หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดุลยภาพดุลพิน...

ดุลยภาพดุลพินิจ : ศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐกับประเด็นผู้อพยพ

11.10.24 | 12:12 น.

ดุลยภาพดุลพินิจ : ศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐกับประเด็นผู้อพยพ

วันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แม้ข่าวคราวดูเงียบๆ เพราะโดนข่าวใหญ่ๆ ในประเทศไทยกลบ อาทิ น้ำท่วม แจกเงิน 1 หมื่นบาท ร้านขายทองโกงชาวบ้าน รถบัสไฟไหม้ ฯลฯ ขณะที่ด้านต่างประเทศคนก็มีข่าวสงครามยิวกับอาหรับ และรัสเซียกับยูเครน รวมทั้งคนไทยเริ่มไม่ให้ความสนใจอเมริกาเท่าแต่ก่อน

การเลือกตั้งปีนี้ เป็นการแข่งกันระหว่างอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน กับรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครตที่เข้ามาแทนประธานาธิบดีโจ ไบเดนซึ่งถอนตัวไป

ประเด็นสำคัญในการหาเสียงของ 2 คน 2 พรรคนี้ มีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ คือ เศรษฐกิจสหรัฐ การทำแท้งเสรี และผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย (ภาพรวมสามารถดูในคอลัมน์ “เจาะลึกศึกชิงทำเนียบขาว” มติชน 7 ต.ค.2567)

วันนี้เอาแค่เรื่องปัญหาผู้อพยพซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่คนอเมริกันและผู้สมัคร ปธน.ให้ความสำคัญมาก และน่าจะเป็นประโยชน์กับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยบ้าง

Advertisement

เรื่องของคนต่างด้าวหรือผู้อพยพในอเมริกาผู้เขียนเคยลงในคอลัมน์นี้แล้วเมื่อวันที่ 15 กันยายน 13 ตุลาคม และ 10 พฤศจิกายน 2566 แล้วจึงขอทบทวนย่อๆ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีคนต่างด้าวมากที่สุดในโลก ในปี 2566 สหรัฐมีคนต่างด้าว 47.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 14 ของประชากร 335 ล้านคน คำว่าคนต่างด้าวในที่นี้หมายถึงคนเข้าเมืองหรือผู้อพยพจากต่างประเทศ สหรัฐใช้คำว่า “ผู้เกิดในต่างประเทศ”” (Foreign born) และ “คนเข้าเมือง” หรือ “ผู้อพยพ”(Immigrant) ซึ่งประกอบด้วยคนต่างชาติที่ได้แปลงสัญชาติเป็นอเมริกัน (naturalized citizens) ร้อยละ 49 (23.4 ล้านคน) ผู้พำนักอาศัยถาวรโดยชอบด้วยกฎหมาย (lawful permanent residents หรือกรีนการ์ด) ร้อยละ 24 (11.5 ล้านคน) ผู้ลี้ภัย (refugees) ผู้ขอลี้ภัย (asylees) ผู้หลบหนีเข้าเมือง (Unauthorized immigrants) ร้อยละ 23 (11 ล้านคน) และผู้เข้าเมืองชั่วคราว (Nonimmigrants; temporary lawful resident) ร้อยละ 4 (2 ล้านคน)

สำหรับผู้หลบหนีเข้าเมืองนั้นประกอบด้วยผู้หลบหนีเข้าเมืองที่ไม่มีสถานะใดๆ ทางกฎหมาย (No lawful status) 8 ล้านคน ผู้ขอลี้ภัย 1.6 ล้านคน TPS 6.5 แสนคน DACA 6 แสนคน และผู้ได้รับความคุ้มครองอื่น เช่น เหยื่อของการค้ามนุษย์หรืออาชญากรรมอื่นอีก 1.5 แสนคน

ผู้ขอลี้ภัย (Asylees) หมายถึงผู้มีคุณสมบัติผู้ลี้ภัยและอยู่ระหว่างการขอลี้ภัย เป็นกลุ่มคนที่เดินทางออกจากประเทศของตนเนื่องจากสงคราม ความรุนแรง อื่นๆ และไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดได้

TPS (Temporary Protected Status) เป็นผู้อพยพที่ได้รับการผ่อนผันสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย ซึ่งผู้ได้รับสิทธิ TPS ไม่ต้องถูกบังคับให้ออกจากสหรัฐหรือถูกจับกุม สามารถรับใบอนุญาตทำงาน และรับอนุญาตเดินทางเป็นกรณีไป

DACA (Deferred Action for Childhood Arrivals) คือผู้เข้าสหรัฐผิดกฎหมายตั้งแต่เด็กแต่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ต่อตามโครงการ DREAM Act โดยต้องเข้าสหรัฐก่อนอายุ 16 ปี และอยู่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 และต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด

สำหรับประเด็นผู้อพยพนั้น ในภาพรวมพรรคเดโมแครตมีนโยบายโปรผู้อพยพ ขณะที่ทรัมป์และพรรครีพับลิกันมีนโยบายไม่เอาผู้อพยพ ทั้งนี้ นอกจากเหตุผลด้านคะแนนเสียง (จากกลุ่มคนลาตินอเมริกัน คนผิวดำ รวมทั้งนายจ้างที่ต้องการแรงงานราคาถูกจำนวนมากเช่นภาคเกษตร) แล้ว พรรคเดโมแครตและผู้ที่เห็นด้วยกับการอพยพมองว่าสหรัฐเป็นดินแดนเสรีสำหรับผู้ที่ต้องอพยพออกนอกประเทศเพื่อหนีอันตรายและความยากจนเพื่อมาพึ่งใบบุญของสหรัฐจึงเห็นว่าผู้อพยพควรได้รับความช่วยเหลือรวมทั้งการให้สถานะทางกฎหมายและโอกาสได้สัญชาติสหรัฐ แต่พรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วยกับ “การนิรโทษกรรม” อาทิ เมื่อปี 2559 ทรัมป์หาเสียงโดยใช้นโยบายกำจัดผู้อพยพผิดกฎหมายทำให้เขาชนะการเลือกตั้ง ในปี 2561 ทรัมป์ใช้นโยบาย “ทนได้แค่ศูนย์ (Zero tolerance)” การแยกเด็กจากพ่อแม่ที่อพยพมาโดยส่งพ่อแม่เข้าคุกและส่งลูกเข้าสถานพินิจ ซึ่งทางเดโมแครตเห็นว่าโหดเกินไป ปี 2563 ทรัมป์ประกาศนโยบาย “หยุดยั้งการท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร (End birth tourism)” เพราะแต่ละปีจะมีสตรีท้องแก่เดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรและได้สัญชาติสหรัฐโดยอัตโนมัติ โดยในปี 2563 สหรัฐได้แก้กฎหมายให้เลิกการให้สัญชาติโดยอัตโนมัติ

ปัญหาผู้อพยพยังเป็นประเด็นในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ แม้ว่าเมื่อปลายปี 2566 ส.ว.ของทั้ง 2 พรรคได้ร่วมมือกันร่างกฎหมาย “การปฏิรูปการอพยพโดย 2 พรรค” (Bipartisan immigration reform bill) ซึ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยชายแดนและแนวทางการให้สัญชาติสหรัฐ แบบประนีประนอมระหว่าง 2 พรรค โดยตั้งงบไว้ 118 พันล้านดอลลาร์ แต่ก็ไม่ผ่านสภาผู้แทนโดยประธานสภา (รีพับลิกัน) เห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาผู้อพยพต่างๆ ที่ประธานาธิบดีไบเดนสร้างไว้

ขอตัดไปที่การต่อสู้กันระหว่าง แฮร์ริส กับ ทรัมป์ ที่ผู้เขียนประมวลมาจากสื่อสหรัฐในบางประเด็นเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพ ดังนี้

1.ผู้อพยพทุกคนในสหรัฐควรถูกเนรเทศหรือไม่

แฮร์ริส: เมื่อครั้งที่หาเสียงสมัครเป็นประธานาธิบดีในปี 2563 เธอสัญญาว่าจะปิดศูนย์กักกันผู้อพยพเอกชน (เพราะมีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน) ลดการเนรเทศและจะต่อสู้หาทางให้ผู้อพยพผิดกฎหมายได้สัญชาติสหรัฐ มาคราวนี้ เธอบอกว่าต้องการผลักดัน “กฎหมายปฏิรูปการอพยพ” ที่ไม่ผ่านสภาคองเกรสเมื่อต้นปีนี้ เพราะเห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะแก้ปัญหาข้อบกพร่องในกระบวนการขอลี้ภัย ช่วยปรับปรุงระเบียบการลี้ภัยให้กระชับขึ้น และให้อำนาจประธานาธิบดีมากขึ้นในการปิดพรมแดนบางส่วนหากมีการอพยพเข้ามาจำนวนมากและช่วยจำกัดการทำฑัณฑ์บนผู้อพยพซึ่งจะช่วยให้ผู้อพยพสามารถเข้าสหรัฐได้ชั่วคราว รวมทั้งช่วยให้มีงบประมาณมากขึ้นสำหรับแก้ปัญหาการอพยพ การจ้างผู้พิพากษาเพิ่มขึ้น และการต่อสู้กับปัญหาการขนยาเสพติด

ทรัมป์: เมื่อกันยายน 2566 บอกว่า ถ้าได้รับเลือก เขาจะเนรเทศหมู่ผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา โดยเทียบกับการเนรเทศครั้งใหญ่สมัยประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ในปี 2497 ที่เรียกว่า “Operation Wetback” ซึ่งเนรเทศผู้อพยพเม็กซิกันไปกว่าล้านคน (wetback เป็นคำเรียกคนเม็กซิกันที่หลบหนีเข้าไปทำงานในภาคเกษตรในสหรัฐสมัยนั้น) ทรัมป์ว่าจะจับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายตามแคมป์แรงงานต่างด้าวใหญ่ๆ และขับออกอย่างรวดเร็วแม้อาจมีปัญหาด้านกฎหมาย ทรัมป์บอกว่าเขาจะจ้างเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อดำเนินการเนรเทศหมู่ และในการหาเสียงปีนี้เขาบอกว่าจะใช้กฎหมายท้องถิ่นและทหารสร้างค่ายกักกันบนแผ่นดินสหรัฐ

