทุกแผ่นมีรูเรียงกันไม่เป็นระเบียบมาเรียงซ้อนกัน หากรูของเนยแข็งแต่ละแผ่นนั้นอยู่กันคนละที่ก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อไรที่รูพวกนั้นมันมาเรียงตัวกันจนทะลุตลอดได้เป็นรูขนาดใหญ่ อุบัติเหตุที่ร้ายแรงก็จะเกิดขึ้น
ในบริบทไทยๆ ดราม่าประเด็นสังคมหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายก็สามารถอธิบายด้วยทฤษฎี “รูบนเนยแข็ง” นี้ได้เช่นกันว่า ปัญหาหลายเรื่องที่มันลุกลามใหญ่โตหรือในที่สุดก็พัวพันกันจนไม่รู้แก้ทางไหนดีก่อน ก็เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือการละเลยการดำเนินการตามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้
แต่ก่อนจะมาลอกรูบนเนยแข็งให้ดูแต่ละชั้น ขอย้อนความข้อเท็จจริงของดราม่าเรื่องนี้ก่อน
เรื่องนี้เริ่มจากคุณครูผู้หญิงท่านหนึ่งที่เราไม่จำเป็นจะต้องเอ่ยชื่อจริงนามสกุลเต็มของเธอ เอาเป็นว่าสังคมรับรู้กันในชื่อของ “ครูเบญ”
ครูเบญเป็นคนมีพื้นเพจังหวัดสระแก้ว โดยก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องนี้เธอได้ทำงานเป็นครูอัตราจ้างอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่เนื่องจากครูเบญอยากกลับมาดูแลคนในครอบครัว จึงพยายามสอบรับราชการครูที่จังหวัดบ้านเกิด ซึ่งเมื่อผลการสอบคัดเลือกออกมารอบแรก มีชื่อเธอสอบได้เป็นอันดับหนึ่งพร้อมแจ้งให้ไปรายงานตัว เธอจึงจัดการยื่นใบลาออกจากโรงเรียนเก่า คืนที่พัก พร้อมเดินทางกลับบ้านมาเพื่อรายงานตัวตามที่ประกาศกำหนดไว้
แต่เมื่อผ่านไปเพียง 3 วัน ก็ปรากฏว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สระแก้ว ได้ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านใหม่โดยไม่มีชื่อครูเบญติดอยู่ในลำดับใดของผู้ที่สอบผ่านเลย เมื่อไปสอบถามก็ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน จนทำให้เธอมาโพสต์ขอความเป็นธรรมในโซเชียล และดราม่าก็เกิดขึ้นหลังจากนั้น จนกระทั่งคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องออกโรงมาสอบสวนเบื้องต้น ได้ความว่า หลังประกาศผลสอบไปแล้วมีผู้มาทักท้วงว่ามีข้อสอบส่วนหนึ่งเฉลยผิด จึงต้องมาตรวจสอบข้อสอบกันใหม่ก่อนแก้ไขผลสอบและประกาศรายชื่อ แต่ข้อเท็จจริงที่ได้มาก็เหมือนจะฟังไม่ขึ้นสักเท่าไร เพราะถ้าคนสอบได้ลำดับที่หนึ่ง ต่อให้มีการตรวจข้อสอบผิดไปบ้างบางข้อ เมื่อมีการตรวจใหม่ก็น่าจะเพียงทำให้ลำดับที่เปลี่ยน ไม่ใช่ถึงขนาดจากคนที่สอบได้ที่หนึ่งเป็นสอบไม่ผ่านเลยไปได้
ในตอนหลังจึงมีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วเรื่องเกิดจากการที่เลขประจำตัวผู้สอบครูเบญ อยู่ก่อนคนที่สอบได้ลำดับที่ 1 แต่เจ้าหน้าที่ดูเลขประจำตัวกับรายชื่อผิด จึงนำชื่อของครูเบญที่จริงๆ สอบไม่ผ่านมาประกาศว่าได้อันดับหนึ่ง ซึ่งจะเห็นว่าเหตุผลในการชี้แจงรอบนี้ฟังขึ้นกว่า แต่มันผิดไปจากเหตุผลแรกที่เปิดเผยมาแบบคนละเรื่อง
แล้วเรื่องนี้ก็ถึง “พี่หน่วง” จนได้ (รายละเอียดเรื่อง “พี่หน่วง” โปรดอ่านในคอลัมน์นี้ฉบับวันพุธที่ 28 ส.ค.2567) จากประเด็นปัญหาจากการปฏิบัติราชการที่บกพร่องและการแก้ไขที่ไม่เหมาะควรซ้ำลงไปอีก ก็เลยกลายเป็นประเด็นสังคมโหมอารมณ์กันไป ในที่สุดผู้อำนวยการ สพม.สระแก้ว ก็ถูกสั่งเด้ง (หรือในภาษาราชการคือ “สั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่ส่วนกลางอีกตำแหน่งหนึ่ง” ไปพลางก่อน) พร้อมตั้งกรรมการสอบและมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ไปสอบสวนต่อว่ามีมูลการทุจริตหรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อผลการตรวจคะแนนอีกครั้งโดย สพฐ.ก็ประกาศว่า “ครูเบญ” นั้นได้คะแนนไม่ถึงตามเกณฑ์ที่กำหนดจริงๆ ซึ่งถือได้ว่าสอบไม่ผ่านตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนคนที่ได้ที่หนึ่งในภายหลังก็สอบได้ที่หนึ่งจริงๆ
