ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์เนื่องในงานเฉลิมฉลองวันชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมานี้เป็นวันครบรอบ 75 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า
“ไม่มีความยากลำบากใดๆ ที่จะหยุดกงล้อของประวัติศาสตร์ได้ !”
ครับ ! วรรคทองของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่อ้างว่าไม่มีอะไรที่จะหยุดกงล้อของประวัติศาสตร์ได้นี่เอง ทำให้ผู้เขียนหวนคิดไปถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตประเทศแม่ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกที่ล่มสลายเมื่อมีอายุได้ 74 ปี และนำพาเอาประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลายในยุโรปล่มสลายตามๆ กันหมด ในขณะที่ปัจจุบันมีเพียงประเทศคอมมิวนิสต์เหลือเพียง 3-4 ประเทศในโลก โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเพียงมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่เพียงประเทศเดียวเท่านั้น เมื่อเปรียบกับกงล้อประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายถึง เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ก็มักจะหมุนเวียนมา เกิดเหตุการณ์ทำนองนั้นอีกซ้ำๆ เพียงแต่เปลี่ยนช่วงเวลาหรือตัวละครเท่านั้น ก็ชวนคิดว่า “ฤๅสาธารณรัฐประชาชนจีนจะถึงอายุที่จะล่มสลาย”
สาธารณรัฐประชาชนจีนมีอายุเพียง 42 ปีเมื่อสหภาพโซเวียตประเทศแม่แห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ซึ่งบรรดาผู้ใหญ่ภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่างเห็นตรงกันหมดว่า ที่สหภาพโซเวียตล่มสลายก็เนื่องจากความพยายามที่ นายกรัฐมนตรีกอร์บาชอฟ ที่จะปฏิรูปสหภาพโซเวียตให้ลดความเป็นเผด็จการลง และฟังเสียงประชาชนให้มากขึ้น ดังนั้น บรรดาผู้ใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงส่งเสริมบรรดาทายาทของสมาชิกพรรคอาวุโสดั้งเดิมขึ้นเป็น “บรรดาเจ้าชาย” เพื่อให้นำพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเข้มงวดต่อไป ในขณะเดียวกันสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ ก็ก้าวขึ้นเป็นสมาชิกชั้นแนวหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์ อาทิ นายกรัฐมนตรีจู หลงจี ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา นายกรัฐมนตรีหลี เค่อเฉียง กลับมีความเห็นว่าควรจะลดความเข้มงวดต่อประชาชนลง และให้สวัสดิการแก่ประชาชนทั่วไปให้มากขึ้น ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้เข้ากันไม่ได้ แต่ในช่วง 30 ปีของความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ ทั้ง 2 แนวทางนี้ก็มิได้ปะทะกันเลย เนื่องจากเศรษฐกิจรุ่งเรืองก้าวหน้า
แต่ในช่วงแรกที่ เติ้ง เสี่ยวผิง ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนมาเป็นแบบทุนนิยมภายใต้การควบคุมของรัฐบาลตั้งแต่ พ.ศ.2526 ก็เกิดความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของจีนขึ้นเป็นเวลาร่วม 30 ปี ซึ่งทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมทั้งหลายก็ได้เกิดมีช่วงความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจในประวัติศาสตร์ในช่วง 30 ปีมาแล้วทั้งสิ้น เนื่องจากประชากรจากชนบทเคลื่อนย้ายเข้ามาเป็นแรงงานราคาถูกจำนวนมหาศาลในเมืองอุตสาหกรรมต่างๆ ยกตัวอย่าง อังกฤษในช่วง พ.ศ.2393-2423, สหรัฐอเมริกาในช่วง พ.ศ.2413-2443, รัสเซียในช่วง พ.ศ.2463-2483 (ถูกตัดให้สั้นลงเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2), ญี่ปุ่นในช่วง พ.ศ.2493-2523 สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นอยู่ในช่วง พ.ศ.2528-2558