2.สหรัฐควรเปิดแนวทางใหม่เพื่อให้สัญชาติแก่ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

แฮร์ริส: “เราสามารถสร้างแนวทางใหม่ที่เหมาะสมในการให้สัญชาติผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายและรักษาความปลอดภัยชายแดนด้วย” แฮร์ริสแถลงหาเสียงเมื่อสิงหาคมว่า “จะลงนามกฎหมายปฏิรูปการอพยพที่เคยไม่ผ่านสภาคองเกรสเมื่อต้นปีนี้” เธอย้ำว่าระบบการอพยพของสหรัฐ “มีปัญหา” และเรียกร้องให้มี “การปฏิรูป” ซึ่งรวมถึงวิธีการให้สัญชาติที่เหมาะสม แต่แฮร์ริสไม่ได้ให้รายละเอียดในประเด็นนี้

ทรัมป์: จะยกเลิกโครงการ DACA (ทั้งที่) เมื่อมิถุนายน 2563 ทรัมป์แพ้คดีการยกเลิกการคุ้มครอง DACA ซึ่งเมื่อกันยายน 2560 ทรัมป์เคยเสนอต่อรองให้ DACA อยู่ต่อไปและในปี 2561 ให้สัญชาติกับเยาวชนในโครงการ DACA 1.8 ล้านคนเพื่อแลกกับการเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและลดการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย ทรัมป์สัญญาว่าจะยกเลิกการให้สัญชาติสหรัฐแก่บุตรคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งข้อนี้น่าจะมีปัญหาทางกฎหมายเพราะผิดรัฐธรรมนูญสหรัฐ

3.การแยกครอบครัวผู้อพยพ ควรจับดำเนินคดีด้วยกันหรือแยกกัน

แฮร์ริส: ในปี 2562 ตำหนินโยบายการแยกเด็กอพยพจากพ่อแม่ว่า “เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” แต่ในการหาเสียงปีนี้เธอไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้

ทรัมป์: พูดที่หอประชุม CNN ปีที่แล้วว่าจะรื้อฟื้นเรื่องการแยกเด็กผู้อพยพจากพ่อแม่ “ถ้าเราบอกพวกเขาว่าถ้าเข้ามาสหรัฐเขาจะต้องถูกแยกกัน พวกเขาก็จะไม่อยากเข้ามา”

4.ผู้ลี้ภัยกับผู้ขอลี้ภัย สหรัฐควรยกเลิกให้สิทธิผู้ลี้ภัย? และถ้าไม่ยกเลิก จะกำหนดคุณสมบัติผู้ขอลี้ภัยอย่างไร และควรจะให้ปีละกี่คน

แฮร์ริส: เมื่อมิถุนายนปีนี้ที่มีการอพยพเข้าสหรัฐจำนวนมากรัฐบาลไบเดน-แฮร์ริส ได้ประกาศมาตรการลดจำนวนผู้ขอลี้ภัยที่ชายแดนหากการอพยพเข้าทางชายแดนสูงถึงจุดอันตราย แต่ในการหาเสียง แฮร์ริสไม่ได้พูดเรื่องการลี้ภัย

ทรัมป์: มีแผนระงับโครงการลี้ภัยและห้ามคนจากประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐ จะรื้อฟื้นโครงการ “ข้อตกลงการคุ้มครองผู้อพยพ (Migrant Protection Protocols” ที่รู้จักในชื่อ “โครงการคงอยู่ในเม็กซิโก (Remain in Mexico Program)” ที่กำหนดให้ผู้ขอลี้ภัยให้รออยู่ที่เม็กซิโกระหว่างรอการอนุมัติรวมทั้งการพยายามผลักให้ผู้แสวงที่ลี้ภัยไปประเทศที่สาม ทรัมป์จะรื้อฟื้น “นโยบายชายแดน 42” ที่ปฏิเสธการเข้าเมืองเนื่องจากโรคติดต่อ เช่น วัณโรค เมื่อตอนดำรงตำแหน่ง ปธน. ทรัมป์ได้ลดจำนวนผู้ลี้ภัยในสหรัฐลงเป็นประวัติการณ์ ขับไล่ผู้ขอลี้ภัยโดยไม่มีการไต่สวน และพยายามห้ามผู้ขอลี้ภัยที่ข้ามชายแดนอย่างผิดกฎหมายหรือผ่านประเทศอื่นก่อนเข้าสหรัฐ รวมทั้งจะสร้างกำแพงชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกต่อ

นอกจากนโยบายการอพยพแล้ว ยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่กระทบการอพยพ ที่ต้องจับตามองคือ เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และดิจิทัลเทคโนโลยี

เอาใจช่วยผู้สมัครทั้ง 2 คนครับ