ดราม่าครูเบญที่สรุปมาทั้งหมดนี้ ใครที่สอนวิชากฎหมายปกครองและกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการปกครองสามารถดัดแปลงไปเป็นตัวอย่างเพื่อสอนหรือออกข้อสอบได้สบายๆ
ในทางกฎหมายปกครองแล้ว ประกาศผลสอบคัดเลือกและเรียกให้มารายงานตัวเพื่อบรรจุเป็นพนักงานราชการนั้น ถือเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง คือ สพฐ. โดย สพม.สระแก้ว ที่มีผลเป็นการก่อให้เกิดผลต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่สอบได้ เพราะจะทำให้เขาได้รับสิทธิในการบรรจุเข้าทำงานรับราชการหรือเป็นพนักงานราชการ
แต่เมื่อภายหลังหน่วยงานที่ออกคำสั่งพบว่าคำสั่งดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะกฎหมายตลอดจนกฎระเบียบต่างๆ กำหนดไว้ว่าให้เรียกบรรจุแต่งตั้งเฉพาะจากผู้สอบผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด จากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายตน ก็ชอบที่จะ “เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง” ดังกล่าวได้ ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ของกฎหมายฉบับเดียวกัน
เนื่องจากประกาศเรียกให้มารายงานตัวเข้าทำงานจะมีผลต่อผู้รับคำสั่งนั้นในทางที่เป็นประโยชน์ คือได้บรรจุเข้าทำงาน ได้รับเงินเดือนค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ต่างๆ คำสั่งดังกล่าวจึงเป็น “คำสั่งทางปกครองที่เป็นการให้ประโยชน์” ดังนั้น การเพิกถอนประกาศเรียกให้มารายงานตัวดังกล่าว จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 49 วรรคสอง คือ ต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน ซึ่งตามข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าเป็นไปตามกรอบเวลาข้างต้นแล้ว
และเมื่อเป็นการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่เป็นการให้ประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ใช่ประโยชน์ในรูปแบบของตัวเงิน คำสั่งดังกล่าวก็สามารถเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ โดยผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 52 โดยผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนดังกล่าวจะต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน
อนึ่ง รายละเอียดเรื่องการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุดเรื่องหนึ่งของวิชาวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองที่ผมตัดมาเฉพาะที่เข้าตามกรณีดราม่าครูเบญนี้ แต่จริงๆ หลักกฎหมายเรื่องนี้ยังประกอบไปด้วยหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นมากมาย ท่านผู้สนใจควรศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือตำราที่อธิบายกฎหมายนี้ ที่ถ้าจะให้แนะนำก็เห็นจะเป็น “ข้อความคิดและหลักการพื้นฐานบางประการของกฎหมายปกครอง” ของท่าน ศาสตราจารย์ ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ประธานศาลปกครองสูงสุด
ดังนั้น ถ้าว่ากันตามกฎหมายปกครองแล้ว การยกเลิกประกาศผลสอบเข้าครั้งแรกแล้วประกาศใหม่ที่ทำให้ครูเบญนั้นสอบไม่ผ่าน จริงๆ แล้วก็เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองแล้ว เว้นแต่ถ้าจะเป็นปัญหา ก็เห็นจะเป็นการที่ไม่บอกเหตุผลในการเพิกถอนประกาศหรือคำสั่งทางปกครองนั้นให้ชัดแจ้งสิ้นสงสัยตั้งแต่แรก รวมทั้งไม่ได้แจ้งครูเบญว่าเธอมีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายตามมาตรา 52 ด้วย
ปัญหาของเรื่องนี้ก็เลยเกิดขึ้น เนื่องจากครูเบญนอกจากจะไม่รู้ว่าที่ประกาศผลสอบเดิมยกเลิกจากที่เธอสอบได้ที่หนึ่งมาเป็นสอบไม่ได้เลยนั้นเป็นเพราะอะไร เมื่อคำตอบนั้นคลุมเครือฟังไม่ขึ้น และก็ไม่มีใครตอบได้ว่าเรื่องนี้จะเยียวยาแก้ไขให้ได้อย่างไร เรื่องก็เลยถึงโซเชียล และ “พี่หน่วง” เข้าให้จนเป็นเรื่องใหญ่
ในที่สุดทุกฝ่ายก็ได้รับบาดเจ็บกันไปหนักหนามากน้อยต่างกัน
