หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : แม่ค้าทองออนไลน์ ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางความรู้เท่าทัน (ซึ่งทำให้เราต้องขอบคุณที่ประเทศนี้ยังมี‘พี่หน่วง’)

2.10.24 | 13:24 น.
แม่ค้าทองออนไลน์

เมื่อตั้งใจว่าประเด็นที่จะนำมาชวนคุยในคอลัมน์สัปดาห์นี้คือเรื่องของแม่ค้าทองออนไลน์ชื่อดังที่เป็นข่าวอยู่ในตอนนี้ การหาข้อมูลมาเพื่อประกอบการเขียนนับได้ว่าเป็นความทรมานบันเทิงประมาณหนึ่ง

เพราะเมื่อไปตามดูไลฟ์ขายทองและโชว์ไลฟ์สไตล์ของเธอที่สื่อต่างๆ ช่วยประมวลสรุปมาให้แล้ว จะด้วยความแตกต่างทางรสนิยมความชอบหรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่เรื่องผิดเรื่องถูก ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า “ไม่ใช่แนว” และเท่าที่ถามมิตรสหายในพื้นเพแวดวงเดียวกันก็ออกจะเห็นตรงกัน

คือไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นคนอวดแสดงความมั่งมี แต่ก็ไม่เคยเห็นใครที่เอาธนบัตรปึกใหญ่เป็นฟ่อนมาถือแล้วส่ายตัวกระดุกกระดิกแบบนั้น หรือการเอาแหวนทองมาเทลงถาดเหมือนเป็นของไม่มีราคา รวมถึงการไลฟ์โชว์รถหรูซุปเปอร์คาร์ที่จอดเรียงรายเพื่อแสดงอย่างตรงไปตรงมาว่าตนนั้นมั่งมีเพียงใด

น่าสังเกตว่า ตั้งแต่การบูมขึ้นของการซื้อขายผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เราก็มี “มหาเศรษฐี” ที่แจ้งเกิดจากช่องทางดังกล่าวผุดตัวขึ้นในสังคมมากมาย ภายใต้รูปแบบเรื่องเล่าที่คล้ายกัน รวมไปถึงรูปแบบการใช้ชีวิตเช่นคนรวยกลุ่มนี้นิยมเก็บเงินสดในรูปฟ่อนมัดธนบัตรไว้กับตัวจำนวนมากๆ ส่วนหนึ่งคือเพื่อจะได้ทำคอนเทนต์เปิดตู้เซฟแสดงความร่ำรวยที่พาให้หลายคนตั้งข้อสงสัยเพราะมันผิดวิสัยจากคนร่ำรวยในวิถีปกติที่เคยรู้จัก และที่ขาดไม่ได้คือต้องมีคอนเทนต์ที่เจือจานความร่ำรวยของพวกเขาและเธอไปช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก

แม้กระทั่ง “หน้าตา” ของพวกเขาและเธอก็ยังดูคล้ายราวกับโขกตามกันมาหมด ซึ่งทราบว่ามาจากรูปแบบใบหน้าพิมพ์นิยมในการทำศัลยกรรม คือในไลฟ์แสดงความร่ำรวย (ด้วยธนบัตรและเพชรทองที่นำออกโชว์ชูให้ดูกันชัดๆ) ที่มีทั้งตัวแม่ค้าทองออนไลน์ต้นเรื่องและมิตรสหายอินฟลูเอนเซอร์ในแวดวงรวมตัวกัน ก็เรียกว่าต้องอาศัยความสังเกตระดับหนึ่งถึงจะแยกออกว่า ใครคือคุณแม่ค้าทองคนดัง เพราะหน้าตาเหมือนกันไปเกือบหมด

Advertisement

เรื่องที่เริ่มจากคดีดราม่าขาย “ผลิตภัณฑ์ทอง” ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่มีคุณภาพ หรือไม่เป็นไปตามคำโฆษณา ไม่สามารถนำไปขายตามร้านทองทั่วไปได้เพราะความไม่ชัดเจนของน้ำหนักและเปอร์เซ็นต์ทองรวมถึงไม่มีตรารับรองจากสมาคมผู้ค้าทอง ทำให้ผู้ที่ซื้อทองไปร้องเรียนผ่านสื่อออนไลน์จนในที่สุดแม่ค้าทองออนไลน์คนดังก็ถูกยานบิน “พี่หน่วง” (รายละเอียดโปรดดูจากคอลัมน์ตอน “สังคม กฎหมาย และกลไกของรัฐติดหน่วง” ที่เผยแพร่ในฉบับวันพุธที่ 28 ส.ค.2567) ดูดขึ้นไปไต่สวนสาธารณะก็ส่งผลให้ร้านทองของเธอต้องประกาศยอมรับซื้อคืนทองคำที่ขายไปตามราคาภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนทุกวันชวนปวดหัว ก็มีข้อน่าสนใจหลายอย่างจากเรื่องนี้

