สถานการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้กลับมาคุกรุ่น
คนร้าย กราดรัวอาวุธสงคราม 4 ศพ ในพื้นที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส
ประกบยิงทหาร เสียชีวิต 3 ราย พื้นที่อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี
ทั้ง 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน แม้เร็วเกินไป ที่จะด่วนสรุป ฟันธงมูลเหตุจูงใจ
แต่ที่มิอาจตัดประเด็นทิ้งได้เช่นกัน ก็คือการสรุปว่า ไม่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับการบรรลุข้อตกลงการเจรจาสันติภาพแม้แต่น้อย
ทั้งนี้เนื่องจาก การใช้อาวุธเข่นฆ่า เกิดขึ้นหลังจาก การโหม กระจายข่าว 2 ฝ่าย รัฐไทย-มาราปาตานี กำหนดพื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน 5 อำเภอ ใน 3 จังหวัด
และท้ายที่สุด จะลงเอย แนวร่วมลงมือก่อเหตุธรรมดา มือที่ 3 ฉกฉวยสถานการณ์ หรือเป็นการแสดงอิทธิพลตอบโต้ ไม่ยอมรับ การเจรจาจริงๆ
ในส่วนของรัฐต้องยืนหยัด ขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
แสวงหาทางออกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกันโดยสันติวิธี และสร้างสรรค์เอาไว้ต่อไป
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นต่อเนื่อง ยาวนานนับแต่ปี 2547 เมื่อรัฐประกาศ ใช้การเมืองนำการทหาร ด้วยการเปิดเจรจา กับกลุ่มผู้เห็นต่าง
ด้วยการออกคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรีที่ 230/2557 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 เรื่องการจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุย
มีบางกลุ่มยอมขึ้นโต๊ะเจรจา ที่มาเลเซียรับเป็นเจ้าภาพ อำนวยความสะดวก
การเปิดวงพูดคุย คืบหน้ามาเป็นลำดับ
แต่ก็เป็นความก้าวหน้า ที่สังคมไม่อาจจับต้อง มีอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก เพราะเป็นพัฒนาการที่อยู่ในห้วงของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ต้องอาศัยเวลา และเป็นที่รับรู้ในวงแคบ เฉพาะผู้เกี่ยวข้องจริงๆ เท่านั้น
การกำหนดพื้นที่ปลอดภัยหรือเซฟตี้โซนร่วมกัน
นับเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของการเจรจา
รัฐไทยแม้รู้ว่ามีความเสี่ยง คล้ายกับการท้าทาย
แต่ก็เล็งเห็นถึงความจำเป็น เนื่องจากเป็นย่างก้าวสำคัญ ในการตรวจสอบ และดำเนินการตามแผน
การกำหนดเซฟตี้โซน ก็เพื่อพิสูจน์ตัวตน มาราปาตานี ที่ยินยอมพร้อมใจร่วมโต๊ะเจรจานั้น เป็นตัวจริง มีอิทธิพลคุมพื้นที่ก่อเหตุ สามารถเกลี้ยกล่อม 6 กลุ่มก่อเหตุในพื้นที่ให้หยุดปฏิบัติการทางทหารได้จริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
หากไม่ใช่ หรือใช่บางส่วน จะทำอย่างไร จึงจะขยายวงเจรจาออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ดึงกลุ่มมีศักยภาพ ก่อเหตุตัวจริงที่อยู่นอกวง เข้ามาอยู่ในวงเจรจา หาทางออกแก้ปัญหาขัดแย้งร่วมกัน
แต่ถ้าใช่ พื้นที่เซฟตี้โซน เป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชนจริง ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ในช่วงเวลาหนึ่งที่ตกลงกันไว้
ก็จะมีการยกระดับไปอีกขั้น คือเจรจา กำหนดเรื่องที่ต้องการพัฒนาเร่งด่วนตามความต้องการของประชาชน และการนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาใช้ ตามสเต็ปก้าว ของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข
การกำหนดพื้นที่ปลอดภัยมีความเสี่ยง แต่ก็สำคัญ ต่อการทดสอบพิสูจน์ศักยภาพมาราปาตานีว่า สั่งการยุติก่อเหตุได้จริงหรือไม่ และมีผลต่อการเดินหน้า ตามแผนยุทธศาสตร์ขั้นต่อไป
ผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ มีหลายกลุ่ม การพิสูจน์แยกแยะจำเป็นที่จะต้องทำควบคู่ เพื่อจะได้กำหนดแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ไม่หลงทาง
การเจรจา-กำหนดพื้นที่ปลอดภัยเป็นเรื่องที่ต้องยืนหยัดทำต่อไปเช่นกัน
เนื่องจาก การต่อสู้ตามอุดมการณ์ ความคิด ด้วยวิธีการรุนแรงเป็นเรื่องหลักที่มีอยู่จริง
รัฐไทย ต้องก้าวข้าม พ้นพื้นที่ปลอดภัย หาจุดเริ่มต้น ก้าวต่อไปให้ได้ และขยับขยายวิธีแก้ปัญหา แบบการเมืองนำการทหาร
ไม่จำกัดอยู่เฉพาะแค่บนโต๊ะเจรจาเท่านั้น
แต่ต้องเปิดกว้างขยายพื้นที่การเมืองทุกพื้นที่
แก้ปัญหาแรงจูงใจทางการเมืองด้วยวิธีการทางการเมือง