ฝ่ายผู้รับผิดชอบของหน่วยงานที่จัดสอบ คือ สพม.สระแก้วนั้น ตัวผู้อำนวยการนอกจากโดนเด้งและน่าจะมีการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแล้ว ก็ยังต้องถูก “พี่หน่วง” ดูดขึ้นไปให้โดนเลขาธิการ สพฐ.ดุเอาต่อหน้าสื่อและผู้ชม เนื่องจากตอบปัญหาได้ไม่ตรงคำถามซ้ำวกไปวนมา ซึ่งเรื่องนี้ก็อดเห็นใจไม่ได้ เพราะการที่จะต้องอธิบายความผิดพลาดของตัวเองต่อหน้าทั้งผู้บังคับบัญชาและสังคมแบบออกสื่อโทรทัศน์ยอดนิยมนั้น ใครต่อใครเจอแบบนั้นก็ต้อง “ตายไมค์” เป็นธรรมดา
อีกทั้งเรื่องการประกาศผลสอบเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของผู้ที่ทั้งสอบได้และสอบไม่ได้ ดังนั้น แม้ในทางกฎหมายจะเป็นคำสั่งทางปกครองอย่างหนึ่ง แต่ก็เป็นคำสั่งทางปกครองที่เรียกได้ว่าละเอียดอ่อนและส่งผลต่อจิตใจและบรรยากาศความรู้สึกของสังคมมากกว่าเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะสังคมที่มีปัญหาความเชื่อมั่นกับการสอบเข้ารับคนของหน่วยราชการอยู่แล้ว ทำให้ “ความผิด” ที่อาจจะเป็นแค่ “ความพลาด” จริงๆ ก็ถูกมองไปในทางที่สงสัยว่าจะมีเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบเสียอย่างนั้น
ตัวครูเบญเองที่ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าเธอสอบไม่ได้ตั้งแต่ต้น ถ้าเรื่องนี้ไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น เธอก็คงจะได้เสียใจที่สอบไม่ผ่านไปสักสัปดาห์ หรือเดือนหนึ่งแล้วมูฟออนไปใช้ชีวิต สอนหนังสือในตำแหน่งเดิมรอสอบใหม่ต่อไป หรือเมื่อการประกาศผลสอบออกมาผิดพลาดถูกยกเลิกเพิกถอนภายหลังแต่มีกระบวนการที่ชัดเจนกว่านี้ เธอก็รับทราบและเสียใจเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือได้ค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น การไปลาออกจากที่เก่าและคืนที่พักย้ายกลับมาภูมิลำเนาอะไรก็ว่ากันไป แต่เพราะเมื่อเรื่องนี้กลายเป็นดราม่าระดับประเทศ กลับกลายเป็นต้องประกาศให้ผู้คนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ได้รู้ว่าเธอสอบไม่ผ่านกันทั้งประเทศไปเสียอย่างนั้น
ส่วนคนที่สอบได้ลำดับหนึ่งจริงๆ ซึ่งควรจะได้ดีใจตั้งแต่วันที่ประกาศผลครั้งแรก ในตอนนั้นผลกลับออกมาว่าเขาหรือเธอสอบไม่ผ่านทั้งๆ ที่น่าจะทำข้อสอบได้ขนาดนั้นก็คงจะเสียความมั่นใจไปมากทีเดียวว่าทำขนาดนี้ก็ยังไม่ผ่านแล้วทำแค่ไหนจะผ่านล่ะ แต่ในที่สุดเมื่อมีการแก้ไขและประกาศใหม่เป็นสอบได้ แทนที่จะได้ยินดีในความสำเร็จและความพยายาม กลับต้องมารับมือกับดราม่าที่ตัวเองไม่ใช่คนก่อ ถูกสงสัยว่าเป็นเด็กเส้นเด็กฝาก ถูกบรรดาชาวเน็ตมาขุดคุ้ยละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไปโดยไม่จำเป็น
ถ้าจะมีบทเรียนอะไรที่ถอดออกมาได้จากเรื่องนี้ ข้อแรกคือ บางครั้งหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวข้องกับประชาชนในเรื่องสำคัญที่จะต้องออกคำสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิของผู้คนไม่ว่าทางดีหรือทางร้าย อาจจะต้องมีการวางแผนซักซ้อมความเข้าใจว่า หากมีเหตุต้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองในกรณีต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดแล้ว ควรจะมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรทั้งในกระบวนการทางกฎหมายและในทางปฏิบัติการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นดราม่า อาจจะทำเป็น Protocol หรือกระบวนวิธีปฏิบัติล่วงหน้าไว้รับมือเลยก็ได้
กับอีกบทเรียนคือ ถ้าเป็นไปได้สำหรับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นระดับผู้บริหาร หรือฝ่ายปฏิบัติการที่จะต้องออกคำสั่งทางปกครองหรือทำงานที่เป็นปฏิบัติการทางปกครองนั้น สมควรที่จะศึกษาหรือไปลงเรียนวิชากฎหมายปกครองและวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรืออย่างน้อยก็ซื้อหนังสือมาอ่านหาความรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

