ราวกับเป็นโดมิโนตัวต่อมาจากกรณี “ทองแม่ตั๊ก” (ในที่สุดแล้วเราก็ต้องขอบคุณ “พี่หน่วง” อีกครั้งที่เป็นตัวผลักล้มโดมิโนนี้ให้) แต่ข่าวการพังทลายของเครือข่ายธุรกิจ (ที่อ้างว่า) ขายตรง The iCon Group นั้นส่งผลสะเทือนกว่ามากในแง่วงกว้างของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบและมูลค่าความเสียหายโดยรวม
ด้วยผู้ที่อาจจะตกเป็น “ผู้เสียหาย” ของกรณีหลังนี้มีมากมาย อย่างที่ผู้อ่านบางท่านก็อาจจะมีมิตรสหายคนรู้จักที่ไปเข้าร่วมในธุรกิจนี้กันบ้างก็ได้ อย่างผม ผู้เขียนเองก็มีแล้วอย่างน้อยสองคนเท่าที่ทราบ
ทำไมธุรกิจ หรือการลงทุนแบบนี้สามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาร่วมเป็นนักลงทุน หรือเหยื่อกันได้มากมายนัก ส่วนหนึ่งคิดว่าปัญหามาจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าตัวเองนั้นก็ขยัน หรือทำงานอย่างหนัก แต่กลับได้รับค่าตอบแทนที่แค่พออยู่ได้อย่างตึงตัว หรืออาจจะสบายตัวบ้างนิดๆ หน่อยๆ ในขณะที่มีคนบางกลุ่มที่เป็นฝ่ายได้เปรียบในสังคมและเศรษฐกิจอันเหลื่อมล้ำนั้นดูเหมือนจะหาเงินได้ง่ายๆ โดยแทบไม่ต้องลงแรงอะไร
ประกอบกับความตระหนักรู้เรื่องการเงินที่ต่ำ อันอาจเป็นผลมาจากการจัดการศึกษาในทุกระดับชั้น ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ขาดความตระหนักรู้ถึงวิธีการลงทุนและการประเมินความเสี่ยง การออมไม่กี่รูปแบบที่คนทั่วไปรู้จัก คือการฝากเงินในธนาคาร หรือซื้อสลากออมสิน มากกว่านั้นอีกหน่อยก็คือพวกกองทุนรวมต่างๆ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ไม่ได้สูงนัก ส่วนใหญ่จะได้ดอกผลแพ้เงินเฟ้อ หรือเสมอตัวแค่ปริ่มๆ
การขาดความรู้ในเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนนอกจากว่าการลงทุนคือความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจ แต่ก็ไม่ลงลึกแจกแจงว่าความเสี่ยงที่ว่าคืออะไร และต้องศึกษาข้อมูลอะไรบ้างเพื่อการตัดสินใจ เมื่อมีคนมาบอกว่า มีวิธีการลงทุน หรือภาษาที่นิยมใช้คือ “ให้เงินไปทำงานให้” และสามารถทำกำไรได้มหาศาล สามารถทำให้ผู้ที่ไปร่วมลงทุนกับเขาสามารถเป็น “คนรวย” แบบที่ไม่ต้องทำงานหนักเหนื่อยยากอย่างภาพในอุดมคติได้
ประกอบกับได้ฟัง “เรื่องเล่า” ที่ผ่านกระบวนการ Storytelling มาแล้วอย่างดี จำพวกที่ว่าผู้ก่อตั้งที่ร่ำรวยมหาศาลที่ได้เห็นนี้ก็เคยมีฐานะไม่ดีในระดับเราๆ ท่านๆ มาก่อน แต่ก็อาศัยช่องทางการทำธุรกิจของเขาสร้างความร่ำรวยได้โดยที่ความขยันหมั่นเพียรที่เคยเชื่อนั้นไม่ใช่คำตอบ (ดังคำพูดติดปากประจำตัวที่ว่า “ขยันผิดที่สิบปีก็ไม่รวย”) ก็เหมือนเป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นว่า มันคงมีกลไกบางอย่างที่สามารถ “แฮกระบบ” ให้ตัวเราสามารถร่ำรวยแบบนั้นก็ได้เหมือนกัน
ซ้ำเติมด้วยการเสริมความน่าเชื่อถือของดารา เซเลบ นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในสังคมที่มีชื่อมีภาพในป้ายโฆษณาบนทางด่วนให้เห็นกันทุกวัน ไปยันพระสงฆ์นักเทศน์ชื่อดัง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการเชิดชูเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องช่วยหนุนนำความน่าเชื่อถือเข้าให้อีกด้วย เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “ข้อมูล” ในการตัดสินใจไป “ลงทุน” อันมีความเสี่ยงนั้นได้