เรื่องแรกคือ ในช่วงสองสามปีจนถึงปัจจุบัน ผู้คนที่ทำธุรกิจในระบบล้วนเผชิญปัญหาเดียวกันคือ “กำลังซื้อ” ของผู้คนลดลงในแทบทุกตลาดทุกวงการ เหมือนกับคนมีเงินและอำนาจซื้อในมือน้อยลง ส่วนข้อมูลของทางภาครัฐก็ปรากฏว่า คนไทยโดยรวมในปัจจุบันมีอัตราการออมที่ต่ำอย่างน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาในยามเกษียณ หรือมีเหตุให้ต้องทำงานไม่ได้

แต่จากที่ได้เห็นผู้คนแห่กันเอาทองไปคืนที่ร้านทองของแม่ค้าออนไลน์นั้น ถ้าตีแบบกลมๆ ว่าแต่ละคนได้เงินคืนกันเฉลี่ยๆ ไปกลมๆ สมมุติคนละหนึ่งหมื่นบาท ในแต่ละวันทางร้านรับคิวผู้มาคืนทองได้ราว 200 คิว ตีกลมๆ ง่ายๆ แบบนี้ก็เท่ากับเฉลี่ยแล้วมีมูลค่าการซื้อขายเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท เปิดรับคืนไปตอนนี้แล้วห้าวันก็ร่วมหนึ่งร้อยล้านบาท จนเงินสดของร้านหมดเกลี้ยง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังมารอต่อคิวคืนทองในสัปดาห์ต่อๆ ไป และก็ยังไม่ได้รวมกรณีของคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถเอาทองมาขายคืนได้ตามเงื่อนไข หรือคนที่ตัดใจไม่เอามาขายคืนอีกจำนวนหนึ่ง ก็จินตนาการได้ยากว่า ที่แท้แล้วมูลค่าการซื้อขายของแม่ค้าทองออนไลน์คนนี้มีมูลค่าอยู่ที่เท่าไรกันแน่

ซึ่งแสดงให้เห็นถึง “กำลังซื้อแฝง” ในระบบเศรษฐกิจไทยที่แสดงออกมาเฉพาะรายนี้รายเดียว และกำลังซื้อแฝงและมูลค่าทางเศรษฐกิจนี้ก็อาจจะไม่ได้ถูกรับรู้อย่างเป็นทางการเช่นเดียวกับธุรกิจในระบบอื่นๆ เพราะดูไม่สอดคล้องกับรายได้ที่แสดงไว้ในเอกสารทางการของบริษัทร้านทองของแม่ค้าออนไลน์รายนี้ ที่แม้จะอธิบายได้ว่าความมั่งคั่งนั้นมาจากธุรกิจอื่น เช่น เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริมที่เป็นบริษัทของสามีที่เธอไม่ได้มีชื่อในผู้ถือหุ้น แต่นั่นก็ตามมาด้วยคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับที่มาและความเป็นไปได้

นอกจาก “กำลังซื้อแฝง” แล้ว ก็ยังมีเรื่อง “การออมแฝง” นอกระบบด้วย ปรากฏจากในข่าวที่หลายคนนั้นเลือกที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ทองจากแม่ค้าออนไลน์รายนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการออมทองคำ (ซึ่งทราบว่าร้านของเธอก็มีบริการออมทองเช่นกัน) และที่ปัญหาเกิดขึ้นก็เป็นเพราะเมื่อทองคำราคาขึ้นหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ผู้ซื้อนำผลิตภัณฑ์ทองที่เชื่อว่าออมไว้ไปขาย ก็เลยความแตกว่ามูลค่าทองคำที่ถือ ที่เชื่อว่ามีอยู่กับมูลค่าจริงในท้องตลาดนั้นผิดกันไปไกล

