หน้าแรก คอลัมนิสต์ ชีวิตบนถนนไทย...

ชีวิตบนถนนไทย อันตรายมาก

11.10.24 | 12:15 น.

ชีวิตบนถนนไทย อันตรายมาก

ข่าวรถบัสพานักเรียนไปทัศนศึกษาติดไฟลุกไหม้จนผู้โดยสารเสียชีวิตไปถึง 23 คน ซึ่งเป็นเด็กมากถึง 20 คน และต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลอีกหลายคน เป็นข่าวเศร้าสลดที่สะเทือนใจคนไทยไปทั้งประเทศ ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้ที่ประสบเหตุผ่านพ้นวันเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ ถึงแม้ว่าจะมีเด็กผู้โชคดีที่ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ด้านร่างกายเลย แต่โศกนาฏกรรมนี้ก็คงเป็นภาพหลอนในจิตใจไปอีกนาน

รถก๊าซติดไฟอย่างนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งแรกที่ทำให้สังคมเห็นปัญหาชัดเจนขึ้น ความจริงประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตของประชากรจากอุบัติเหตุสูงมากประเทศหนึ่งของโลก แต่สิ่งที่ประชาชนคนไทยทุกคนควรทราบก็คือไม่มีใครปลอดภัยบนถนนไทย แม้ว่าจะขับขี่รถที่ได้รับความปลอดภัยระดับห้าดาว เพราะทั้งถนน รถ ผู้ขับขี่ องประเทศเราอยู่ในการกำกับของมาตรฐานที่เปลี่ยนไปไม่ทันโลก หากไม่รีบแก้ไข แม้ว่าจะขับขี่รถราคาแพงที่ได้มาตรฐานสากลหรือที่ปลอดภัยที่สุดในโลกก็ยังมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน การขาดทักษะของผู้ขับขี่ ยานพาหนะของคู่กรณี และกลายเป็นเหยื่อของระบบที่มีมาตรฐานต่ำและล้าสมัยได้เช่นกัน

อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมลุกขึ้นมามีแอ๊กชั่นทันทีซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเยียวยา และไม่ได้อยู่ที่กระทรวงคมนาคมหรือกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่เป็นปัญหาด้านความปลอดภัยบนถนนไทยมากกว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงระบบ ต้องมีหลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากกระทรวงคมนาคมแล้วก็ต้องมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอื่นๆ อีก แต่ปัญหาความปลอดภัยบนถนนของคนไทยกลับไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่แท้จริง เพราะหน่วยราชการแต่ละส่วนก็ดูแลเฉพาะจุด ไม่มีการกำกับติดตามประเมินผลงานราชการอย่างเป็นระบบ ข้อมูลต่อไปนี้ผู้เขียนได้มาจากแพทย์หญิงชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ อดีตที่ปรึกษาองค์กรอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนน

ขอกลับไปที่หัวข้อยานพาหนะที่เป็นจุดอ่อนอย่างมากของไทย นอกจากรถสาธารณะไม่ได้มาตรฐานแล้ว ยานพาหนะอื่นๆ ของไทยก็มีมาตรฐานที่ไม่เทียบเท่าสากล เช่น รถจักรยานยนต์ที่มีวงล้อกว้างหน้ายางแคบ แต่วิ่งเร็วเกิน ซึ่งจะมีผลให้ความปลอดภัย ของผู้ขับขี่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล การตรวจสอบสภาพรถยนต์ที่หละหลวมแบบขอไปที ผู้ขับขี่รถยนต์จำนวนมากที่อยู่บนท้องถนนขาดความรู้ทั้งในเรื่องความเร็วที่ปลอดภัย ป้ายจราจร ขาดทักษะในการขับขี่ หรือปล่อยให้เด็กเป็นผู้ขับขี่ยานยนต์ทั้งที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่อนุญาตให้ขับขี่ได้ (และเคยเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุที่รุนแรงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน) และยังมีปัญหาเชิงระบบ เช่น ปัญหาผังเมือง ปัญหาการคมนาคมเป็นปัญหาร่วมกันแต่กลับแยกกันดูแลเป็นไซโล ขาดการร่วมรับผิดชอบที่จะต้องกำหนดตัวชี้วัดร่วมกัน