ทั้งหมดทั้งมวลประกอบกันทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงไปร่วมเป็นผู้ลงทุน และในที่สุดก็กลายเป็นผู้เสียหายไปในที่สุด
ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้วจึงเห็นว่า หากมีการดำเนินคดีกับผู้มีส่วนต้องรับผิดกับ The iCon Group นี้จริง “สมควรอย่างยิ่ง” ที่จะต้องนำตัวบรรดาดารา เซเลบ นักธุรกิจ และผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้เข้ามาเป็นผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีด้วยในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เพราะการที่พวกเขาเอา “ชื่อเสียง” ของตัวเองมารับรองกิจการนี้นับเป็น Key Success หรือปัจจัยอันมีนัยสำคัญให้การดึงผู้คนเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก
เห็นจากที่ผู้เสียหายส่วนใหญ่ให้การไว้ตรงกันว่า ไม่ได้รู้จักตัว “บิ๊กบอสพอล” เลย แต่ทุกคนที่ไปร่วมลงทุนรู้จักบรรดาบอสดาราและผู้มีชื่อเสียง เชื่อว่าบุคคลเหล่านั้นมีส่วนร่วมในธุรกิจนี้ด้วยจริงจนมีตำแหน่งในบริษัทเป็น C นั้น C นี้ ซึ่งเมื่อถึงคราว “วงแตก” ขึ้นมาทุกคนจะพยายามอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นเพียงผู้มารับจ้างประชาสัมพันธ์ให้เท่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินเดือน หรือรายได้ประจำ แต่เป็นรายได้รายชิ้นแบบ “จ้างทำของ” (ด้วยถ้อยคำตามกฎหมายที่ปรึกษาทนายความมาแล้ว) ไม่มีส่วนในการบริหารบริษัท
แต่คำให้การในลักษณะดังกล่าวก็เท่ากับเป็นการยอมรับนั่นเองว่า ตนเองมีส่วนรู้เห็นให้บริษัทอ้างชื่อของตนให้รับตำแหน่งซึ่งไม่มีจริงนั้น ก็เท่ากับเป็นการสารภาพว่ามีส่วนรู้เห็นยินยอมให้ทางบริษัทแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือไม่
ผลที่สังคมจะได้จากการดำเนินคดีกับบรรดาดารา เซเลบ นักธุรกิจ และผู้มีชื่อเสียง แม้ในที่สุดถึงชั้นศาลแล้วจะถูกลงโทษไปด้วยหรือไม่ หรือต้องรับโทษมากน้อยเพียงใดก็เรื่องหนึ่ง แต่ผลสำคัญที่จะได้รับเฉพาะหน้าทันทีที่สั่งฟ้อง คือบทเรียนที่ลืมไม่ลงสำหรับบรรดาเจ้าตัว คนดังผู้มีชื่อเสียงทั้งหลาย ทั้งที่โดนคดีนี้และรายอื่นๆ ในอนาคต ว่าการนำเอาชื่อเสียงของตัวเองที่มีที่มาจากความนิยมของประชาชนไป “รับรอง” กิจการใดก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าในที่สุดจะไม่กลายเป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมเช่นนี้อีก
ข้ออ้างว่าตรวจสอบจากเอกสารราชการอย่างเช่นว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องหรือไม่ สินค้ามี อย.หรือเปล่านั้นไม่ควรเป็นมาตรฐานที่ยอมรับได้ เพราะถ้าคนที่มีประสบการณ์พอสมควรก็น่าจะเห็นได้ไม่ยากว่าความร่ำรวยของธุรกิจนั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผลหรือไม่ รายได้ของบริษัทมาจากวิธีการอันถูกอันควรหรือเปล่า สิ่งที่เขาเขียนให้ตัวเองไปพร่ำพูดนั้นมีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่
นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายมองตรงกันอีกเรื่องหนึ่งคือ “บทบาท” การทำหน้าที่ของภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องควบคุมกำกับดูแล หรือกระบวนการป้องปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่อาจจะตำหนิได้ว่า ถ้าทางภาครัฐ “ตื่นตัว” กันขึ้นมาเร็วกว่านี้ อย่างน้อยก็เมื่อมีผู้เสียหายกลุ่มแรกๆ ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ ถ้าเป็นอย่างนั้นผู้ที่อาจตกเป็นผู้เสียหายก็จะลดลงไปได้มาก และมูลค่ากับขอบเขตแห่งความเสียหายก็คงจะไม่สูงและกว้างขวางขนาดนี้
ส่วนหน่วยงานของรัฐเองนั้นอาจจะคิดว่าตัวเองก็ทำตามกรอบอำนาจหน้าที่แล้ว เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็อาจจะพิจารณาไปตามท้องเรื่องว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคตามนัยของกฎหมาย แต่เป็นปัญหาระหว่างกิจการกับตัวแทนที่รับสินค้าไปแต่ขายไม่ได้ ซึ่งถ้าจะว่ากันแค่ตามตัวบทกฎหมายในลายลักษณ์อักษรแค่นั้นก็ใช่ แต่ถ้าหน่วยงานจะเอาธุระสักนิด ถ้ามองเห็นความผิดปกติไม่ชอบมาพากลบ้าง แม้หน่วยงานตัวเองจะไม่มีหน้าที่และอำนาจ แต่ถ้าจะพอ “เอาธุระ” ให้แก่ประชาชนและสังคมบ้างก็อาจจะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจไปตรวจสอบต่อได้
เพราะถ้ามีการตรวจสอบกันอย่างเอาจริงเอาจังสักหน่อยก็คงพบข้อน่าสงสัยที่กิจการดังกล่าวทำรายได้มหาศาลทั้งๆ ที่สินค้าของบริษัทแทบไม่พบว่าการบริโภคจริงในวงกว้างของประชาชนทั่วไปเลย ซึ่งก็จะชี้ให้ไปตรวจสอบต่อไปว่ารายได้ของการขายสินค้านั้นมีอยู่จริงอย่างเป็นนัยสำคัญหรือไม่ หรือเป็นเพียงการขายเวียนซื้อวนกันเองในหมู่ผู้บริหารและตัวแทนแต่ละระดับ นอกจากนี้ยังอาจจะพิจารณาจากประชาสัมพันธ์และการทำตลาดได้ด้วยว่า แทนที่จะมุ่งไปที่การโฆษณาสรรพคุณของสินค้า แต่โฆษณาและการประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่กลับมีแต่เรื่องความร่ำรวยมหาศาลของบิ๊กบอสและบรรดาบอสต่างๆ และชี้ชวนแต่เรื่องการหารายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ที่แทบไม่พบการใช้จริงเหล่านั้น
การตลาดในเชิง “อวดรวย” นั้นไม่ได้เกี่ยวกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัว “ผลิตภัณฑ์” ที่ควรจะเป็นเรื่องตรงไปตรงมาของการขายสินค้า แต่การทำอย่างนั้นก็มีผลเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เจ้าตัวผู้อวดแสดง และเย้ายวนหลอกล่อให้มีผู้เข้ามาเป็นลูกค้า หรือผู้ร่วมลงทุนในกิจการเทาๆ ของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
