ช้างตายทั้งตัว
กับสองขั้วแห่งอุดมคติและทางปฏิบัติ
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับช้างในปางช้างแห่งหนึ่ง กลายเป็นประเด็นข่าวสำคัญที่แยกต่างหากออกมาจากข่าวน้ำท่วมที่เชียงใหม่
ปางช้างที่ว่านั้นได้รับความสูญเสียมากที่สุด โดยมีช้างที่รับไว้ดูแลตายไปแล้วอย่างน้อยสองเชือก พร้อมกับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าความสูญเสียนั้นส่วนหนึ่งมาจาก “แนวทาง” ในการดูแลช้างของปางช้างดังกล่าว ที่ยึดแนวทางการเลี้ยงช้างแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ใช้โซ่ตรวนหรือขอสับ ไม่พยายามควบคุม “ช้าง” เกินไปกว่า “ธรรมชาติ” กึ่งสัตว์ป่าของมัน ซึ่งเอาเข้าจริงเพียงเท่านี้ใครก็คงต้องยอมรับว่าเป็นหลักการที่ดี
ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งที่ดูแลช้างตามภูมิปัญญาโบราณของคนในภูมิภาคนี้ตามตำราคชศาสตร์ ที่มีมุมมองว่า “ช้าง” คือ “สัตว์เลี้ยงใช้งาน” ที่มนุษย์จะต้องควบคุมให้เชื่องได้เพื่อเป็นพาหนะหรือเครื่องไม้เครื่องมือ จึงมีการใช้ขอสับโซ่ตรวนประกอบกับการบังคับฝึกฝนจนสามารถนำช้างไปใช้เป็นสัตว์พาหนะหรือใช้แรงงานลากซุงตามวิถีดั้งเดิม
ในโลกปัจจุบันที่มีความคิดเรื่องสิทธิของสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ แนวทางที่ถือว่าถูกต้องกว่าในทางสากลก็ต้องเป็นแนวทางแรกที่สอดคล้องกับธรรมชาติอยู่แล้ว ประกอบกับแนวทางดั้งเดิมตามภูมิปัญญาโบราณนั้น ก็มีภาพที่เราก็ยอมรับว่าไม่น่าเข้าไปดู เช่น การใช้ขอคมสับหัวช้างหรือล่ามด้วยโซ่ซ้ำ การดูแลช้างแบบคชศาสตร์คชบาลก็ถูกตัดสินโดยผู้ที่เชื่อในแนวทางดังกล่าวว่าคือการทารุณกรรมสัตว์และนำสัตว์มาใช้เป็นทาส
หากในที่สุดการดูแลช้างตามธรรมชาตินี้ก็เกิดเป็นเหตุแบบดาบสองคมขึ้นเมื่อภาวะวิกฤต เช่น อุทกภัยร้ายแรงกะทันหันมาถึง หลักการที่จะควบคุมช้างให้น้อยที่สุดก็กลายเป็นการควบคุมแทบไม่ได้เลย จนเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งนำมาสู่การสูญเสีย เพราะเมื่อช้างไม่เคยถูกฝึกหรือถูกบังคับ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่จะต้องบังคับพวกไปยังที่ปลอดภัยนั้น จึงทำได้ยากยิ่งอย่างที่ยอมรับว่าฝ่ายปางช้างแนวธรรมชาตินั้น “เอาไม่อยู่”
นำไปสู่เสียงเรียกร้องไปจนถึงระดับโจมตี ว่าแนวทางการเลี้ยงดูช้างตามธรรมชาติไม่มีการบังคับช้างด้วยโซ่ตรวนขอสับของปางช้างที่ว่านั้น สมควรทบทวนหรือไม่ หรือสำนึกได้หรือยังว่าที่ผ่านมานั้นปางช้างแนวธรรมชาตินั้นดูแลช้างโดยไม่ถูกวิธีในทางความเป็นจริงของการดูแลช้างเลี้ยง ซึ่งไม่ใช่สัตว์ป่า
แม้ว่าความตายของช้างถึงสองเชือกนั้นจะเป็นเหมือนหลักฐานที่ฟันธงว่า ฝ่ายดูแลช้างตามแนวทางธรรมชาติน่าจะมีอะไรที่ผิดพลาด และแนวทางของการดูแลช้างแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมน่าจะถูกต้องกว่า กระนั้นมันก็มีช่องว่างที่สามารถคัดง้างได้อยู่เช่นกัน