ครับ ! ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้เป็นหนึ่งใน “บรรดาเจ้าชาย” ได้ขึ้นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนใน พ.ศ.2556 ก็ได้นำพาประเทศไปตามแนวทางของ “บรรดาเจ้าชาย” กล่าวคือ นโยบายภายในประเทศของจีน สี จิ้นผิง ได้นำมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อบังคับใช้ระเบียบวินัยของพรรคและเสริมสร้างความสามัคคีภายในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตของเขา ทำให้เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนคนสำคัญทั้งที่ดำรงตำแหน่งอยู่และเกษียณอายุราชการ รวมถึงอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน โจว หย่งคัง ต้องถูกขังคุก และบางกรณีประหารชีวิต นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังขยายการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจ (SOE) การผสมผสานทางการทหารและพลเรือนขั้นสูง และพยายามปฏิรูปภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ของจีน หลังจากการระบาดของโควิด-19 เริ่มขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงแรก สี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งประธานดำเนินนโยบายทำให้โควิดเป็นศูนย์ คือกักตัวชาวบ้านอย่างเข้มงวดเป็นเวลาร่วม 2 ปีเต็ม จนชาวบ้านออกมาประท้วงทั่วประเทศจนต้องเปลี่ยนไปสู่กลยุทธ์บรรเทาผลกระทบ คือลดความเข้มงวดในการกักตัวชาวบ้านลงนั่นเอง
สี จิ้นผิง ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาในกรณีไต้หวัน แม้ สี จิ้นผิง จะได้พบกับประธานาธิบดีไต้หวัน หม่า อิงจิ่ว ใน พ.ศ.2558 ความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและไต้หวันกลับเสื่อมลงภายใต้การปกครองของ ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ผู้เป็นประธานาธิบดีไต้หวันถึง 2 สมัย และความสัมพันธ์ยิ่งเลวร้ายลงในสมัย ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ในปัจจุบัน
ใน พ.ศ.2563 สี จิ้นผิง ได้กำกับดูแลการผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกงซึ่งปราบปรามฝ่ายค้านทางการเมืองในเมือง โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย นอกจากนี้ การอ้างเส้นประเก้าเส้นในทะเลจีนใต้ทำให้จีนต้องวิวาทกับประเทศที่อยู่รอบๆ ทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และเวียดนามและ
สี จิ้นผิง ได้พยายามขยายอิทธิพลของจีนในแอฟริกาและยูเรเซียโดยสนับสนุนโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ซึ่งก่อปัญหาให้เกิดกับดักหนี้กับหลายประเทศตามเส้นทางดังกล่าว
สี จิ้นผิง ได้สั่งการการเซ็นเซอร์และการเฝ้าติดตามมวลชน ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิทธิมนุษยชนเสื่อมลง (เช่นการกักขังชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง) การเพิ่มขึ้นของลัทธิบูชาบุคคลรอบๆ ผู้นำของเขา และการยกเลิกวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีใน พ.ศ.2561 แนวคิดและหลักการทางการเมืองของสี ซึ่งเรียกว่าความคิดสี จิ้นผิง ได้ถูกผนวกเข้าในรัฐธรรมนูญของพรรคและของชาติ ในฐานะบุคคลสำคัญของผู้นำรุ่นที่ห้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน สีได้รวมอำนาจสถาบันไว้ที่ศูนย์กลางโดยรับตำแหน่งหลายตำแหน่ง รวมถึงคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดใหม่ การปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม การปรับโครงสร้างและการปรับปรุงกองทัพ และอินเตอร์เน็ต และสี จิ้นผิง ได้เป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกครั้งเป็นสมัยที่สามในเดือนมีนาคม พ.ศ.2566 โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ปัญหาสำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีนคือความล่มสลายทางธุรกิจ ที่บรรดาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศพากันล้มละลายเป็นทิวแถว และรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งดำเนินธุรกิจด้วยตนเองก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว น่าจะเป็นเครื่องหมายของการระเบิดจากภายในจนทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนรั้งไว้ไม่อยู่ และนำไปสู่ความล่มสลายของสาธารณรัฐประชาชนจีนเหมือนกับประเทศสหภาพโซเวียตในอดีตก็เป็นได้