Advertisement

การกำกับดูแลสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานพาหนะของระบบคมนาคมไทยเป็นการดูแลแบบให้เป็นไปตามกฎหมายโดยไม่มีการตรวจสอบ ขาดความโปร่งใสทางวิชาการที่จะเปิดเผยและแจกแจงผลการสอบสวนอุบัติเหตุ แม้ว่าผลของการสอบสวนจะเป็นที่มาของการไปแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง แต่เรากลับไม่มีทีมผู้เชี่ยวชาญภายนอกเฉพาะทางวิศวกรรมยานยนต์และการขนส่งเข้าร่วมทำงานแบบบูรณาการมาศึกษาสาเหตุ ไม่ใช่ให้กรมการขนส่งไปทำการศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียว เราควรถือโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะเริ่มการกำกับดูแลที่ถูกต้องและเหมาะสม ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ากรรมาธิการรัฐสภาที่เกี่ยวข้องควรเรียกเอารายงานการสอบสวน 10 ฉบับย้อนหลังในเรื่องไฟไหม้รถมาตรวจสอบสาเหตุให้ได้ข้อสรุป และให้กระทรวงคมนาคมนำรายงานทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์ ทำข้อมูลให้เป็นสาธารณะ ให้นักวิชาการที่สนใจสามารถวิเคราะห์ต่อไปได้ นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนยังจะทำให้เราเห็นปัญหาเรื้อรังในระบบคมนาคมขนส่งทางถนน (ที่ไม่เป็นระบบ) แล้วจะเห็นว่าปัญหานั้นไม่ใช่เพราะคนใดคนหนึ่งเช่นผู้ขับขี่ องค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือจุดใดจุดหนึ่ง เช่นถนน หรือเป็นเรื่องของยานพาหนะเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของจุดอ่อนหลายจุดในระบบที่ไม่มีการมองปัญหาการทำงานทั้งระบบ และแก้ปัญหาเชื่อมต่อกันแบบบูรณาการ

ความล้าหลังด้านมาตรฐานยานพาหนะปลอดภัยเห็นได้จากในปี 2563 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ประเทศไทยทำสัตยาบันเป็นภาคีอนุสัญญาจราจรทางถนน พ.ศ.2511!! (Convention on Road Traffic) ปัจจุบันเรายังไม่ได้ลงนามใน 2 ใน 3 ตราสารที่สำคัญเกี่ยวกับมาตรการกฎระเบียบและการตรวจสอบยานพาหนะ เช่น ยังไม่พิจารณาข้อตกลง ค.ศ.1998 ว่าด้วยข้อบังคับทางเทคนิคระดับโลกสำหรับยานพาหนะที่มีล้ออุปกรณ์และชิ้นส่วน ปัจจุบันกฎหมายไทยก็ยังไม่ยอมรับ Mopeds หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชั่วโมง สำหรับผู้ขับขี่หน้าใหม่ เด็กและเยาวชนไทยคุ้นชินกับการขับขี่เร็ว!!

สำหรับในกรณีรถขนส่งนักเรียนสาธารณะ เครือข่ายนักวิชาการความปลอดภัยทางถนนและองค์กรผู้บริโภคและสภาผู้บริโภคเคยเสนอให้ยกเลิกการใช้งานรถบัสสองชั้นมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมกับองค์กรผู้บริโภคในหลายจังหวัดได้เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการใช้สัญญามาตรฐาน (ซึ่งได้ร่วมการออกแบบไว้แล้ว) ในการจ้างรถโดยสารเพื่อไปทัศนศึกษาจนบัดนี้ก็ยังไม่มีการนำมาใช้ เป็นที่น่าเสียดายว่าประเทศนี้มีเงินมากมายมหาศาลในการสร้างทางด่วน ถนนสองชั้น สามชั้น แต่ไม่มีปัญญากำกับหรือจัดการให้มีรถรับส่งสาธารณะนักเรียนที่ปลอดภัยได้

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ หลักคิดของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ หลักคิดของกระทรวงคมนาคมที่มีมานานแล้วและยังเป็นหลักคิดเอกก็คือ Mobility First ทั้งที่ทั่วโลกยึดหลักคิด Safety First (Safe System Approach) ไปตั้งนานแล้ว เราควรเปลี่ยนแปลงความคิดเราให้ไปทันโลก มิฉะนั้นแล้วนักท่องเที่ยวที่ไหนจะกล้ามาขึ้นรถสาธารณะไทย!

ดาวน์โหลดเอกสารเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนได้ฟรีที่ www.khonthai4-0.net เรื่องนโยบายจักรยานยนต์เพื่อความปลอดภัยในชีวิตคนไทย (www.khonthai4-0.net/content_detail.php?id=443) และนโยบายความปลอดภัยของการใช้รถจักรยานยนต์และถนนกับการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและชุมชน (https://www.khonthai4-0.net/academies_knowledge_detail.php?id=3&sub_category_id =24& content_id=313)