ซึ่งนำไปสู่อีกข้อเสนอที่ว่า จากความเสียหายที่ได้เห็นทั้งจากกรณีของ The iCon Group และเรื่องของ “ทองแม่ตั๊ก” เมื่อช่วงเดือนที่แล้ว และอีกหลายกรณีที่วงยังไม่แตกนั้น อาจจะสังเกตได้ว่ามีรูปแบบที่อาจจะเรียกว่าเป็นรูปแบบเดียวกัน หรือตรงกันอยู่ คือการ “อวดร่ำอวดรวย” อย่างผิดปกติด้วยสินค้าแบรนด์เนมและรถยนต์ราคาแพง โดยเฉพาะจุดที่น่าสังเกตคือคนกลุ่มนี้จะมีรูปแบบตรงกันอีกเรื่องคือการสะสม “เงินสด” ในรูปของธนบัตรนั้นไว้กับตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากประโยชน์ในการเอาไว้ถือโชว์ถ่ายคลิปชวนเชื่อแล้ว ในทางการตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินสดนั้นก็ทำได้ยากกว่าเงินสด หรือสินทรัพย์ที่อยู่ในระบบอื่นที่สามารถตรวจสอบควบคุมได้
เช่นนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่ภาครัฐจะมีมาตรการเชิงรุกที่จะตรวจสอบ หรือควบคุมการโฆษณา หรือการทำตลาดในรูปแบบออนไลน์ในลักษณะของการ “อวดร่ำอวดรวย” นี้ เพราะลองนึกดูว่าถ้ากฎเกณฑ์อำนาจรัฐมาจำกัด หรือห้ามการโฆษณาทำตลาดแบบ “อวดรวย” นี้ตั้งแต่ต้น และดำเนินมาตรการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด คิดว่าคิวของผู้เสียหายที่ไปขอคืนทองกับแม่ตั๊ก หรือผู้เสียหายกรณีของ The iCon Group นี้จะลดลงไปได้แค่ไหน
การที่ภาครัฐจะต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันการทำธุรกิจ หรือการชักชวนลงทุนรูปแบบนี้อาจต้องพิจารณาให้เป็นวาระสำคัญ เพราะผลกระทบของเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตอย่างเล็งเห็นได้ไม่ยาก เพราะการ “ดูดเงิน” ของประชาชนที่ควรจะเป็นเงินออม หรือเงินค่าใช้จ่ายในครัวเรือนออกไปนอกระบบและไม่สร้างมูลค่าก่อให้เกิดผลิตผลทางเศรษฐกิจ ในที่สุดก็ก่อให้เกิดปัญหาระยะสั้นที่ตามมาคือหนี้ครัวเรือน เห็นได้จากการที่กลุ่มที่อาจจะเป็นผู้เสียหายจำนวนมากนั้นต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยสูง เช่น จากวงเงินบัตรเครดิตเอามาลงทุน และยังส่งผลในระยะยาวต่อความสามารถในการออมโดยรวมของผู้คนในสังคมด้วย
จากการสำรวจเชิงสถิติพบว่าคนไทยมีการออมเพื่อใช้ในยามชราน้อยมาก ข้อมูลในปี พ.ศ.2565 พบว่ามีประชากรวัยทำงานไม่ถึง 20% ที่มีการออมอย่างเพียงพอที่จะใช้ชีวิตยามเกษียณได้อย่างไม่มีปัญหา โดยเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือการที่เงินออมที่เตรียมไว้เหล่านั้นก็ยังถูกดูดออกไปด้วยการลงทุนสีเทาประเภทที่เป็นข่าวนี้อีก เฉพาะกรณี The iCon นี้ก็มีข้อมูลว่า ผู้ที่อาจจะตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุที่ใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายในชีวิตมาลงทุนเพราะหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ทำให้ใช้ชีวิตบั้นปลายได้สบายขึ้น แต่ในที่สุดก็ปรากฏว่าต้องสูญเสียเงินออมเหล่านั้นไปจากการฉ้อฉล และบางคนอาจจะเป็นหนี้แถมให้อีกด้วย
นี่คือปัญหาที่ถ้าเราปล่อยให้มีกรณีแบบ “แม่ตั๊ก” และ “The iCon” ขึ้นมาอีก โดยไม่สามารถหยุดธุรกิจที่ดูดเงินเก็บเงินใช้ของคนไทยออกไปสร้างความมั่งคั่งโดยวิถีทางอันไม่ถูกต้องนี้ได้ ต่อให้รัฐจะมีมาตรการที่เหมือนเป็นการล้อมคอกหลังจากวัวหาย แต่ก็ยังจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่อง “วัวหาย” นี้กลายเป็น “หายนะ” ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต
กล้า สมุทวณิช