เพราะเหตุที่เกิดขึ้นและนำมาสู่ความสูญเสียข้างต้นนี้ เป็นเหตุที่เรียกได้ว่าเป็น “ภัยพิบัติ” ที่ไม่มีใครคิดคาดหรือเตรียมใจว่าจะเกิดขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือพอจะคาดเดาประเมินความเสียหายไว้ล่วงหน้า อีกทั้งปางช้างแนวธรรมชาตินี้เขาก็ดำเนินการมานาน โดยปางช้างนี้ก็รับดูแลช้างพิการหรือได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพจากการทารุณกรรมมาโดยต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นที่ยอมรับในหมู่ NGOs และเครือข่ายปกป้องสิทธิและสวัสดิภาพสัตว์
โดยที่แนวทางการดูแลแบบไม่ใช้เครื่องควบคุมช้างแบบดั้งเดิมของพวกเขาก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร ไม่เคยปรากฏเหตุว่ามีช้างในการดูแลของเขาโจมตีทำร้ายผู้ดูแลหรือบุคคลภายนอกให้เป็นข่าวออกมา คือเพิ่งจะมีครั้งนี้เองที่เกิดความเสียหายขึ้นเท่านั้นเอง
อีกทั้งการดูแลช้างแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ใช้ทั้งโซ่ตรวนและขอสับนั้น ก็ใช่ว่าจะควบคุมช้างได้โดยสมบูรณ์ เพราะยังปรากฏมีกรณีที่ช้างตกมันหรืออารมณ์ร้ายกะทันหัน เตะหรือกระทืบควาญตัวเองหรือนักท่องเที่ยวบาดเจ็บเสียชีวิตเป็นข่าวออกมาได้ทุกปี แต่ข้อสรุปแบบนี้ก็ยังไม่ถูกต้องนัก หากเทียบกับสัดส่วนจำนวนของปางช้างหรือสถานที่เลี้ยงช้างที่ใช้วิธีการแบบธรรมชาติที่น้อยกว่าปางช้างที่ดูแลตามภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม
วิวาทะว่าด้วยการดูแลช้างข้างต้นนี้ หากฝานลอกปอกเปลือกออกจะพบว่าที่แท้แล้วมันคือข้อขัดแย้งนิรันดร์กาลระหว่างฝ่ายที่ยึดถือหลักการหรือที่เรียกว่าอุดมคตินิยม (Idealism) กับฝ่ายที่เชื่อถือในแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่าปฏิบัตินิยมหรือสัมฤทธิผลนิยม (Pragmatism)
อุดมคตินิยมจะเชื่อในคุณค่าอันดีงามเป็นธงนำ และมีกระบวนการที่เชื่อว่านั่นคือวิถีทางอันถูกต้องและสอดคล้องต่อคุณค่านั้น แนวทางปฏิบัติใดๆ ต้องสอดคล้องกับกระบวนการที่ถูกต้องและสอดรับกับคุณค่าอันดีงามนั้น ส่วนปฏิบัตินิยมหรือสัมฤทธิผลนิยมจะเชื่อว่า “วิธีการ” ใดๆ จะถือว่าดีหรือถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อวิธีการนั้นนำไปสู่การปฏิบัติที่ส่งให้เกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของเรื่องนั้นได้จริงเท่านั้น
ทั้งสองแนวทางนี้หากดันไปถึงขอบก็จะนำไปสู่ความสุดโต่งกันไปทั้งคู่ กล่าวคือฝ่ายอุดมคตินิยมนั้นจะถือว่าแนวคิดที่ดีและแนวปฏิบัติที่ชอบนั้นคือสิ่งที่จำเป็นต้องยึดถือไว้โดยเคร่งครัดปรับเปลี่ยนไม่ได้ จนนักอุดมคตินิยมที่ต้องมาเป็นผู้ปฏิบัติการใดๆ สักเรื่องก็อาจจะยึดติดกับ “หลักการ” โดยไม่คำนึงถึงบริบทสถานการณ์หรือแม้แต่ยอมละทิ้งผลลัพธ์หรือสาระสำคัญของเรื่องเพียงเพื่อรักษาหลักการนั้นไว้ ส่วนฝ่ายปฏิบัตินิยมก็มีความอันตรายในแง่ที่จะนำไปสู่การมุ่งเน้นที่จะหาวิธีการไปสู่ผลลัพธ์อันสำเร็จโดยไม่สนใจว่าจะใช้วิธีการแบบใด และวิธีการนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาหรือเบียดเบียนใครหรือไม่