เหตุผลที่ได้ข้อสรุปแล้วว่า ที่ทองคำที่ซื้อไปจากเธอไม่สามารถขายได้ในร้านทองทั่วไป หรือถึงรับไว้ก็ประเมินราคาให้ต่ำกว่าที่ต้องซื้อหลายเท่าอย่างที่เรียกว่าไม่ได้ราคานั้นเป็นเพราะกระบวนการผลิต การตลาด และการโฆษณาที่สรุปสั้นๆ คือทำให้ตั้งราคาขายสินค้าทองของเธอสูงกว่ามูลค่าเนื้อทองคำจริงในแต่ละผลิตภัณฑ์ ที่แม้ในตอนนี้จะถือว่าแม่ค้าทองออนไลน์และผู้เกี่ยวข้องว่าเป็น “มิจฉาชีพ” หรือส่อว่ากระทำการฉ้อโกงประชาชนก็คงจะไม่ใช่ แต่จะให้บอกว่าเธอทำธุรกิจค้าขายอย่างตรงไปตรงมาก็พูดอย่างนั้นไม่ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ เรื่องดราม่าแม่ค้าทองออนไลน์ยังแสดงให้เห็นปัญหาในแง่มุมของ “ความเหลื่อมล้ำ” ในทาง “ความรู้เท่าทัน (Literacy)” ของผู้คนส่วนหนึ่งในสังคมด้วย

เพราะผู้ที่จะมาเป็นลูกค้าของแม่ค้าออนไลน์รายนี้ได้ ฐานะทางเศรษฐกิจนั้นก็เรียกได้ว่าเป็น “คนชั้นกลาง” แล้ว เพราะอย่างน้อยก็ต้องมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ก็ราวหลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนบาทตามราคาของผลิตภัณฑ์ทองของแม่ค้ารายนี้ จากที่ให้สัมภาษณ์ในข่าว บางคนใช้เงินเก็บจากการทำงานหลายปีเพื่อซื้อแหวนเพชรราคาหลักหมื่นให้เป็นรางวัลของชีวิต แต่ในที่สุดก็ขายได้หลักพัน บางคนซื้อไปเป็นของขวัญให้พ่อแม่เหมือนเป็นการแสดงว่าลูกประสบความสำเร็จแล้ว ซื้อเพชรซื้อทองให้พ่อแม่ได้แล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อพ่อแม่เอาไปขายหรือให้ร้านทองจริงๆ ประเมินค่า ก็พบว่าเป็นของไม่มีราคาพาให้หมางใจกันไป

เรื่องที่ว่าการซื้อเพชรและอัญมณีนั้นต้องมีความรู้พอสมควรนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ง่ายกว่านั้นคือเอาเป็นว่าโดยพื้นฐาน คนชั้นกลางอย่างเราๆ ท่านๆ มิตรสหายผู้เขียนและท่านผู้อ่านคอลัมน์ ได้เห็นข้อมูลและการโฆษณาแล้วก็คิดว่ายากที่จะกล้าซื้อผลิตภัณฑ์ทองออนไลน์ของแม่ค้ารายนี้ เพราะเรารู้กันว่าทองคำนั้นเป็น Hard Commodity ที่มีราคาชัดเจนแน่นอนอิงกับราคาในประเทศและตลาดโลก ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการขายทองคำแบบลดราคาหลายสิบเปอร์เซ็นต์อย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะผู้ขายไม่สามารถลดต้นทุนได้ขนาดนั้นการขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมากขนาดนั้นยังไงก็ขาดทุนแบบไม่มีทางเป็นอื่น และคนทำธุรกิจที่ตรงไปตรงมาไม่มีทางทำเช่นนั้น (ยิ่งประกอบกับ “พฤติกรรมการขาย” บางอย่างที่ได้เห็น ก็คงไม่มีใครคิดจะซื้อ)

ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นคนจนก็เลยถูกหลอก เพราะบางรายก็ซื้อกันในราคาหลักหมื่นหลักแสน ซึ่งถ้าเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อเพชรหรือทองตามร้านในระบบ อาจจะไม่ได้ของแถมอะไรหวือหวา หรือได้แหวนได้สร้อยกำไลที่ขนาดเล็กหน่อย แต่เมื่อถึงเวลาก็ขายได้เต็มราคากว่า แบบที่ซื้อทองตามร้านในสมาคมผู้ค้าทอง 4 หมื่นบาทก็ขายต่อได้ตามมูลค่าทองหักส่วนต่างอะไรกันไปตามระบบ ต่างจากกลุ่มที่จ่าย 4 หมื่นเท่ากันกับแม่ค้าออนไลน์ แต่พอไปขายต่อนั้นเหลือราคาหมื่นกว่าบาทตามแต่สภาพ นี่คือตัวอย่างช่องว่างของ “ความเหลื่อมล้ำทางความรู้เท่าทัน” ระหว่างคนที่มีฐานะทางการเงินอาจจะเท่ากัน ซึ่งช่องว่างตรงนี้แหละที่เป็นจุดที่คนที่รู้มากกว่าสามารถใช้หาประโยชน์จาก “กำลังซื้อแฝง” ของผู้คนกลุ่มหนึ่งได้

ข้อสังเกตเกือบสุดท้าย คือ ความมั่งคั่งร่ำรวยของบรรดา “เศรษฐีอินฟลูเอนเซอร์” ไม่ว่าจะกลุ่มที่เทาสนิทหรือเทาอ่อนที่อยู่นอกระบบเหล่านี้ ในอีกทางหนึ่งมันก็ก่อส่งผลกระทบทางความรู้สึกต่อ “คนที่อยู่ในระบบ” คนชั้นกลางทั่วไปที่ตั้งใจใช้ชีวิตตามแบบแผน ศึกษาเล่าเรียนเข้าสู่ระบบงานตามความรู้ความสามารถตามเส้นทาง หรือคนทำธุรกิจในระบบที่จดทะเบียนนิติบุคคลหรือเป็นบริษัทที่ค้าขายทำธุรกิจตรงไปตรงมา ต่อให้ระดับมีบัญชีสองเล่มก็ยังห่างไกลจากธุรกิจดำๆ เทาๆ ได้เห็นการ “อวดร่ำอวดรวย” อย่างโจ่งแจ้งล้นเกินของคนเหล่านี้ ถ้าจิตแข็งไม่พอก็มีอันรู้สึกตั้งคำถามกับโลกว่าตัวเองจะทำงานหรือทำธุรกิจไปตามระบบ เสียภาษีให้รัฐอย่างถูกต้อง ถูกบังคับภายใต้กฎหมายต่างๆ นานา ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการของตนอย่างเข้มงวด ผิดพลาดขึ้นมาก็มีการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น ต้องถูกปรับหรือใช้มาตรการบังคับทางปกครองไปจนถึงบางเรื่องอาจจะโดนคดีอาญาไปทำไม สุดท้ายก็ไม่สามารถร่ำรวยในพริบตาได้แบบคนพวกนั้น

ความรู้สึกว่า “คนทำถูกอยู่ในกติกาเสียเปรียบกว่า” ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สั่งสมความไม่พอใจจนทำให้สังคมขาดภราดรภาพ ขาดความเห็นอกเห็นใจ แสดงให้เห็นจากความเห็นบางส่วนที่แสดงความรู้สึกกับการจ่ายเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นบาทก็สะท้อนถึงความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนี้ได้ส่วนหนึ่งเหมือนกัน

และข้อสังเกตสุดท้าย แม้ว่าผม ผู้เขียน จะไม่เห็นด้วยกับกลไกการทำงานพิทักษ์สังคมในระบอบ “พี่หน่วง” แค่ไหนก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในสภาพสังคม อำนาจรัฐและการบังคับใช้กฎหมายในทางความเป็นจริงทุกวันนี้ ถ้าไม่มี “พี่หน่วง” แล้ว อะไรๆ น่าจะเลวร้ายกว่านี้ลงไปอีกคือถ้าไม่ใช่เพราะถูก “พี่หน่วง” ดูดขึ้นไปบนจานบินเมื่อสัปดาห์ก่อน แม่ค้าทองออนไลน์รายนี้และเครือข่ายก็คงจะแสวงความมั่งคั่งจากกำลังซื้อและความสามารถทางการออมแฝงของผู้คนด้วยช่องว่างทางความไม่รู้เท่าทันนี้ได้อีกนาน

ดังนั้น ตอนจบของแอนิเมชั่น “ชีวิตติดหน่วง” ที่อ้างถึงจึงเป็นความจริงอันขำขื่นทีเดียว