หากจะโยงกลับไปสู่ภาพความขัดแย้งของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” สีแดงและสีส้มที่ยังงัดกันแบบไม่ยอมลงให้กัน ก็จะพบว่าเป็นความขัดแย้งในลักษณะนี้เช่นกัน
ฝ่าย “สีส้ม” คือพรรคก้าวไกลที่ต่อมากลายเป็นพรรคประชาชนนั้นก็คล้ายจะใช้แนวทางอุดมคตินิยม โดยเชื่อในหลักการประชาธิปไตยที่ปฏิเสธการทำรัฐประหารซึ่งรวมถึงการสืบทอดอำนาจด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่พวกเขาไม่ยอมทำ คือการไปจับมือหรือเจรจาร่วมงานกับผู้มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหารหรือเป็นมือไม้ให้การสืบทอดอำนาจ แม้ว่าจะไม่มีคำตอบว่าถ้าอย่างนั้นจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อรักษาชัยชนะจากการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม ปี 2566 ได้อย่างไร นอกจากการ “รอ 10 เดือน” จนกว่าวุฒิสภาจะหมดอำนาจในการออกเสียงเลือกตัวนายกรัฐมนตรี โดยที่ก็ไม่มีคำตอบให้ด้วยว่าแล้วระหว่าง 10 เดือนที่รอคอยนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ส่วนฝ่าย “สีแดง” หรือพรรคเพื่อไทยนั้นก็เป็นฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัตินิยมเพื่อมุ่งผลตามวัตถุประสงค์อยู่แต่ไหนแต่ไรแล้ว จึงมุ่งที่จะหาวิถีทางที่จะรักษาชัยชนะในการเลือกตั้งไว้ที่จะต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ จนยอมที่จะจับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยผู้ก่อการรัฐประหาร และพรรคการเมืองที่ร่วมด้วยช่วยสืบทอดอำนาจ ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ตั้งนายกรัฐมนตรีตามรายชื่อที่พรรคเสนอไว้ได้ และนั่นทำให้ต้องรับเสียงก่นด่า “ตระบัดสัตย์” จากฝ่ายแรกไป และในที่สุดก็เป็นการด่ากันกลับไปกลับมาของบรรดานางแบกแดงและติ่งส้ม
ในปลายปี 2567 เมื่อ “หวยออก” ไปแล้ว เราก็คงพอมีคำตอบได้ว่า การยึดถือแนวทางอุดมคตินิยมของพรรคส้มนั้นยังไงก็ไม่สัมฤทธิผลแน่แท้ และการรอ 10 เดือนที่ท่องกันเป็นคาถาก็ไม่ส่งผลอะไรไปมากกว่าขั้วอำนาจเดิมน่าจะแย่งตั้งรัฐบาลได้ ดังได้เห็นว่าในที่สุดพรรคก้าวไกลก็ต้องถูกยุบ แต่ถึงอย่างนั้นจะบอกว่าพวกเขาแพ้ก็ใช่ที่ เพราะการกลับมาเกิดใหม่ในสภาพที่แทบไม่ได้รับความเสียหายใดๆ กลายมาเป็น “พรรคประชาชน” ก็แสดงให้เห็นได้ว่า การยึดหลักการหรืออุดมการณ์ที่มั่นคงไว้ แม้พรรคอันเป็นภาชนะนั้นจะถูกทำลายได้ แต่อุดมการณ์ก็ย้ายไปสู่ภาชนะใหม่ เป็นพรรคใหม่ได้
ส่วนพรรคเพื่อไทยฝ่ายแดงนั้น จะเรียกว่าในที่สุดก็ชนะก็คงพูดได้ยาก เพราะแม้ในที่สุดจะตั้งรัฐบาลเลือกนายกฯเป็นของฝ่ายตนได้ก็จริง แต่ก็ได้ปรากฏให้เห็นแล้วว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งควรเป็นผู้นำรัฐบาลนั้นก็แทบจะเกือบไร้อำนาจตามความเป็นจริง เพราะนอกจากจะต้องเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเช่นที่กระทรวงสาธารณสุขที่พรรคเพื่อไทยดูแลเห็นสมควรให้นำกัญชากลับไปเป็นสารเสพติด ผ่านกระบวนการต่างๆ หมดแล้วตามกฎหมายก็ตาม แต่ในที่สุดเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลพรรคสำคัญไม่ยอม ในที่สุดแม้ระดับรัฐมนตรีที่เป็นแกนนำสำคัญของพรรคเป็นผู้ผลักดันฟันธงเองก็ยังหักไปไม่ได้
ไม่นับว่าการประนีประนอมกับอำนาจเก่า ทำให้ต้องหลับตาปล่อยฟรีกับการใช้อำนาจของฝ่ายความมั่นคงในด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางลับ ปล่อยให้มีการใช้อำนาจเข้าไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง และในการแสดงออกได้แบบไม่แตกต่างจากยุครัฐบาลรัฐประหารและรัฐบาลสืบทอดอำนาจเลยแม้แต่น้อย คนในเครื่องแบบเคยไปกดดันข่มขู่นักกิจกรรมทางการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดแบบไหนก็ยังคงเป็นแบบนั้น พวกกองกำลังปฏิบัติการจิตวิทยาทางเครือข่ายสังคมออนไลน์เคยมีมาอย่างไรก็อย่างนั้น แถมเหมือนจะมีน้ำเลี้ยงจากไหนไม่รู้มาหล่อเลี้ยงให้เติบโตเฟื่องฟูกำเริบโจมตีรบกวนสร้างความเดือดร้อนรำคาญเข้าไปอีก
การปะทะของสองแนวคิดนี้ก็ยังคงจะมีปรากฏได้อีกในหลายเรื่อง ตราบที่เรายังไม่ยอมรับกันว่าทั้งสองแนวคิดนี้มันก็พอจะหาจุดตรงกลางได้บ้าง จุดที่แนวปฏิบัติที่อาจจะไม่สอดคล้องกับอุดมคติแต่ยังรักษาสาระสำคัญได้ รวมถึงการหาแนวปฏิบัติที่ยังรักษาอุดมคติอยู่ได้โดยไม่ละทิ้งจุดมุ่งหมายหรือผลลัพธ์ มันคือจุดที่ทั้งสองแนวทางจะต้องยอมลดแลกสิ่งที่ตนยึดถือไว้ลงบ้างเพื่อให้ไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังรักษาอุดมคติส่วนที่สำคัญที่สุดไว้ได้
ถึงกระนั้นเรื่องพิพาทของปางช้างที่กล่าวไปเบื้องต้น อย่างน้อยก็มีแสงสว่างให้เห็นอยู่เรื่องหนึ่ง กล่าวคือ การที่แม้ฝ่ายที่ดูแลช้างตามวิถีดั้งเดิมนั้นจะเคยมีข้อพิพาท เคยถูกโจมตีต่างๆ นานา จากปางช้างที่ดูแลตามธรรมชาติให้กลายเป็นผู้ร้ายทรมานสัตว์ แต่ในที่สุดเมื่อเรื่องมันจะถึงระดับที่อาจสูญเสียชีวิตช้าง ด้วยความรักช้างซึ่งเป็นจุดร่วมกันของแนวคิดที่เหมือนจะขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงนั้น ก็นำพาให้เหล่าควาญช้างและผู้ดูแลช้างในวิถีดั้งเดิมนั้นเข้าไปให้ความช่วยเหลือช้างของฝ่ายดูแลตามธรรมชาตินั้น โดยเสี่ยงยิ่งกว่าการดูแลจัดการช้างแบบที่เขาคุ้นเคย เสี่ยงตายทั้งจากน้ำและจากช้างที่ไม่เคยถูกควบคุมและกำลังแตกตื่นตกใจกลัว เพราะการยึดมั่นในจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการรักษาชีวิตช้างให้ได้ แล้ววิธีการจะตามมาเอง
ด้วยความทุ่มเทที่แม้จะไม่ได้คาดหวัง และในที่สุดก็ไม่ได้แม้แต่ “คำขอบคุณ” อย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวจากฝ่ายที่ได้รับความช่วยเหลือก็ตาม

